ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ในอังกฤษ จะต้องส่งข้อมูลเพื่อสอบสวนกรณีเด็กเสียชีวิต

    เว็บไซต์ The Guardian รายงานเมื่อ 22 มิ.ย.66 ว่า รัฐสภาสหราชอาณาจักรได้ผ่านร่างกฎหมายความปลอดภัยบนโลกออนไลน์   โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ต้องส่งข้อมูลของเด็กในกรณีที่ต้องสงสัยว่าเสียชีวิตจากภัยบนโลกออนไลน์ให้แก่เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพผ่าน Office of Communications (Ofcom) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรคมนาคม และการสื่อสารในสหราชอาณาจักร เพื่อร่วมกันหาสาเหตุการเสียชีวิต   แม้ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์จะแบ่งปันข้อมูลของเด็กที่เสียชีวิตให้กับเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพโดยสมัครใจแต่กฎหมายได้ให้อำนาจอย่างจำกัด เช่น กรณีของ Molly Russell ที่ใช้เวลายาวนานถึง 5 ปี ในการสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากข้อจำกัดด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูลบนอินสตราแกรม ซึ่งผลการสืบสวนพบว่า เธอได้ดูเนื้อหาจำนวนมากเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ทั้งยังมีภาวะซึมเศร้า และทำร้ายตัวเอง สุดท้ายเธอได้ฆ่าตัวตายในอายุ 14 ปี   พ่อของ Russell กล่าวว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพและครอบครัวจะต้องเข้าถึงข้อมูลบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ของเด็ก “มาตรการนี้จะเป็นก้าวแรกในการหยุดวงจรการสูญเสียได้” และแม้บางแพลตฟอร์มจะมีฟีเจอร์ “มรดกดิจิทัล (Digital legacy)” ที่อนุญาตให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตสามารถเข้าถึงบัญชีได้ แต่ฟีเจอร์ดังกล่าวก็ไม่เหมาะกับเด็กที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน      …

‘ยิ่งปะทุ!’ ช่วงเลือกตั้ง ‘ถ้อยคำอันตราย’ ระวัง ‘ฟื้นไฟรุนแรง?’

    “ข้อความหรือถ้อยคำอันตราย (Dangerous Speech) เป็นประเด็นสากลไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย โดยเรื่องนี้สามารถทำให้เกิดผลกระทบในแง่ลบ ตั้งแต่การบั่นทอนบรรทัดฐานของสังคม จนถึงขั้นเลวร้ายที่สุดคือการนำไปสู่ความรุนแรง”   …นี่เป็นการระบุไว้โดยผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ที่สะท้อนถึง “ปัญหาจากข้อความอันตราย” โดยเรื่องนี้มีการระบุไว้บน เวทีนักคิดดิจิทัล Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 25 ที่ใช้ชื่อหัวข้อว่า “ตรวจสอบข้อความอันตรายบนโลกออนไลน์” ซึ่งจัดโดย Cofact – โคแฟค (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย เมื่อปลายเดือน เม.ย. 2566 ที่ผ่านมา   ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้…   “Dangerous Speech” เป็นปัญหาสำคัญ   ที่ “สร้างผลกระทบเชิงลบให้สังคมมาก”   รายละเอียดเรื่องนี้ ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลในวันนี้ มีหลายประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับ “ปัญหาจากข้อความหรือถ้อยคำอันตราย” โดยเฉพาะบน “สื่อสังคมออนไลน์” ที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญได้มีการสะท้อนถึงมิติเรื่องนี้ไว้ในหลาย ๆ มุมมอง อาทิ สุภิญญา…

กูเกิลเทรนด์หลักสูตรอินเทอร์เน็ตปลอดภัย ครู-เยาวชน 3.4 ล้านคน

    กูเกิลเผยความสำเร็จโครงการ Be Internet Awesome ฝึกทักษะดิจิทัลเยาวชน และครูเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัยไป 3.4 ล้านคน หลังเริ่มงานมากว่า 3 ปี เตรียมขยายโอกาสสู่โรงเรียนทั่วประเทศผ่าน ChromeOS Flex นำคอมเก่ามาใช้งานผ่านคลาวด์   แจ็คกี้ หวาง ผู้อำนวยการ กูเกิล ประเทศไทย กล่าวว่า จากภาพรวมของการค้นหาในปีที่ผ่านมา พบว่า คำค้นหาเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์นั้นเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นลำดับต้น ๆ ทำให้การผลักดันโครงการเพื่อฝึกฝนทักษะ และรู้เท่าทันโลกออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญ   “การทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนไทยทุกคนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย โครงการ Be Internet Awesome ที่ทางกูเกิลได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้รับการตอบรับที่ดีจากโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ”     ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาหลังจากเริ่มโครงการ Be Internet Awesome ทางกูเกิล ประเทศไทย ได้สนับสนุน ฝึกอบรมครู และนักเรียนไปแล้วกว่า 3.4 ล้านคนทั่วประเทศ และจากการสำรวจความคิดเห็นของครูผู้สอนยังพบถึงแนวโน้มที่ดีในการนำไปประยุกต์ใช้ต่อเนื่อง…

วิธีป้องกันข้อมูลส่วนตัว เพื่อความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ที่อาจกระทบถึงชีวิตจริง

  วิธีป้องกันข้อมูลส่วนตัว เพื่อความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ที่อาจกระทบถึงชีวิตจริง เพราะข้อมูลที่เราให้ไปนั้น อาจไปปรากฎอยู่บนอินเทอร์เน็ตหรือถูกนำไปใช้งานอย่างอื่นที่เราไม่คาดคิด ทำให้เรากลายเป็นเหยื่อหรือผู้ประสบภัยออนไลน์ได้ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตบนโลกจริงด้วยเช่นกัน ข้อมูลส่วนบุคคล หลุดได้อย่างไร – จากตัวผู้ใช้เอง ด้วยการโพสต์ข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ ถ่ายภาพไว้ในโทรศัพท์มือถือแล้วเครื่องหาย นำไปซ่อม หรือเปลี่ยนเครื่อง – จากเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่เราเข้าไปใช้บริการ โดยเรากดตกลงให้ความยินยอมในการให้ข้อมูลเอง โดยไม่ได้อ่านรายละเอียด เช่น ขอส่งข้อมูลของเราไปให้บริษัทในเครือ เพื่อการประชาสัมพันธ์บริการอื่น ๆ – จากการโดนแฮกหรือเจาะขโมยข้อมูลในบริษัทที่เราให้ข้อมูล แฮกเกอร์สามารถเจาะเข้าระบบได้ ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะหลุดออกไปสู่บุคคลอื่นหรือสาธารณะได้ – จากการหลอกลวงด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้ง Phishing หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัวในเว็บไซต์ปลอม โดยส่งมาทางอีเมลหรือลิงก์ต่าง ๆ หลอกขอข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อนำไปใช้ หลอกขอสำเนาบัตรประชาชนเพื่อนำไปเปิดบัญชีปลอม ผลกระทบหากข้อมูลส่วนตัวของเราหลุด  – ถูกนำไปในทางผิดกฎหมาย เช่น เลขที่บัตรประชาชนถูกนำไปใช้ในการเปิดบัญชีเพื่อฉ้อโกงผู้อื่น คลิปส่วนตัวอาจทำให้โดนข่มขู่แบล็กเมล  – โดนโจรกรรมทางการเงิน เช่น ใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้า ถูกโอนเงินไปยังบัญชีมิจฉาชีพ  –…

DCRat มัลแวร์ราคาหลักร้อยที่มีอานุภาพสูงแพร่ระบาดอยู่ในโลกออนไลน์

  DCRat มัลแวร์สำหรับเจาะเข้าระบบปฏิบัติการ Windows ได้อย่างสมบูรณ์ซึ่งแพร่กระจายอยู่ทั่วเว็บไซต์ใต้ดินนั้น มีราคาถูกอย่างน่าเหลือเชื่อ และยังเป็นมัลแวร์ที่พัฒนาโดยคน ๆ เดียวอีกด้วย DCRat เป็นมัลแวร์ที่แพร่ระบาดมาตั้งแต่ปี 2017 แต่เพิ่งจะได้รับการออกแบบใหม่และเปิดตัวอีกครั้งไม่นานมานี้ ตัวมัลแวร์มีราคาถูกที่สุดเพียง 5 เหรียญ (ราว 172 บาท) แต่กลับมีฟังก์ชันที่หลากหลายทั้งการขโมยชื่อบัญชี รหัสผ่าน ข้อมูลบัตรเครดิต ประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ รวมถึงการถ่ายสกรีนช็อต ขโมยเนื้อหาในคลิปบอร์ด และสอดแนมการใช้คีบอร์ดของเหยื่อได้ด้วย เรียกได้ว่าไม่ว่าเหยื่อจะทำอะไร มัลแวร์ตัวนี้จะรู้หมด จากการวิเคราะห์ของนักวิจัยจาก BlackBerry พบว่า DCRat ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงโดยผู้ใช้คนเดียวที่มักจะไปขายมัลแวร์ตัวนี้ในกระดานสนทนาใต้ดินที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นหลักหลายแห่ง รวมถึงบน Telegram ด้วย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่าผู้สร้าง DCRat อาจไม่ได้จริงใจกับลูกค้าเท่าใดนัก เพราะมีการปลอมข้อความที่หลอกให้ผู้ใช้มัลแวร์เข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะออนไลน์ของเซิร์ฟเวอร์และผู้ใช้งานที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย การมีอยู่ของมัลแวร์อย่าง DCRat ทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนนั้นทำได้ง่าย เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ แต่สร้างความเสียหายได้อย่างรุนแรง ที่มา ZDNet , Blackberry     ที่มา : beartai …

Digital Identity-Digital Footprint ความโยงใยที่คุณอาจไม่รู้ | ปริญญา หอมเอนก

  ทุกวันนี้หลายๆ ท่านใช้ชีวิตอยู่กับออนไลน์ จนเสมือนว่าชีวิตมีสองโลก คือ โลกที่ใช้ชีวิตจริง และโลกเสมือน (Virtual World) หรือโลกออนไลน์ ที่หลายๆ คนมีเพื่อน มีคนรู้จัก หรือมีคนที่หมายปองอยู่ในโลกเสมือน   ในชีวิตจริงการได้รู้จักคนใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เราก็มักจะอยากรู้ว่า เขาเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เกี่ยวพันกับเพื่อนเราหรือไม่/อย่างไร เชื่อใจได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าได้พบตัวจริง เราอาจจะสังเกตได้จากบุคลิก ท่าทาง และ ภาษากาย (Body Language) ซึ่งเราอาจจะพอเดาได้บ้างในเบื้องต้น   แต่สำหรับการรู้จักคนในโลกออนไลน์ หรือ Virtual World) เป็นอะไรที่ยากต่อการคาดเดาเพราะเราไม่ได้เห็นบุคลิกท่าทาง หน้าตาที่แท้จริง แม้จะเข้าไปดูโปรไฟล์ ดูโพสต์ย้อนหลังก็ตาม จะมั่นใจได้อย่างไรว่า “ใช่คนๆ นั้นจริงๆ” จะเป็นตัวตนของคนนั้นจริงหรือไม่ก็ไม่อาจจะพิสูจน์ได้   ปัญหาได้เกิดขึ้นแล้วบนแอปหาคู่ชื่อดังอย่าง Tinder ที่โดดเด่นเรื่องการให้ใส่ข้อมูลจริงตอนลงทะเบียนเข้าใช้งาน แต่สุดท้าย ไม่ใช่แอปไม่ดี แต่คนตั้งใจมา Fake หลอกคน โดยมากประสงค์ต่อ…