หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ พบแฮ็กเกอร์อิหร่านฝังมัลแวร์ไว้ในหน่วยงานพลเรือนแห่งหนึ่ง

  สำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) และสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (CISA) ของสหรัฐอเมริการ่วมกันแถลงกรณีกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลอิหร่านเข้าแฮ็กหน่วยงานพลเรือนแห่งหนึ่งด้วยการปล่อยซอฟต์แวร์ขุดคริปโทเคอน์เรนซีเข้าไปยังระบบ   แฮกเกอร์รายนี้แฮ็กเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์ VMware Horizon ที่ไม่ได้รับการอัปเดตให้เป็นปัจจุบันจนสามารถเปิดใช้งานโค้ดจากระยะไกลได้   ในรายงานที่ออกโดย CISA เผยว่าแฮ็กเกอร์ใช้ซอฟต์แวร์ขุดคริปโทเคอร์เรนซีในตระกูล XMRig ในบรรดาไฟล์ที่พบมีทั้ง Kernel Driver ไฟล์ EXE ของระบบปฏิบัติการ Windows 2 ตัว และไฟล์สำหรับควบคุมพฤติกรรมของหนึ่งในไฟล์ EXE ที่พบ   CISA ได้ปฏิบัติการตอบโต้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อหน่วยงานดังกล่าวในช่วงระหว่างกลางเดือนมิถุนายน จนถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2022 จึงพบว่าหลังจากที่แฮกเกอร์ปล่อย XMRig แล้ว ก็ได้เจาะเพื่อล้วงเอาข้อมูลรหัสผ่าน และฝัง Ngrok ลงในอุปกรณ์หลายตัวเพื่อฝังตัวอยู่ในเครือข่ายของเหยื่อในระยะยาวได้   ทั้งนี้ FBI และ CISA แนะนำให้องค์กรต่าง ๆ คอยอัปเดตซอฟต์แวร์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อปิดช่องโหว่ สร้างรายชื่อรหัสผ่านที่เคยถูกแฮ็กไปแล้วเพื่อไม่นำกลับมาใช้อีก และยกระดับมาตรการทางไซเบอร์อย่างเคร่งครัดและรัดกุม     ที่มา…

เมื่อโจรไซเบอร์เน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ

  เมื่อโจรไซเบอร์เน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ   แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก ยังคงสังเกตเห็นการลดลงของจำนวนการตรวจจับมัลแวร์บนอุปกรณ์โมบายในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ในช่วงมกราคม-มิถุนายน 2022 แคสเปอร์สกี้ตรวจพบความพยายามโจมตีผู้ใช้อุปกรณ์โมบายในประเทศไทย 6,754 ครั้ง ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 88% ซึ่งมีตัวเลขความพยายามโจมตี 54,937 ครั้ง (ไม่รวมแอดแวร์และริสก์แวร์)   ประเทศไทยมีสถิติที่สำคัญในช่วงสามปีที่ผ่านมา ในปี 2019 มีการบันทึกการตรวจจับโมบายมัลแวร์ 44,813 ครั้ง ในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่โรคระบาดใหญ่ถึงจุดสูงสุด จำนวนการตรวจจับลดลงเหลือ 28,861 ครั้ง โดยจำนวนความพยายามโจมตีสูงสุดคือเมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา คือ 66,586 ครั้ง   แม้ว่าจำนวนโมบายมัลแวร์บนอุปกรณ์โมบายทั่วโลกและระดับภูมิภาคจะลดลง แต่การโจมตีก็มีความซับซ้อนมากขึ้นทั้งในแง่ของฟังก์ชันและเวกเตอร์ของมัลแวร์ นักวิจัยของแคสเปอร์สกี้สังเกตุเห็นผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดภัยคุกคามทางไซเบอร์ หนึ่งในสิ่งที่อันตรายที่สุดในคือแบงก์กิ้งมัลแวร์   นายเซียง เทียง โยว ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “เมื่อเร็ว ๆ…

ข้อมูลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวมาเลย์ 800,000 คนถูกนำไปขายบนโลกออนไลน์ในราคาเพียง 70,000 บาท

  ข้อมูลของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 800,000 บนฐานข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเลเซียถูกขโมยและนำไปขายบน lowyat.net ซึ่งเป็นตลาดออนไลน์ในราคาราว 73,090 บาท   ในบรรดาข้อมูลที่นำมาขายมีทั้งข้อมูลชื่อ เลขประจำตัวประชาชน อีเมล วันเกิด และที่อยู่ นอกจากนี้ ยังปรากฎรูปภาพของเหยื่อด้วย ผู้สนใจสามารถจ่ายเป็นคริปโทเคอเรนซีในสกุล Bitcoin หรือ Monero   CyberSecurity Malaysia หน่วยงานกลางด้านไซเบอร์ของมาเลเซียรับทราบเรื่องนี้แล้วและกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนกรณีที่เกิดขึ้น   เจ้าหน้าที่เชื่อว่าแฮกเกอร์ขโมยข้อมูลเหล่านี้มาจากเว็บไซต์ MySPR ของคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเลเซีย ซี่งเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากกว่า 22 ล้านคน   อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เมื่อเดือนเมษายน ข้อมูลพลเมืองกว่า 22.5 ล้านคนของมาเลเซียที่อยู่บนฐานข้อมูลของกรมทะเบียนมาเลเซีย ก็ถูกนำไปขายบนดาร์กเว็บในราคาราว 360,000 บาท     ที่มา New Straits Times       ——————————————————————————————————————————————————————– ที่มา :     …

กองทัพแฮ็กเกอร์อาสาอ้างว่าได้แฮ็กระบบของธนาคารกลางรัสเซีย เพื่อสนับสนุนการรบของยูเครน

  IT Army of Ukraine กลุ่มอาสาสมัครแฮ็กเกอร์เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของยูเครนอ้างว่าได้ขโมย 27,000 ไฟล์จากธนาคารกลางของรัสเซีย ขนาดรวมกัน 2.6 กิกะไบต์ และนำไปปล่อยในเว็บไซต์ Anonfile   มิไคโล เฟโดรอฟ (Mykhailo Fedorov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลของยูเครนชี้ว่าข้อมูลที่ IT Army of Ukraine ได้มานั้นมีทั้งข้อมูลบุคลากร ระบบธนาคารอัตโนมัติ การสื่อสารภายในองค์กร ระบบ KPI และข้อมูลอื่น ๆ ที่สำคัญต่อการบริหารธนาคาร   ในจำนวนนี้ยังมีข้อมูลการทำธุรกรรมของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย และข้อมูลส่วนบุคคลของบุคลากรในกองทัพรัสเซียด้วย   ทางด้านสำนักข่าว TASS ของรัฐบาลรัสเซียได้ออกข่าวปฏิเสธการแฮกในครั้งนี้ พร้อมระบุด้วยว่าเอกสารที่ยูเครนอ้างว่าแฮ็กไปได้นั้น เป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปบนโลกออนไลน์     ที่มา GovInfoSecurity         ——————————————————————————————————————————- ที่มา :         …

Medibank ยืนยันไม่จ่ายค่าไถ่ให้กับแฮ็กเกอร์ที่เจาะข้อมูลลูกค้า

  Medibank ผู้ให้บริการประกันสุขภาพรายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย เผยว่าจะไม่จ่ายเงินค่าไถ่ให้กับแฮ็กเกอร์โจมตีบริษัทด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่เมื่อเดือนที่แล้ว   บริษัทเผยว่าลูกค้าที่ได้รับผลกระทบรวมกันทั้งสิ้นราว 9.7 ล้านคน (ในจำนวนนี้มีลูกค้าของ ahm ซึ่งเป็นบริษัทลูกรวมอยู่ด้วย) การโจมตีครั้งนั้นทำให้แฮ็กเกอร์ได้ข้อมูลส่วนตัวที่มีทั้งชื่อ วันเกิด ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการรับสิทธิประกันสุขภาพ และข้อมูลประวัติการรักษา   นอกจากลูกค้าภายในประเทศแล้ว ข้อมูลหนังสือเดินทางของลูกค้าที่เป็นนักศึกษาจากนานาชาติยังถูกแฮ็กเกอร์เข้าดูด้วย   เดวิด ค็อกซ์คาร์ (David Koczkar) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Medibank ระบุเหตุผลที่ไม่จ่ายเงินค่าไถ่ในครั้งนี้เพราะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญว่าการจ่ายเงินไม่ได้เป็นสิ่งการันตีว่าอาชญากรจะยอมคืนข้อมูล หรือเก็บข้อมูลของลูกค้าเป็นความลับ   “ในความเป็นจริง การจ่ายเงินอาจให้ผลในตรงกันข้าม และยังเอื้อให้อาชญากรตัดสินใจกรรโชกทรัพย์จากลูกค้าได้โดยตรง และยังมีโอกาสมากที่การจ่ายเงินค่าไถ่จะทำให้ผู้คนอีกมากตกอยู่ในอันตราย เพราะออสเตรเลียจะกลายเป็นเป้าโจมตีที่ใหญ่ขึ้น” ค็อกซ์คาร์ระบุ   ทั้งนี้ Medibank จะคอยให้ความช่วยเหลือในด้านสุขภาพจิตและสุขอนามัย การปกป้องตัวตน และจะมีมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงจะให้มีกระบวนการตรวจสอบจากภายนอกเพื่อถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเสริมความเข้มแข็งให้กับลูกค้าของเราต่อไป   Medibank ยืนยันว่าจะทำงานร่วมกับรัฐบาลออสเตรเลีย โดยเฉพาะศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ACSC) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (AFP)     ที่มา Medibank…

การโจมตีทางไซเบอร์ทำให้รถไฟในเดนมาร์กหยุดวิ่ง

  สำนักข่าว DR ของเดนมาร์กระบุว่าการโจมตีทางไซเบอร์ทำให้ขบวนรถไฟทั้งหมดของ DSB บริษัทผู้ให้บริการรถไฟใหญ่ที่สุดในเดนมาร์ก หยุดทำงานเป็นเวลาหลายชั่วโมง   ต้นเหตุเกิดจากการที่ Supeo บริษัทที่ให้บริการโซลูชันด้านการบริหารสินทรัพย์องค์กรแก่เหล่าบริษัทเดินรถไฟ อาจถูกโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ จึงตัดสินใจปิดเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดลง ทำให้ซอฟต์แวร์ที่พนักงานขับรถไฟจำเป็นต้องใช้ในการเดินรถหยุดทำงานไปด้วย   ซอฟต์แวร์ตัวนี้เป็นแอปพลิเคชันบนมือถือที่ทำให้พนักงานขับรถไฟเข้าดูข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถได้ อาทิ การจำกัดความเร็ว และข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุงทางรถไฟแบบเรียลไทม์   สื่อหลายสำนักรายงานว่า สิ่งที่เหล่าพนักงานขับรถทำได้อย่างเดียวก็คือหยุดเดินรถจนกว่าซอฟต์แวร์จะกลับมาให้บริการเป็นปกติอีกครั้ง เพื่อยืนยันความปลอดภัย   นี่แสดงให้เห็นความอันตรายของการโจมตีทางไซเบอร์ที่ส่งผลต่อระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญในชีวิตจริง ซึ่งการโจมตีระบบรางเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง อย่างในเบลารุส อิตาลี สหราชอาณาจักร อิสราเอล และอิหร่าน   นักวิจัยเคยออกมาเผยว่าระบบรางสมัยใหม่ง่ายต่อการแฮกมาก     ที่มา SecurityWeek         —————————————————————————————————————————————————– ที่มา :                       …