‘สนามบินหัวหิน’ จะฟื้นหรือไม่? ‘แอร์เอเชีย’ บินตรงจากกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

โดย: กิตตินันท์ นาคทอง เมื่อไม่นานมานี้ สายการบินแอร์เอเชียมาเลเซีย ประกาศว่าจะเปิดเส้นทางใหม่ ‘กัวลาลัมเปอร์ – หัวหิน’ ไป-กลับ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป ทุกวันอาทิตย์ จันทร์ พุธ และศุกร์ รวม 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ แต่กว่าจะผ่านจุดนี้ไปได้ ก็ต่อรองกันเยอะพอสมควร เหมือนไปซื้อของที่จีนแล้วต้องต่อราคาให้มากกว่าครึ่งหนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อ 18 กรกฎาคม 2560 สายการบินแอร์เอเชียมาเลเซีย แจ้งความประสงค์ขอเปิดเส้นทางบิน กัวลาลัมเปอร์ – หัวหิน ในตอนนั้น แอร์เอเชียก็ขอโน่นขอนี่ไปพอสมควร ทั้งขอเพิ่มเคาน์เตอร์ ขออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และยังกล่าวอีกว่า อีก 2 ปีข้างหน้า มีแผนจะเปิดทำการบินภายในประเทศ และระหว่างประเทศมาที่หัวหินเพิ่มเติม เช่น เชียงใหม่ มาเก๊า สิงคโปร์ ปีนัง จาการ์ตา ฯลฯ ต่อมา 13 กันยายน 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน…

เวียดควักอีก $1.3 พันล้านอาคารหลังที่ 3 สนามบินไซ่ง่อน ทำคู่มหาโปรเจ็คท์ “ลองแถ่ง”

ภาพไม่หลอก — วันที่ 8 ก.ค.2559 ดูจากมุมนี้ จะเห็นแพนหางดิ่งของเครื่องบินทั้งหมด 6 ลำอยู่ในโซนเดียวกัน ที่หางไม่โผล่อีกไม่รู้กี่ลำ และ ยิ่งจอดไกลอาคารออกไปเท่าไร ก็ยิ่งส่อว่าสนามบินแห่งนี้แออัด — เครื่องบินแออัดบนลานจอด คนแออัดอยู่ในตึก — อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 จะช่วยแก้ปัญหาให้สนามบินไซ่ง่อน ไปอีก 10-20 ปีจนกว่า สนามบินใหญ่ที่ อ.ลองแถ่ง จะสร้างเสร็จ. — ภาพโดยวุฒิพงษ์ หลักคำ-บุญญะสาร. “> MGRออนไลน์ — นายกรัฐมนตรีเวียดนามเหวียนซวนฟุก ได้ตกลงอนุมัติโครงการปรับปรุง ท่าอากาศยานนานาชาตินครโฮจิมินห์ ด้วยการสร้างอาคารผู้โดยสารเพิ่้มขึ้นอีก 1 หลัง โดยไม่เพิ่มรันเวย์ แต่จะต้องมีการก่อสร้างในส่วนอื่น เพื่อรองรับ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สนามบินเตินเซินเญิ๊ต (Tân Sơn Nhất) รับผู้โดยสารเพิ่มได้อีก 25 ล้านคนต่อปี รวมเป็น 50 ล้านภายในปี 2568 เมื่อการก่อสร้างทุกเฟส แล้วเสร็จสมบูรณ์  การปรับปรุงขีดความสามารถ…

เอสโตเนียตรวจสุขภาพถึงระดับดีเอ็นเอให้ประชาชนฟรีแห่งแรกของโลก

รัฐบาลเอสโตเนียเริ่มดำเนินโครงการดูแลสุขภาพพลเมือง โดยให้บริการตรวจวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมฟรีแล้วในเดือนนี้ ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะทำให้ประชาชนทุกคนได้รับการตรวจดีเอ็นเอโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และจะได้รับคำแนะนำในการดูแลรักษาสุขภาพจากผลวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมของตนเองอย่างละเอียดด้วย โครงการนำร่องในระยะแรกจะให้บริการตรวจดีเอ็นเอฟรีกับประชาชน 1 แสนคน หรือราว 1 ใน 10 ของประชากรทั้งประเทศที่มีอยู่ 1.3 ล้านคน โดยถือเป็นชาติแรกของโลกที่ให้บริการสาธารณสุขในลักษณะนี้กับพลเมืองอย่างถ้วนหน้า ข้อมูลทางพันธุกรรมของชาวเอสโตเนียแต่ละคน จะถูกนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลยีนกลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคหลายแสนตัว เพื่อให้ทราบว่าแต่ละคนมีความเสี่ยงทางสุขภาพในด้านใดบ้าง จากนั้นข้อมูลนี้จะถูกบันทึกไว้ในแฟ้มรายงานข้อมูลพันธุกรรมส่วนบุคคล ซึ่งจะเชื่อมโยงกับระบบสารสนเทศสุขภาพแห่งชาติเอสโตเนีย (ENHIS) ในอนาคต ชาวเอสโตเนียที่ผ่านการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอแล้ว สามารถนำข้อมูลที่ได้เข้าปรึกษากับแพทย์ประจำครอบครัว เพื่อขอคำแนะนำเรื่องสุขภาพและวิถีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคที่ตนมีความเสี่ยงสูงตามที่ข้อมูลพันธุกรรมได้บ่งชี้เอาไว้ เช่นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคอัลไซเมอร์ ในขณะเดียวกัน แพทย์ผู้ทำการรักษาบุคคลดังกล่าวในอนาคต ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลพันธุกรรมนี้ได้โดยสะดวกจากระบบสารสนเทศกลาง ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยและรักษาโรคได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นับแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เอสโตเนียได้เริ่มเก็บข้อมูลพันธุกรรมของประชาชนเข้าใน “ธนาคารชีวภาพ” (Biobank) ไปแล้ว 50,000 ราย ทางการหวังว่าโครงการนำร่องตรวจวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมของพลเมืองในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มทรัพยากรข้อมูลพันธุกรรมในธนาคารชีวภาพขึ้นอีกอย่างน้อย 3 เท่า และสามารถเก็บข้อมูลพันธุกรรมของประชากรทั้งประเทศได้ในอีกหลายปีข้างหน้า ก่อนหน้านี้เอสโตเนียเป็นประเทศขนาดเล็กในแถบยุโรปเหนือที่ขึ้นชื่อเรื่องความก้าวล้ำนำสมัยของนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และมุ่งพัฒนาตนเองให้เป็นสังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โครงการล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการยกเครื่องระบบสาธารณสุขให้มีความทันสมัย และสามารถให้การดูแลรักษาสุขภาพที่เหมาะสมที่สุดกับแต่ละบุคคลได้ มีหลายประเทศที่รัฐให้บริการตรวจดีเอ็นเอฟรีแก่ประชาชนเช่นกัน โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบประกันสุขภาพหรือโครงการธนาคารชีวภาพ เช่นในสหราชอาณาจักร ไอซ์แลนด์…

สหรัฐฯ จัดตั้งศูนย์คัดกรองแห่งชาติเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้าประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งจัดตั้งศูนย์คัดกรองแห่งชาติ (National Vetting Center-NVC) เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และดำเนินมาตรการคัดกรองบุคคลที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการพิสูจน์ทราบบุคคลที่อาจเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง รวมทั้งยังมีลักษณะเป็น one stop service เพื่อคัดกรองผู้ที่ขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯด้วย โดยอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานด้านความมั่นคง 6 หน่วยงาน ได้แก่ 1) กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ 2) กระทรวงการต่างประเทศ 3) กระทรวงยุติธรรม 4) กระทรวงกลาโหม 5) สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence-DNI) และ 6) สำนักงานข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency-CIA) โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเป็นผู้อำนวยการและมีคณะทำงานเป็นผู้แทนจากหน่วยงานทั้ง 6 หน่วย การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งจัดตั้ง NVC นั้น จะส่งผลให้ระบบคัดกรองบุคคลที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ มีมาตรการที่รัดกุมมากขึ้นกว่าในห้วงที่ผ่านมา อีกทั้ง การจัดตั้ง NVC…

บริบทที่จำเป็นต่อการปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย

นับตั้งแต่ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ปรากฏชัดเจนเป็นภัยคุกคามต่อโลกใบนี้ เหตุการณ์ก่อวินาศกรรมที่เรียกว่า เหตุการณ์ 9/11 ทำให้หลาย ๆ ประเทศตื่นตัวและมีการปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างมาก สหรัฐอเมริกาซึ่งประสบกับภัยคุกคามทั้งในรูปแบบการก่อการร้ายภายในประเทศ และภัยคุกคามข้ามประเทศ ได้มีการประเมินภัยคุกคามทุกปี เพื่อหาวิธีรับมือกับภัยคุกคามให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยสำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence) ประกาศภัยคุกคามที่สหรัฐฯจะต้องเตรียมการรับมือทุกปี ยกตัวอย่างเช่น ปี 2016 กำหนดภัยคุกคามตามลำดับความสำคัญ คือ – Cyber and Technology – Terrorism Weapons of Mass Destruction and Proliferation – Space and Counter space – Counterintelligence – Transactional Organized Crime – Economics and Natural Resources – Human Security ปี 2017…

ที่ปรึกษาปูตินระบุ ‘รัสเซีย’สามารถตัดขาดจาก ‘อินเทอร์เน็ตระดับโลก’ ได้ในเวลาเกิดสงคราม

เฮอร์มาน คลีเมนโค ที่ปรึกษาคนสำคัญด้านไอทีของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พูดเมื่อเร็วๆ นี้ว่า รัสเซียสามารถตัดขาดตัวเองออกจากอินเทอร์เน็ตระดับโลกในเวลาเกิดสงคราม รวมทั้งยังกำลังสร้างระบบชื่อโดเมนแบบทางเลือกขึ้นมา  ที่ปรึกษาระดับท็อปทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พูดชี้เอาไว้ระหว่างการให้สัมภาษณ์คราวหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ว่า รัสเซียนั้นสามารถที่จะตัดขาดตัวเองออกจากอินเทอร์เน็ตระดับโลกได้ในเวลาที่เกิดสงคราม ทั้งนี้เพื่อลดทอนจำกัดจุดอ่อนเปราะบางที่อาจจะถูกฝ่ายตะวันตกเจาะเล่นงาน “ในทางเทคนิคแล้ว เวลานี้เราพรักพร้อมอยู่แล้วสำหรับการลงมือปฏิบัติการ” รายงานข่าวอ้างคำพูดของที่ปรึกษาผู้มีนามว่า เฮอร์มาน คลีเมนโค (Herman Klimenko) ซึ่งบอกกับสถานีโทรทัศน์ “เอ็นทีวี” (NTV) ของรัสเซียเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา แต่คลีเมนโคก็กล่าวด้วยว่า ความเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว แม้กระทั่งว่ายังไม่ถึงขั้นที่มีการปฏิบัติการในเชิงเป็นปรปักษ์ใดๆ ก็ใช่ว่าจะไม่สร้างความเจ็บปวดบาดแผลให้แก่รัสเซีย –ตรงนี้ดูเหมือนเป็นการพูดพาดพิงมุ่งแสดงให้เห็นว่า แดนหมีขาวต้องพึ่งพิงอาศัยการต่อเชื่อมต่างๆ กับอินเทอร์เน็ตระดับโลกถึงขนาดไหน “ดีเฟนซ์ วัน” (Defense One) เว็บไซต์ของกองทัพสหรัฐฯ คือผู้ที่เขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.defenseone.com/technology/2018/03/if-war-comes-russia-could-disconnect-internet-yes-entire-country/146572/?oref=d-skybox) โดยบอกด้วยว่า มอสโกกำลังทำงานกันง่วนในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อแสวงหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้กองทัพของตนสามารถที่จะพึ่งพาอาศัยเฉพาะเครือข่ายออนไลน์ภายในเท่านั้นในระหว่างที่เกิดสงคราม กล่าวกันว่าความพยายามเช่นนี้กำลังถูกนำมาขยายให้กลายเป็นแรงผลักดันในแวดวงกว้างขวางใหญ่โตยิ่งขึ้นมาก เพื่อทำให้รัฐบาลรัสเซียและภาคประชาสังคมของรัสเซียสามารถตัดขาดในทางดิจิตอลจากลิงก์อินเตอร์เน็ตภายนอกทั้งหลาย หากเมื่อถึงเวลาที่เกิดความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น “ในปี 2016 รัฐบาลรัสเซียเริ่มต้นการใช้งาน ‘Closed…