![]()
- PwC ชี้ว่าองค์กรไทยส่วนใหญ่เร่งนำ AI มาใช้แต่ยังขาดกรอบการกำกับดูแลที่จำเป็นเพื่อบริหารความเสี่ยง และมักมองว่าเป็นเรื่องของฝ่ายไอทีมากกว่ายุทธศาสตร์องค์กร
- การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ ‘AI Agent’ ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และดำเนินการได้เอง ทำให้การวางกรอบกำกับดูแลที่รัดกุมกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใส
- องค์กรที่มีกรอบกำกับดูแล AI ที่เข้มแข็งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น
พีดับบลิวซี ประเทศไทย (PwC) รายงานว่า แม้องค์กรไทยจะเดินหน้าใช้ AI ในวงกว้างเพื่อเพิ่มศักยภาพ และตอบสนองต่อการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทว่าส่วนใหญ่ยังขาดกรอบการกำกับดูแลที่จำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยงและการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ ผู้บริหารต้องเร่งพัฒนากรอบการกำกับดูแลที่รัดกุม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเสริมความโปร่งใสในยุค AI Agents ที่กำลังเปลี่ยนโฉมโลกธุรกิจ
‘พีดับบลิวซี’ เตือนองค์กรไทยเร่งวางกรอบกำกับดูแล ‘AI Agent’
พันธ์ศักดิ์ เสตเสถียร หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชีด้านการบริหารความเสี่ยง บริษัท พีดับบลิวซี ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรไทยมีความกระตือรือร้นในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ รายงานผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 ซึ่งระบุว่า แรงงานไทยใช้ AI ในการทำงานประจำวันเพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 24% ในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี หลายองค์กรยังคงประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง และขาดกรอบการกำกับดูแลระดับองค์กรที่ครอบคลุมการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI)
นอกจากนี้ หลายองค์กรยังมองว่า AI เป็นเพียงเรื่องของฝ่ายไอที (IT department) มากกว่ายุทธศาสตร์ขององค์กร รวมถึงละเลยเรื่องคุณภาพข้อมูลและทักษะ AI ของบุคลากร ซึ่งล้วนส่งผลต่อความยั่งยืนและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว
เมื่อ AI เริ่มตัดสินใจและทำงานที่เคยเป็นบทบาทของมนุษย์ได้ การมีกรอบกำกับดูแลที่เข้มแข็งและบุคลากรที่มีความเข้าใจเทคโนโลยีจึงกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรต่าง ๆ ควรต้องกำหนดแนวทางการกำกับดูแลและการใช้งาน AI ให้ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่า AI สามารถทำงานภายใต้หลักความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และยึดมั่นมาตรฐาน ที่สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในระยะยาว
เตรียมพร้อมสู่ยุค AI อัตโนมัติ
ขณะที่อุตสาหกรรมธนาคาร ประกันภัย และค้าปลีก เป็นผู้นำในการนำหลักการ Responsible AI มาใช้มากขึ้น ธุรกิจไทยโดยรวมยังคงต้องเร่งพัฒนากรอบการกำกับดูแลและแนวทางการใช้งาน AI ให้ทันต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้น ข้อมูลจากรายงานผลสำรวจ 2025 Responsible AI Survey ของพีดับบลิวซีพบว่า องค์กรที่มีการกำกับดูแล AI ที่เข้มแข็งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ โดย 58% ของผู้ตอบแบบสำรวจรายงานว่าได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (return on investment: ROI) และประสิทธิภาพการดำเนินงานดีขึ้น ขณะที่ 55% กล่าวว่าประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมในองค์กรดีขึ้น และ 51% กล่าวว่าการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบช่วยเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการปกป้องข้อมูล ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าที่ยั่งยืนผ่านการกำกับดูแล AI ที่รัดกุม
ขณะนี้กำลังเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI agent ที่สามารถคิด วิเคราะห์ วางแผน และลงมือได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบการดำเนินธุรกิจและสังคมในวงกว้าง ด้วยเหตุนี้ องค์กรไทยจำเป็นต้องเสริมสร้างความรู้ด้านความเสี่ยง รวมถึงใช้แนวทาง Responsible AI ในทุกมิติ ทั้งด้านนโยบาย การทดสอบผลลัพธ์ การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับการเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า AI มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อยุค ‘AI agent’
ข้อมูลจากรายงานของพีดับบลิวซี ยังระบุด้วยว่า 87% ของผู้นำองค์กรทั่วโลกคาดว่า AI agent จะเข้ามาพลิกโฉมโครงสร้างการกำกับดูแลภายในปีข้างหน้า องค์กรไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนากรอบการกำกับดูแล AI ให้แข็งแกร่ง พร้อมเตรียมบุคลากรให้มีบทบาท ‘human-in-the-loop’ เพื่อให้มีการกำกับ ตรวจสอบ หรือช่วยตัดสินใจในประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญอย่างเหมาะสม ตลอดจนดำเนินมาตรการจัดการความเสี่ยงใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับนโยบาย ข้อบังคับทางกฎหมาย และมาตรฐานต่าง ๆ ทั้งยังสามารถตรวจสอบและทบทวนผลลัพธ์ของ AI ได้อย่างต่อเนื่อง
เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของยุค AI agent แต่หลายองค์กรในไทยยังไม่ได้ประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเมื่อระบบเหล่านี้เริ่มมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้เอง ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องทำ คือ การมีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน พร้อมทั้งให้บุคลากรที่เชี่ยวชาญเข้ามามีบทบาทในขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อให้การทำงานของ AI มีความโปร่งใส สอดคล้องกับกฎระเบียบและมาตรฐาน ตลอดจนสามารถตรวจสอบหรือปรับแก้ได้ตามความเหมาะสมในแต่ละเหตุการณ์ หรือช่วงเวลา
ต้องเริ่มจากการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง
แม้ว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจได้ แต่พันธ์ศักดิ์ ย้ำว่า ความเร็วในการนำ AI มาใช้ต้องควบคู่กับมาตรการป้องกันและการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง โดยองค์กรไทยควรดำเนินการ ดังต่อไปนี้
- จัดทำกรอบการกำกับดูแล AI ให้แล้วเสร็จก่อนใช้งานจริง พร้อมทั้งทบทวน framework ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
- จัดประเภทกรณีการใช้งาน AI ตามระดับความเสี่ยง และอนุมัติการใช้งานล่วงหน้า (pre-approved) สำหรับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำ
- เสริมสร้างความสามารถของบุคลากรผ่านโครงการพัฒนาและการยกระดับทักษะ พร้อมกำหนดบทบาทและมีกรอบความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
- เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็วในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน องค์กรไทยจำเป็นต้องออกแบบนโยบายและกรอบการกำกับดูแลให้ชัดเจนว่า AI ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่ม
- ศักยภาพ ไม่ใช่เพื่อลดจำนวนพนักงาน โดยการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะและยกระดับความรู้ของบุคลากรจะช่วยให้พนักงานทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน
ที่มา bangkokbiznews.com / เผยแพร่วันที่ 13 มี.ค.69
Link https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1224597







