สมเด็จพระราชินีแห่งมาเลเซีย ประณามการจับกุมผู้วิจารณ์พระองค์บนโลกออนไลน์

สมเด็จพระราชินีแห่งมาเลเซีย ทรงกลับมาใช้งานทวิตเตอร์อีกครั้งวานนี้ เพื่อแสดงความผิดหวังต่อการจับกุมผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์พระองค์บนโซเชียลมีเดีย สืบเนื่องจากการทรงฉายพระรูปพิธีฉลองวันชาติมาเลเซีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.ย.) ตำรวจมาเลเซีย จับกุมนักกิจกรรมในเมืองกลัง (Klang) รัฐสลังงอร์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทสมเด็จพระราชินี สมเด็จพระราชินีตุนกู ฮายาห์ อซิซาห์ อมีนาห์ ไมมูนาห์ อิสกันดาริยาห์ รายา ประไหมสุหรี อากงแห่งมาเลเซีย ทรงตรัสว่าพระองค์และสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน อับดุลละฮ์ เรียยาตุดดิน อัล-มุซตาฟา บิลละฮ์ ซะฮ์ อิบนี อัล-มาร์ฮุม สุลต่าน ฮาจี อะฮ์มัด ซะฮ์ อัล-มุซตาอิน บิลละฮ์ (สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียพระองค์ที่ 16) ไม่ได้ทรงร้องขอให้ตำรวจดำเนินการจับกุม และพระองค์ทรงเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์นี้ ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในมาเลเซียส่วนหนึ่งโพสต์วิจารณ์ สมเด็จพระราชินีตุนกู ฮายาห์ อซิซาห์ ว่าทรงวางตัวไม่เหมาะสม ในงานฉลองวันชาติมาเลเซียเมื่อวันที่ 31 ส.ค. จากการที่พระองค์ทรงฉายพระรูปพิธีเดินขบวนเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระราชินีทรงตรัสชี้แจงในเวลาต่อมาว่า สมเด็จพระราชาธิบดีทรงแนะให้พระองค์ฉายรูป สมเด็จพระราชินีทรงปิดการใช้งานบัญชีทวิตเตอร์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา และทรงโพสต์ข้อความบนอินสตาแกรมว่า ทรงปิดทวิตเตอร์ด้วยเหตุผลส่วนพระองค์…

แนวทางปฏิบัติการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552 หมวด 4 การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคคล ข้อ 24 – ข้อ 32 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2560 ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำหนดมาตรการสำหรับใช้ปฏิบัติกับผู้ที่อยู่ระหว่างรอว่าจ้าง บรรจุ หรือแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ที่จะได้รับความไว้วางใจให้เข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการ หรือให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับภารกิจที่สำคัญ หรือทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (1) ตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล (2) รับรองความไว้วางใจบุคคลเพื่อให้เข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการ แนวทางปฏิบัติการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2553 โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ 1. หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการเอง ดังต่อไปนี้ 1.1 ให้ผู้ถูกตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลกรอกรายละเอียดในแบบประวัติบุคคล (รปภ.1) 1.2 ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐทำหนังสือถึงหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาล หรือหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรที่ผู้ถูกตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลมีภูมิลำเนาอยู่ เพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือส่งให้กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือและประวัติอาชญากร 1.3…

เมื่อบริษัทใช้ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ คัดคนเข้าทำงาน และแง่มุมด้านลดทอนความเป็นมนุษย์

ภาพประกอบ: กิตติยา อรอินทร์/แฟ้มภาพ เดอะการ์เดียนรายงานถึงการสมัครงานในยุคที่ให้ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นสิ่งช่วยคัดกรองคนในระดับที่รุกล้ำข้อมูลส่วนบุคคล จากการที่พวกมัน สังเกต และวิเคราะห์ในรายละเอียดเล็กน้อยๆ ทางบุคลิกภาพ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางสีหน้าหรือน้ำเสียงแล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยอัลกอริทึม กับ AI แต่ทว่าสิ่งนี้ถูกวิจารณ์ว่า ลดทอนความหลากหลายของแรงงาน ลดทอนความเป็นมนุษย์ ระบบ AI ในการสมัครงานยังถูกมองว่าเป็นการสร้าง “กำแพงกั้นแบบสมมุติ” ทำให้ขั้นตอนการสมัครงานเป็นสิ่งที่เข้าถึงไม่ได้ ความจริงอันโหดร้ายของการสมัครงานโดยต้องผ่านการคัดกรองด้วยอัลกอริทึมและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้นเริ่มมาจากบริษัทขายซอฟต์แวร์อัลกอริทึมและ AI ดังกล่าวที่ชื่อบริษัท Hirevue หัวหน้านักจิตวิทยาของบริษัทนี้คือ นาธาน มอนดรากอน บอกว่าลูกจ้างที่ดีมาจากคุณสมบัติเล็กๆ น้อยๆ หลายหมื่นอย่าง และคุณสมบัติพวกนี้เองก็ถูก ตรวจจับ สังเกตการณ์ และประเมินผลโดยโปรแกรมของพวกเขา บริษัท Hirevue ขายเครื่องมือตรวจรับคนทำงานด้วย AI ให้กับบรรษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งไม่ว่าจะเป็นยูนิลิเวอร์หรือโกลด์แมนแซค พวกเขามีกระบวนการให้ผู้สมัครงานตอบคำถามมาตรฐานของการสัมภาษณ์งานต่อหน้ากล้อง ในขณะเดียวกันโปรแกรมก็จะทำการตรวจจับและบันทึกลักษณะท่าทางต่างๆ ของผู้ตอบคำถาม ไม่ว่าจะเป็นการวางท่า การแสดงสีหน้า น้ำเสียง และการเลือกใช้คำ มอนดรากอนบอกว่าจะมีการเก็บรวบรวมวัจนะภาษาและอวัจนภาษาของผู้ตอบคำถามเป็นข้อมูลไว้หลายพันจุด  เช่น เมื่อถามว่าคุณจะทำอย่างไรกับเงินหนึ่งล้านดอลลาร์ โปรแกรมจะอ่านตั้งแต่ปฏิกิริยาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแหงนหน้ามองข้างบน การเงียบ การส่งเสียง…

ชายชาวญี่ปุ่นวางมีดขู่เจ้าชายแห่งญี่ปุ่น สารภาพหวังจะทำร้ายเจ้าชาย

ชายชาวญี่ปุ่นซึ่งถูกจับกุมในกรณีวางมีดไว้บนโต๊ะเรียนของเจ้าชายฮิซาฮิโตะ ยอมรับว่ามีแผนที่จะทำร้ายเจ้าชาย แต่เคราะห์ดีที่นักเรียนทั้งหมดไม่อยู่ในห้องเรียนขณะเกิดเหตุ นายคาโอรุ ฮาเซงาวะ วัย 56 ปี ระบุว่าเขาได้บุกเข้าไปในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยโอฉะโนะมิซุ แผนกมัธยมต้น เมื่อวันที่ 26 เมษายน โดยหวังจะใช้มีดทำร้ายเจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทแห่งญี่ปุ่น แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนักเรียนทั้งชั้นกำลังเรียนพลศึกษาอยู่ภายนอกห้องเรียน เขาจึงได้วางมีด 2 เล่มไว้บนโต๊ะเรียนของเจ้าชาย มีด 2 เล่มความยาว 60 ซม. ถูกผูกติดกับแท่งโลหะจนมีลักษณะคล้ายกับหอก และปลายมีดถูกป้ายด้วยสีแดง เจ้าหน้าที่คาดว่านายฮาเซงาวะวางมีดไว้บนโต๊ะของเจ้าชายได้ เพราะบนโต๊ะมีสติกเกอร์ที่ระบุพระนามของเจ้าชาย นายฮาเซงาวะระบุว่า ต้องการให้เจ้าชายทรงทราบว่าเขามาที่นี่ เขาถูกจับกุมใน 3 วันต่อมาหลังก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่บอกว่าโชคดีที่เขาไม่ทราบตารางเรียนของเจ้าชายและบรรดานักเรียน ทำให้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ นายคาโอรุ ฮาเซงาวะ บุกเข้าไปในโรงเรียนและวางมีดไว้บนโต๊ะของเจ้าชายฮิซาฮิโตะ นายฮาเซงาวะยังไม่ยอมเปิดปากถึงเหตุผลที่เขาต้องการทำร้ายเจ้าชายฮิซาฮิโตะ แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่าในระหว่างการสอบปากคำ เขาได้วิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์หลายครั้งโดยระบุว่า “ภายใต้ระบบจักรพรรดิ ญี่ปุ่นไม่สามารถจะเป็นประเทศที่รุดหน้าได้” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่พบประวัติว่านายฮาเซงาวะเข้าร่วมกับกลุ่มต่อต้านราชวงศ์กลุ่มใด เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระชันษา 12 ปีเป็นพระโอรสของมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ และเป็นพระนัดดาของสมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวง (พระนามอากิฮิโตะ) พระองค์ทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 ของราชวงศ์ญี่ปุ่น. —————————————————–…

มือดีปาไข่ใส่นายกฯ ออสเตรเลียขณะหาเสียง ผู้สื่อข่าวชี้ ไข่ปลอดภัยดี

  นายกฯ ออสเตรเลีย ถูกสตรีรายหนึ่งปาไข่ใส่ศีรษะขณะหาเสียง คล้ายคลึงกับเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้ากับวุฒิสมาชิกรัฐควีนสแลนด์ ซึ่งใช้ไข่ในการแสดงความไม่พอใจทางการเมืองเช่นเดียวกัน ขณะที่สก็อต มอร์ริสัน (Scott Morrison) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกำลังหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 18 พฤษภาคม อยู่ในงานของสมาคมสตรีชนบทแห่งออสเตรเลีย (Country Women’s Association) ณ เมืองอัลเบอรี (Albury) สาววัย 25 ปีเดินอ้อมไปทางด้านหลังของมอร์ริสัน และโยนไข่ฟองหนึ่งใส่ศีรษะของเขา โดยไข่ฟองนั้นปะทะศีรษะของนายมอร์ริสันและกระเด็นออกมา ทว่าไม่แตก     เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เข้ารวบตัวหญิงสาวทันที โดยในเหตุการณ์นี้มีหญิงชรารายหนึ่งถูกกระแทกล้มลง แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ก่อนที่มอร์ริสัน จะเข้ามาพยุงหญิงชราลุกขึ้นในภายหลัง “สิ่งที่ผมเป็นห่วงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนี้ที่อัลเบอรีคือเรื่องที่สุภาพสตรีสูงวัยถูกกระแทกล้มลง ผมช่วยพยุงเธอขึ้นและสวมกอดเธอ บรรดาชาวไร่ชาวนาทั้งหลายต่างก็ต้องเผชิญกับคนงี่เง่าพวกนี้ที่บุกรุกฟาร์มและบ้านของพวกเขา เราจะต้องยืนหยัดสู้กับนักเลงพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นพวกนักเคลื่อนไหวขี้ขลาดที่ไม่รู้จักเคารพใครเลย หรือจะเป็นกองกำลังสหภาพที่กดขี่ข่มขู่ธุรกิจเล็กๆ และลูกจ้างในพื้นที่ทำงานของพวกเขา” มอร์ริสัน ทวีตในทวิตเตอร์ของเขา   My concern about today’s incident in Albury was for the…

ปูด! เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายคนเข้าถึงข้อมูลลับได้แม้ไม่ผ่านการสอบประวัติ

The White House is seen behind security barriers in Washington, March 24, 2019. เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งเปิดเผยกับคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯว่า บุคคลที่ทำงานในรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างน้อย 25 คน ได้รับอนุมัติให้เข้าถึงข้อมูลลับทั้งๆ ที่ถูกปฏิเสธในขั้นตอนตรวจสอบประวัติ ผู้เปิดโปงเรื่องนี้ คือ ทริเชีย นิวโบล์ด (Tricia Newbold) ซึ่งรับหน้าที่ตรวจสอบประวัติบุคคลที่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญของรัฐ มาเป็นเวลา 18 ปี ทั้งในรัฐาลของประธานาธิบดีจากพรรคเดโมเเครตและรีพับลิกัน เมื่อเดือนที่แล้ว เธอบอกกับคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนฯ ว่า แม้ประธานาธิบดี ทรัมป์สามารถใช้อำนาจพิเศษให้บุคคลที่ถูกปฏิเสฐการเช้าถึงข้อมูลลับได้รับสิทธิ์นั้น แต่เธอกล่าวว่าบางครั้งการเดินเรื่องลักษณะนี้อาจไม่ได้ทำโดยเห็นแก่ประโยชน์สูงสุดของชาติเรื่องความมั่นคงเป็นที่ตั้ง ส.ส. อิลิจาห์ คัมมิงส์ (Elijah Cummings) ประธานคณะกรรมาธิการที่รับข้อมูลจาก ทริเชีย นิวโบล์ด กล่าวว่า เหตุผลที่คนเหล่านั้นถูกปฏิเสธในขั้นตอนตรวจสอบมีทั้ง เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ปัญหาการเงิน การใช้ยาเสพติด และประวัติอาชญากรรม ขณะเดียวกัน กล่าวว่าเธอถูกพักงานเป็นเวลา…