Cloudflare เตือนภัยการโจมตี DDoS ที่มุ่งเป้าหมายนักข่าวและองค์กรข่าว

บริษัท Cloudflare ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้ออกประกาศเตือนที่ชัดเจนเกี่ยวกับภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งสื่ออิสระทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ โดยเปิดเผยว่านักข่าวและสำนักข่าวกลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีแบบ Distributed Denial-of-Service (DDoS) ที่ซับซ้อน

CERT-In ออกคำเตือนด่วน หลังแฮกทิวิสต์เปิดศึกไซเบอร์ถล่มระบบของอินเดีย

หลังเหตุการณ์คนร้ายเปิดฉากยิงใส่นักท่องเที่ยวในเมืองปาฮาลกัม แคว้นแคชเมียร์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ความตึงเครียดระหว่างอินเดียและปากีสถานได้ขยายตัวสู่โลกไซเบอร์อย่างรวดเร็ว กลุ่มแฮกทิวิสต์จากทั่วเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ (MENA) ได้รวมตัวภายใต้ปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า #OpIndia โดยมีเป้าหมายที่หน่วยงานภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอินเดีย

สงครามไซเบอร์เดือด DDoS กลายเป็นอาวุธหลัก พุ่งเป้าโจมตีการเมือง

โลกไซเบอร์กำลังเผชิญหน้าวิธีการโจมตีที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยการโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการแบบกระจาย (DDoS) กลายเป็นเครื่องมือหลักในสงครามไซเบอร์ทางการเมือง ล่าสุด Netscout บริษัทรักษาความปลอดภัยเครือข่าย ระบุว่า DDoS ไม่ใช่แค่ภัยคุกคามธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็น “อาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีอิทธิพลเหนือตลาด” ที่สามารถสร้างความโกลาหลได้ในช่วงเวลาสำคัญ

เหยื่อ ‘แรนซัมแวร์’ ถูกบังคับ ให้ชัตดาวน์ระบบการทำงาน

มีองค์กรมากกว่าครึ่ง หรือกว่า 58% ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของแรนซัมแวร์ ถูกบังคับให้ต้องชัตดาวน์ระบบการทำงาน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2564 ซึ่งพบอยู่ที่ 45% อีกทั้ง สัดส่วนของการสูญเสียรายได้อย่างมีนัยสำคัญอันเป็นผลมาจากการโจมตีแรนซัมแวร์เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วงปี 2564 ถึง 2567 จาก 22% เป็น 40%

“สงครามไซเบอร์สหรัฐฯ–จีน”

แอปพลิเคชัน DeepSeek โดนโจมตีแบบ DDoS หรือ Distributed Denial-of-Service ทำให้การลงทะเบียนผู้ใช้ใหม่ล่าช้า ถึงขนาดต้องจำกัดการลงทะเบียนชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหานี้นอกจากโจมตีแบบ DDoS แล้ว ยังโดนสร้างแอปพลิเคชัน DeepSeek ปลอมและเว็บไซต์ฟิชชิง เพื่อ

Cloudflare เผยป้องกันการโจมตี DDoS ครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา ระดับ 5.6 Tbps ได้แบบสบาย ๆ

Cloudflare ประกาศความสำเร็จในการป้องกันการโจมตี DDoS ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2024 การโจมตีครั้งนี้มาจาก Botnet สายพันธุ์ Mirai ซึ่งใช้อุปกรณ์ IoT กว่า 13,000 ชิ้น ส่งข้อมูลระดับสูงสุดถึง 5.6 เทระบิตต่อวินาที (Tbps) เพื่อโจมตีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในเอเชียตะวันออก