บริบทที่จำเป็นต่อการปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย

นับตั้งแต่ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ปรากฏชัดเจนเป็นภัยคุกคามต่อโลกใบนี้ เหตุการณ์ก่อวินาศกรรมที่เรียกว่า เหตุการณ์ 9/11 ทำให้หลาย ๆ ประเทศตื่นตัวและมีการปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างมาก สหรัฐอเมริกาซึ่งประสบกับภัยคุกคามทั้งในรูปแบบการก่อการร้ายภายในประเทศ และภัยคุกคามข้ามประเทศ ได้มีการประเมินภัยคุกคามทุกปี เพื่อหาวิธีรับมือกับภัยคุกคามให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยสำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence) ประกาศภัยคุกคามที่สหรัฐฯจะต้องเตรียมการรับมือทุกปี ยกตัวอย่างเช่น ปี 2016 กำหนดภัยคุกคามตามลำดับความสำคัญ คือ – Cyber and Technology – Terrorism Weapons of Mass Destruction and Proliferation – Space and Counter space – Counterintelligence – Transactional Organized Crime – Economics and Natural Resources – Human Security ปี 2017…

ที่ปรึกษาปูตินระบุ ‘รัสเซีย’สามารถตัดขาดจาก ‘อินเทอร์เน็ตระดับโลก’ ได้ในเวลาเกิดสงคราม

เฮอร์มาน คลีเมนโค ที่ปรึกษาคนสำคัญด้านไอทีของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พูดเมื่อเร็วๆ นี้ว่า รัสเซียสามารถตัดขาดตัวเองออกจากอินเทอร์เน็ตระดับโลกในเวลาเกิดสงคราม รวมทั้งยังกำลังสร้างระบบชื่อโดเมนแบบทางเลือกขึ้นมา  ที่ปรึกษาระดับท็อปทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พูดชี้เอาไว้ระหว่างการให้สัมภาษณ์คราวหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ว่า รัสเซียนั้นสามารถที่จะตัดขาดตัวเองออกจากอินเทอร์เน็ตระดับโลกได้ในเวลาที่เกิดสงคราม ทั้งนี้เพื่อลดทอนจำกัดจุดอ่อนเปราะบางที่อาจจะถูกฝ่ายตะวันตกเจาะเล่นงาน “ในทางเทคนิคแล้ว เวลานี้เราพรักพร้อมอยู่แล้วสำหรับการลงมือปฏิบัติการ” รายงานข่าวอ้างคำพูดของที่ปรึกษาผู้มีนามว่า เฮอร์มาน คลีเมนโค (Herman Klimenko) ซึ่งบอกกับสถานีโทรทัศน์ “เอ็นทีวี” (NTV) ของรัสเซียเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา แต่คลีเมนโคก็กล่าวด้วยว่า ความเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว แม้กระทั่งว่ายังไม่ถึงขั้นที่มีการปฏิบัติการในเชิงเป็นปรปักษ์ใดๆ ก็ใช่ว่าจะไม่สร้างความเจ็บปวดบาดแผลให้แก่รัสเซีย –ตรงนี้ดูเหมือนเป็นการพูดพาดพิงมุ่งแสดงให้เห็นว่า แดนหมีขาวต้องพึ่งพิงอาศัยการต่อเชื่อมต่างๆ กับอินเทอร์เน็ตระดับโลกถึงขนาดไหน “ดีเฟนซ์ วัน” (Defense One) เว็บไซต์ของกองทัพสหรัฐฯ คือผู้ที่เขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.defenseone.com/technology/2018/03/if-war-comes-russia-could-disconnect-internet-yes-entire-country/146572/?oref=d-skybox) โดยบอกด้วยว่า มอสโกกำลังทำงานกันง่วนในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อแสวงหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้กองทัพของตนสามารถที่จะพึ่งพาอาศัยเฉพาะเครือข่ายออนไลน์ภายในเท่านั้นในระหว่างที่เกิดสงคราม กล่าวกันว่าความพยายามเช่นนี้กำลังถูกนำมาขยายให้กลายเป็นแรงผลักดันในแวดวงกว้างขวางใหญ่โตยิ่งขึ้นมาก เพื่อทำให้รัฐบาลรัสเซียและภาคประชาสังคมของรัสเซียสามารถตัดขาดในทางดิจิตอลจากลิงก์อินเตอร์เน็ตภายนอกทั้งหลาย หากเมื่อถึงเวลาที่เกิดความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น “ในปี 2016 รัฐบาลรัสเซียเริ่มต้นการใช้งาน ‘Closed…

รู้จัก “โนวีชอก” สารพิษทำลายประสาทที่ใช้วางยาอดีตสายลับรัสเซีย

นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของสหราชอาณาจักร เผยต่อที่ประชุมสภาสามัญชนว่า กรณีที่นายเซอร์เก สกริปาล อดีตสายลับรัสเซียและบุตรสาวถูกลอบทำร้ายด้วยสารพิษนั้น ผลการตรวจสอบชี้ว่าสารเคมีดังกล่าวคือสารพิษทำลายประสาทกลุ่ม “โนวีชอก” (Novichok) ที่คิดค้นโดยสหภาพโซเวียต ซึ่งปกติแล้วจะถูกนำไปใช้เป็นอาวุธเคมี การที่สารพิษดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับรัสเซีย ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้บงการใช้สารพิษลอบสังหารอดีตสายลับจะเป็นทางการรัสเซียเอง ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังเรียกร้องให้รัสเซียชี้แจงภายในวันนี้ (13 มี.ค.) มิฉะนั้นจะถือว่ารัสเซียได้ “ใช้กำลังโดยผิดกฎหมาย” ในดินแดนของอังกฤษ ซึ่งทำให้ชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องตกอยู่ในอันตรายไปด้วย ชื่อของสารพิษทำลายประสาท “โนวีชอก” มีความหมายว่า “ผู้มาใหม่” หรือ “เด็กใหม่” ในภาษารัสเซีย เป็นสารพิษกลุ่มที่พัฒนาขึ้นระหว่างช่วงทศวรรษ 1970-1980 เพื่อใช้งานเป็นอาวุธเคมี “รุ่นที่ 4” ในปี 1999 เจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯได้ค้นพบสารพิษนี้จำนวนหนึ่งในอุซเบกิสถาน ขณะเข้าตรวจสอบและทำลายโรงงานผลิตอาวุธเคมีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหภาพโซเวียต ทำให้พบว่าสารพิษกลุ่มโนวีชอกนั้นได้รับการออกแบบคิดค้นมาเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติตรวจพบร่องรอยได้โดยง่าย สารพิษตัวหนึ่งในกลุ่มนี้คือโนวีชอก เอ-230 (Novichok-A-230) มีความเป็นพิษรุนแรงยิ่งกว่าก๊าซพิษซารินและสารพิษทำลายประสาทวีเอ็กซ์ (VX nerve agent) ที่ใช้ลอบสังหารพี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือราว 5-8 เท่า ทั้งยังเป็นสารเคมีที่ซับซ้อนยากต่อการพิสูจน์บ่งชี้หลังการใช้งานว่าเป็นสารชนิดใดกันแน่อีกด้วย มีรายงานว่ารัสเซียได้ผลิตสารพิษโนวีชอก เอ-230 ในรูปแบบใหม่ออกมาอีก…

ท่าอากาศยานไทยควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

เมื่อ 4 มกราคม 2561 เจ้าหน้าที่ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตรวจพบชายชาวอินเดียชื่อ นาย Kumar Viex พกพาแบตเตอรี่สำรอง (power bank) ที่ถูกดัดแปลงในลักษณะ “วัตถุคล้ายระเบิด” ขณะผ่านเครื่องเอกซเรย์ จึงได้ยึดอุปกรณ์ไว้ตรวจสอบและอนุญาตให้นาย Viex เดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้มีการสอบถามถึงวัตถุประสงค์ในการกระทำดังกล่าว ปัจจุบัน ปรากฏการกระทำลักษณะแบบเดียวกันนี้ตามท่าอากาศยานหลายแห่งโดยเฉพาะในอินเดีย ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาก็เคยตรวจพบอย่างน้อย 3 ครั้ง ที่เมืองฮูสตัน มลรัฐเท็กซัส และมลรัฐไอดาโฮ เบื้องต้นทราบว่าอุปกรณ์ดัดแปลงส่วนใหญ่จะตรวจพบในหมู่นักเดินทางที่มาหรือกลับจากอินเดีย หรือเคยไปซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอินเดีย ซึ่งนักเดินทางมักไม่ทราบว่าเป็นอุปกรณ์ที่ถูกดัดแปลง รูปแบบที่ตรวจพบคล้ายคลึงกัน ภายในมักถูกบรรจุด้วยดินน้ำมันและมีการต่อสายไฟเข้ากับแบตเตอรี่โทรศัพท์ ทั้งนี้ ในสหรัฐฯถือว่าอุปกรณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อระบบการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานและความมั่นคงของประเทศ และกรณีนี้ทำให้หลายฝ่ายห่วงกังวลว่า กลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มหัวรุนแรงอาจแสวงประโยชน์จากอุปกรณ์ดัดแปลงลักษณะนี้ เพื่อสร้างความสับสนให้กับเจ้าหน้าที่หรือเพื่อทดสอบระบบการรักษาความปลอดภัย ซึ่งอาจนำไปสู่การอำพรางนำระเบิดเพลิงเข้าสู่ท่าอากาศยานและเครื่องบินได้ ดังนั้น ประเทศไทยควรเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในท่าอากาศยานและอาจต้องคำนึงถึงมาตรการเฝ้าระวังความเสี่ยงและอันตรายจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องสงสัยอย่างเหมาะสม โดยศึกษาเปรียบเทียบจากมาตรการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญและตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเข้มงวด เมื่อพบอุปกรณ์ต้องสงสัยจะตรวจยึดและส่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดตรวจสอบ ส่วนผู้โดยสารจะถูกกักตัวไว้ซักถามจนมั่นใจว่าไม่มีพฤติการณ์หรือความเกี่ยวข้องกับกลุ่มหัวรุนแรง หรือกลุ่มนอกกฎหมายจึงจะได้รับการปล่อยตัว ทั้งนี้ ไทยควรนำรูปแบบการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯมาปรับใช้กับมาตรการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานของไทย โดยเฉพาะการซักถามผู้ต้องสงสัยและการสืบสวนหาแหล่งที่มาของอุปกรณ์ เพื่อป้องกันและป้องปรามเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นจากอุปกรณ์ดัดแปลงดังกล่าว ——————————————————————- องค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน 22 กุมภาพันธ์ 2561

“เพนตากอน” หวั่นแอพออกกำลังกายอาจเผยแพร่ข้อมูลที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ

สหรัฐฯ กังวลเรื่องการใช้แอพออกกำลังกาย หลังพบว่ามีการเเสดงที่ตั้งของฐานทัพอเมริกันเผยแพร่ทางออนไลน์ กลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน (Pentagon) กำลังทบทวนแนวปฏิบัติ หลังจากบริษัท สตราวา (Strava) เผยเเพร่ Heatmap ทางออนไลน์ แสดงจุดที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ เเถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ชี้ว่าทางกระทรวงให้ความสำคัญอย่างมากต่อเรื่องที่เกิดขึ้น เเละกำลังทบทวนสถานการณ์เพื่อดูว่าควรมีการฝึกอบรมหรือออกเเนวปฏิบัติใหม่เพิ่มเติมแก่เจ้าหน้าที่หรือไม่ แถลงการณ์นี้ยังชี้ด้วยว่า ข้อมูลจากแอพพลิเคชั่นออกกำลังกายที่เปิดเผยออกมาล่าสุดนี้ เน้นให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงฯ หรือทหาร ต้องตระหนักต่อผลกระทบที่ตามมา หากมีการเเชร์ข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์หรือทางแอพพลิเคชั่น เเละยังย้ำด้วยว่า การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทหารประจำปีได้เเนะนำว่าเจ้าหน้าที่ควรจำกัดการเผยเเพร่ประวัติส่วนตัวทางอินเทอร์เน็ต รวมทั้งในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อผลกระทบจากการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ เเละสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่กระทรวง ไม่ใช่เรื่องใหม่ สำนักงานของหน่วยงานทางทหาร เเละฐานทัพสหรัฐฯ ตลอดจนที่ตั้งของที่ทำงานของหน่วยงานด้านข่าวกรอง ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์อัจฉริยะทุกประเภทในขณะอยู่ในที่ทำงาน รวมทั้ง โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน เเละอุปกรณ์ติดตามดูความฟิตของร่างกาย ที่ใช้ระบบระบุจุดที่ตั้งผ่านสัญญาณดาวเทียมแบบจีพีเอส เช่น Fitbit, Garmin เเละ Polar ซึ่งล้วนช่วยให้บริษัทสตราวา (Strava) สร้างแผนที่ Heatmap ทั่วโลกที่เเสดงให้เห็นถึงเส้นทางต่างๆ ที่ผู้ใช้นิยมไปเดิน วิ่ง หรือ ปั่นจักรยาน เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐฯได้รับการเตือนมานานหลายปีเเล้วเกี่ยวกับผลกระทบของข้อมูลทางดิจิทัล…

เตือนช่องโหว่บนแอป Transmission BitTorrent เสี่ยงถูกแฮ็กเกอร์เข้าควบคุมคอมพิวเตอร์

Tavis Ormandy นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Google Project Zero ออกมาแจ้งเตือนถึงช่องโหว่บนแอปพลิเคชัน Transmission BitTorrent ซึ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์สามารถรันคำสั่งและเข้าควบคุมคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้จากระยะไกลได้ทันที ที่สำคัญคือยังไม่มีแพตช์สำหรับอุดช่องโหว่จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ แอปพลิเคชัน Transmission BitTorrent ทำงานในรูปแบบ Server-client โดยผู้ใช้จำเป็นต้องติดตั้ง Daemon Service บนคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานแอปพลิเคชันผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ Daemon Service นี้จะทำการติดต่อกับ Server เพื่อดาวน์โหลดและอัปโหลดไฟล์ผ่านทางเบราว์เซอร์โดยร้องขอผ่าน JSON RPC Ormandy พบว่า แฮ็กเกอร์สามารถใช้เทคนิคการแฮ็กที่เรียกว่า Domain Name System Rebinding เพื่อโจมตีการทำงานดังกล่าวผ่าน Daemon Serice ซึ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์สามารถลอบรันคำสั่งอันตรายบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้จากระยะไกลเมื่อผู้ใช้เผลอเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษของแฮ็กเกอร์ได้ทันที จากการตรวจสอบพบว่าปัญหามาจาก Daemon Service ที่ถูกติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์สามารถถูกนำไปใช้เพื่อติดต่อกับเว็บไซต์อื่นนอกจาก Transmission BitTorrent ได้ Google ได้เปิดเผยโค้ดและรายละเอียดสำหรับการทำ Proof-of-Concept หลังจากค้นพบช่องโหว่และรายงานเจ้าของผลิตภัณฑ์เพียง 40 วัน แทนที่จะเป็น 90 วันตามการดำเนินงานปกติ เนื่องจากไม่ได้รับการตอบรับหรือมีการอัปเดตใดๆ จากทีมนักพัฒนาของ Transmission BitTorrent อย่างไรก็ตาม…