คาดสายชาร์จไฟไหม้ ต้นตอเครื่องบิน “เวอร์จิ้น แอตแลนติก” ลงจอดฉุกเฉิน

เที่ยวบินสายการบินเวอร์จิ้น แอตแลนติก เส้นทางจากมหานครนิวยอร์ก ต้องลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินนานาชาติโลแกน ในนครบอสตัน หลังเกิดเหตุไฟไหม้ห้องโดยสาร ซึ่งทีมสืบสวนคาดว่าน่าจะมีต้นตอมาจากสายชาร์จโทรศัพท์เกิดลุกไหม้บนเครื่อง ผู้โดยสาร 217 ชีวิตและลูกเรืออพยพจากเที่ยวบิน สายการบินเวอร์จิ้น แอตแลนติก ที่สนามบินในนครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ได้อย่างปลอดภัย โดยมีรายงานผู้บาดเจ็บที่ปฏิเสธการปฐมพยาบาลเนื่องจากภาวะสำลักควัน หนังสือพิมพ์ Washington Post อ้างข้อมูลจากตำรวจรัฐแมสซาชูเซตส์ รายงานว่า การสืบสวนเบื้องต้นพบว่าสาเหตุของเพลิงไหม้น่าจะมาจากสายชาร์จโทรศัพท์มือถือ ที่พบอยู่ระหว่างที่นั่งโดยสารในเกิดประกายไฟลุกไหม้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่บนเครื่องบินจะเข้าควบคุมเพลิงไว้ได้ ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ หรือ FAA ห้ามไม่ให้นำแบตเตอรี่ลิเธียมพกพาโหลดลงในกระเป๋าสัมภาระใต้เครื่อง รวมทั้งมีรายงานว่าสายการบินหลายแห่ง สั่งห้ามนำกระเป๋า Smart Bag ที่บรรจุแบตเตอรี่ลิเธียมสำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์โหลดลงในกระเป๋าสัมภาระใต้เครื่อง เพราะมีความเสี่ยงที่อุปกรณ์ดังกล่าวอาจเกิดประกายไฟหรือระเบิดได้ แต่ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้มีผลบังคับใช้กับการนำแบตเตอรี่พกพาเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องโดยสารบนเครื่องบิน หรือใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางติดตัวขึ้นเครื่อง หรือ carry-on ปัจจุบัน สายการบินหลายแห่ง เริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายการบิน หลังเหตุไฟไหม้บนเครื่องบินที่มาต้นตอมาจากแบตเตอรี่พกพา ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์เมื่อปี ค.ศ. 2016 กับสายการบินเซาท์เวสต์แอร์ไลน์สด้วย และผู้โดยสารจะต้องแจ้งกับพนักงานบนเครื่องทันทีหากพบว่าแบตเตอรี่พกพาที่ตนนำมาเกิดความร้อนผิดปกติ ตกหล่นลงไปด้านใต้เบาะที่นั่งโดยสาร หรือเริ่มมีควันออกมาจากอุปกรณ์ดังกล่าว ————————————————————— ที่มา : VOA Thai /…

FBI เตือนระวังแฮ็กเกอร์ใช้เว็บแบบ HTTPS หลอกเหยื่อ!

FBI ได้ออกประกาศแจ้งเตือนว่ามีผู้ไม่หวังดีกำลังใช้เว็บไซต์ที่ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ HTTPS เพื่อหลอกผู้ใช้ให้ป้อนข้อมูลรหัสผ่านล็อกอิน, ข้อมูลทางการเงิน, รวมไปถึงข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ที่สำคัญ ถือเป็นการใช้มุมมองของคนท่องเว็บทั่วไปมาเป็นประโยชน์ในการหลอกลวง เนื่องจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มักเชื่อว่า ถ้ามีสัญลักษณ์แม่กุญแจล็อกแสดงขึ้นอยู่บนด้านหน้า URL แสดงว่าเว็บไซต์นั้นถูกต้องตามกฎหมาย และปลอดภัยในการป้อนข้อมูลใดๆ ลงไป แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ใบประการศรับรอง SSL ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายเลย ใบเซอร์ SSL/TLS นั้นเป็นเพียงแค่การแสดงว่า การเชื่อมต่อระหว่างเว็บบราวเซอร์และเว็บเซิร์ฟเวอร์ของตัวเว็บไซต์เองนั้นมีการเข้ารหัสข้อมูล ที่ช่วยป้องกันแฮ็กเกอร์จากภายนอกบุกรุกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับข้อมูลที่สื่อสารระหว่างกันเท่านั้น การที่อาชญากรไซเบอร์ใช้ความเชื่อใจของคนทั่วไปกับคำว่า “https” และไอคอนรูปแม่กุญแจ ที่มักใช้บริการจากองค์กรภายนอกที่ให้การรับรองความปลอดภัยของการเชื่อมต่อเว็บไซต์ที่หาใช้ได้ง่ายมากในยุคนี้ นับเป็นการประยุกต์การโจมตีลักษณะเดียวกับการส่งอีเมล์ปลอมให้ดูเหมือนบริษัทที่มีชื่อเสียงจริง ——————————————————— ที่มา : EnterpriseITPro / มิถุนายน 13, 2019 Link : https://www.enterpriseitpro.net/fbi-warns-that-hackers-use-secure/

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ‘จดจำใบหน้า’ เริ่มลามไปทั่วโลก

U.S. Customs and Border Protection supervisor Erik Gordon, left, helps a passenger navigate one of the new facial recognition kiosks at a United Airlines gate before boarding a flight to Tokyo, Wednesday, July 12, 2017, at George Bush Intercontinental Air ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน นายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic…

ระเบิดบัสนักท่องเที่ยว หน้าพีระมิด “กีซ่า”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด โจมตีรถบัสนักท่องเที่ยวต่างชาติ ใกล้กับพีระมิดสำคัญของอียิปต์ มีรายงานนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บ 17 คน สร้างความเสื่อมเสียให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ประตูรั้วด้านหน้าพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ ติดกับมหาพีระมิดแห่งกีซา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ โดยคนร้ายได้นำระเบิดไปซุกซ่อนไว้ และปลดชนวนระเบิดในช่วงที่รถบัสของนักท่องเที่ยวจากแอฟริกาใต้แล่นผ่านมาพอดี ทำให้รถบัสได้รับความเสียหายกระจกแตก เช่นเดียวกับรถยนต์ที่แล่นตามมาอีกคันหนึ่ง ก็ได้รับความเสียหายไปด้วย หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ พร้อมกับลำเลียงผู้บาดเจ็บทั้ง 17 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวแอฟริกาใต้ ส่งโรงพยาบาล เคราะห์ดีที่ทุกคนได้รับบาดเจ็บไม่มาก แต่ยังต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรอดูการให้แน่ใจว่าปลอดภัยดี จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างตัวว่าอยู่เบื้องหลัง เหตุที่เกิดขึ้น สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของอียิปต์อย่างมาก เพราะเมื่อ 6 เดือนก่อนก็เพิ่งเกิดเหตุนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม 3 คน พร้อมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น เสียชีวิตจากเหตุลอบวางระเบิดในลักษณะเดียวกัน ขณะที่ก่อนหน้านี้ ก็เคยเกิดเหตุประท้วงรุนแรง ตามมาด้วยอุบัติเหตุบอลลูนยักษ์ที่นำนักท่องเที่ยวขึ้นชมทัศนียภาพทางอากาศตก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตไปหลายคน ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นบริเวณมหาพีระมิดแห่งกีซา ซึ่งเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน ———————————————————- ที่มา : PPTV / 20 พฤษภาคม 2562 Link : https://www.pptvhd36.com/news/103271

ซานฟรานซิสโก ออกมาตรการใหม่ ห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า หวังคุ้มครองสิทธิ-ความเป็นส่วนตัวประชาชน

เรียกได้ว่าเป็นมาตรการตอบโต้ Big Brother ก็ว่าได้ เมื่อซานฟรานซิสโกได้เป็นเมืองแรกในสหรัฐฯ ที่ได้ออกมาตรการห้ามเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Face Recognition) กับประชาชน ประเด็นคือ ก่อนหน้านี้มีข้อถกเถียงกันพอสมควรถึงข้อดี-ข้อเสีย ของการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงมีกลุ่มเคลื่อนไหวนำเรื่องนี้ไปให้บอร์ดของเมืองพิจารณา ภายใต้ชื่อหัวข้อว่า ‘Stop Secret Surveillace’ หรือแปลเป็นไทยได้ว่า หยุดการสอดส่องแบบลับๆ กลุ่มที่สนับสนุนให้ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐใช้เทคโนโลยีนี้ มองกันว่า มันเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่สามารถเชื่อถือได้ขนาดนั้น และมันมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และความเป็นส่วนตัวของประชาชนภายในเมืองด้วย ในทางตรงกันข้าม ฝั่งที่คัดค้านการแบนบอกว่า จริงๆ แล้วเทคโนโลยีนี้มันดีนะ และมันน่าจะช่วยให้ชีวิตผู้คนปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยเจ้าหน้าที่ต่อสู้กับอาชญากรรมร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ดี ผลการพิจารณาก็ออกมาว่า จากนี้ไปจะห้ามเจ้าหน้าที่รัฐใช้เทคโนโลยีนี้กับประชาชน นอกจากนั้นยังมีเงื่อนไขที่หน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐในซานฟราจะจัดซื้อเทคโนโลยีสอดส่องทำนองนี้ ก็ต้องขออนุญาตจากทางเมืองก่อน ถึงอย่างนั้น มาตรการที่ออกมามันก็ครอบคลุมแค่เจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว ส่วนภาคเอกชนยังสามารถใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าได้ต่อไป ก่อนหน้านี้มีหลายกรณีในสหรัฐฯ ที่ชวนให้ตั้งคำถามถึง ‘ความแม่นยำ’ ของเทคโนโลยีจดจำใบหน้า เช่น การที่ AI วิเคราะห์ใบหน้าคนร้ายผิด และถูกกล่าวหาว่านำไปสู่การจับผิดคน เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นก้าวสำคัญของการเคลื่อนไหว ที่ต้องการโต้กลับกระแสการใช้เทคโนโลยีสอดส่องประชาชนในสหรัฐฯ แต่ถ้ามองในภาพรวมระดับชาติแล้วก็ยังคงมีเรื่องที่ต้องสู้กันมีพอสมควร หรือถ้าขยายมุมไปดูในประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ก็จะเห็นภาพที่ค่อนข้างตรงข้ามกันมากๆ เมื่อทางการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแทบจะเต็มสูบ เพื่อสอดส่องสังคมและพฤติกรรมของผู้คน…

สหรัฐฯ สั่งเจ้าหน้าที่อเมริกันบางส่วนออกจากอิรักเนื่องจากภัยคุกคามจากอิหร่าน

FILE – Iraqi security forces search vehicles at a checkpoint as cars cross into the Green Zone in Baghdad, Iraq, Oct. 5, 2015. The zone houses government buildings and foreign embassies, including that of the United States. CAPITOL HILL – รัฐบาลสหรัฐฯ มีคำสั่งออกมาในวันพุธ ให้เจ้าหน้าที่ผู้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในภาวะฉุกเฉิน เดินทางออกจากอิรัก ขณะที่มีนักการเมืองอเมริกันหลายคนแสดงความกังวลว่าอาจเกิดสงครามกับอิหร่าน คำสั่งซึ่งมีผลต่อสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด และสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองเออร์บิล มีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์เตือนว่า อาจมีภัยคุกคามจากอิหร่านต่อกองกำลังของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ บางคนแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งนี้…