เมื่ออินเดียไม่ง้อบิ๊กเทค

  ในฐานะประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ทุกย่างก้าวของอินเดียย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกรวมถึงวงการเทคด้วย หลังจากปะทะกับจีนจนกลายเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ส่งผลให้เกิดการแอนตี้สินค้าจีนรวมทั้งการแบนแอปยอดนิยมอย่าง TikTok ที่มีผู้ใช้บริการในอินเดียกว่า 200 ล้านคนมาแล้วเมื่อกลางปีก่อน ล่าสุดอินเดียก็หันมาลงดาบกับบิ๊กเทคระดับโลก อย่าง Twitter Facebook YouTube WhatsApp ตลอดจนโซเชียลมีเดียต่างประเทศอื่น ๆ ด้วยการออกกฎเหล็กให้เจ้าของแพลตฟอร์มต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ขึ้นใหม่ 3 ตำแหน่ง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน และเจ้าหน้าที่ประสานงานกับภาครัฐ (ที่ต้องสามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง) นอกจากนี้ ยังกำหนดให้บริษัทต้องเผยแพร่รายงานประจำเดือนด้านการปฏิบัติการกฎหมาย รวมทั้งแจกแจงรายละเอียดว่าแต่ละเดือนได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งหมดกี่เคส และดำเนินการแก้ไขอย่างไรบ้าง โดยให้เวลา 3 เดือนในการเตรียมตัว ชนวนที่ทำให้รัฐบาลของนายนเรนทรา โมดี ตัดสินใจรัวออกมาตรการคุมเข้มโซเชียลมีเดียจากต่างประเทศในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดจากความไม่พอใจที่ทวิตเตอร์แข็งขืนไม่ยอมแบนผู้ใช้งานบางบัญชีโดยเฉพาะบัญชีของสื่อมวลชน นักกิจกรรม และนักการเมือง ที่รัฐมองว่าอยู่เบื้องหลังการปั่นแฮชแท็กโจมตีร่างกฎหมายเกษตรฉบับใหม่ และสุมไฟให้การชุมนุมของเกษตรกรหลายแสนคนที่รวมตัวกันประท้วงร่างกฎหมายดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น นอกจากมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็น “เท็จ” และปราศจาก “หลักฐาน” แล้ว กฎต่าง ๆ เหล่านี้ยังมีเป้าหมายที่จะเข้ามาควบคุม “ศีลธรรม” อันดีของสังคมด้วยการสั่งห้ามแพลตฟอร์มเผยแพร่ภาพโป๊เปลือยทุกชนิด ตลอดจนภาพที่ส่อให้ไปในเรื่องเพศและภาพล้อเลียนบุคคลต่าง…

ญี่ปุ่นสั่งตรวจสอบ Line หลังสื่อชี้ยอมให้วิศวกรจีนเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งาน

  รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า จะดำเนินการสอบสวนแอปพลิเคชันไลน์ (Line) ของซี โฮลดิ้งส์ คอร์ปซึ่งอยู่ในเครือของซอฟต์แบงก์ คอร์ปของญี่ปุ่น หลังจากสื่อญี่ปุ่นรายงานว่า Line ได้ปล่อยให้วิศวกรชาวจีนที่เซี่ยงไฮ้เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานชาวญี่ปุ่นโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ใช้ทราบ สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคและสื่อญี่ปุ่นรายอื่นๆ รายงานก่อนหน้านี้ว่า ภายใต้กฎหมายความเป็นส่วนตัวของญี่ปุ่นนั้น บริษัทต่างๆ ต้องแจ้งให้ผู้ใช้ทราบเมื่อข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ถูกส่งไปยังต่างประเทศ “ตอนนี้เรายังบอกไม่ได้ว่า Line ละเมิดกฎระเบียบหรือไม่ และเราจะทำการสอบสวนเพื่อหาความจริง” เจ้าหน้าที่รัฐบาลผู้รับผิดชอบกฎหมายความเป็นส่วนตัวกล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ พร้อมเสริมว่า ถ้าหากพบว่า Line กระทำผิดจริง ทางสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นสามารถสั่งให้ทางบริษัทดำเนินการแก้ไขปรับปรุง ด้านโฆษกของ Line ระบุว่า “ไม่มีเหตุการณ์ใดที่เป็นการละเมิดกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ เราจะยังคงปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบในทุกประเทศ รวมถึงในญี่ปุ่นด้วย” แถลงการณ์ทางเว็บไซต์ของ Line ในเวลาต่อมามีใจความว่า ทางบริษัทขออภัยที่ทำให้เกิดความกังวล และไม่ได้อธิบายอย่างเพียงพอเพื่อให้ผู้ใช้ทราบถึงนโยบายเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลของบริษัท และระบุเพิ่มเติมว่า ยังไม่มีการเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานอย่างไม่เหมาะสมเกิดขึ้นแต่อย่างใด   ———————————————————————————————————————————————————– ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์   / วันที่เผยแพร่  17 มี.ค.2564 Link : https://www.infoquest.co.th/2021/71886

เปิดรับร้องเรียนตำรวจทางออนไลน์ “ปิดความลับ”คนแจ้ง

  มิติใหม่! สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดระบบ JCoMS รับร้องเรียนจเรตำรวจทางออนไลน์ แจ้งเบาะแสโดยตรงทางแอปพลิเคชัน ช่วยลดเวลาไม่น้อยกว่า 3 วัน ส่งตรงผู้รับผิดชอบ แถมปิดตัวตนผู้ร้อง หลังปีก่อนสถิติสูง 3,267 เรื่อง ตรวจแล้วเสร็จ 1,364 เรื่อง วันนี้ (11 มี.ค.2564) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอตสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วยพล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.ท.เชษฐา โกมลวรรถนะ หัวหน้าจเรตำรวจ ร่วมกันแถลงเปิดตัวโครงการระบบบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนของจเรตำรวจทางออนไลน์ หรือโครงการ JCoMS ซึ่งเป็นโครงการที่ผบ.ตร.ได้มอบนโยบายให้จเรตำรวจแห่งชาติ คิดค้นและพัฒนาระบบบริหารการร้องเรียนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการเข้าถึง และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม พบว่าปี 2563 จเรตำรวจรับเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 3,267 เรื่องดำเนินการเสร็จ 1,364 เรื่องยังอยู่ระหว่างดำเนินการ 1,903 เรื่อง เนื่องมาจากระบบการรับเรื่องทางเอกสารที่มีขั้นตอนมากล่าช้า ไม่ทันต่อความเดือดร้อนของประชาชน     ช่วยลดเวลาส่งตรงผู้รับผิดชอบทันที สำหรับเรื่องที่ร้องส่วนใหญ่ 5 อันดับสูงสุด…

แอป รู้ทัน แอปแจ้งเบาะแสภัยไซเบอร์ ส่งตรงถึง DSI

แอป รู้ทัน แอปแจ้งเบาะแสภัยไซเบอร์ โดย DSI ย้ำเตือนประชาชนระมัดระวัง หลีกเลี่ยงกดเข้าลิงก์เว็บไซต์ที่ส่งมาพร้อมข้อความ SMS ที่อ้างตนเป็นธนาคารโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับเงินในบัญชีออนไลน์ของท่าน หากมีข้อสงสัยให้ตรวจสอบกับธนาคารเจ้าของบัญชีโดยตรง ทั้งนี้ในบางกรณี มีกลุ่มมิจฉาชีพส่ง SMS หลอกเป็นธนาคารให้ประชาชนหลงเชื่อ ส่งข้อมูลส่วนตัว และนำไปสมัครใช้บริการแอปพลิเคชั่น mobile banking โดยมิจฉาชีพจะโอนเงินออกจากบัญชีนั้นทันที โดยในปัจจุบันนี้ ธนาคารแต่ละแห่ง ได้มีการปรับปรุงระบบความปลอดภัยของแอปธนาคารมากขึ้น กลุ่มมิจฉาชีพจึงปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกเป็นการส่งข้อความ SMS อ้างว่าเป็นธนาคาร พร้อมลิงค์เว็บไซต์ที่สร้างขึ้น เป็นเว็บไซต์ธนาคารปลอม เพื่อหลอกประชาชนกรอก username password และรหัส OTP เพื่อให้มิจฉาชีพได้ข้อมูลไปสวมรอย โอนเงินออกจากบัญชีทันที ดังนั้นหลีกเลี่ยงการกดเข้าลิงค์เว็บไซต์บนข้อความ SMS ที่อ้างว่าเป็นธนาคารโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับเงินในบัญชีของคุณ และทุกธนาคารในประเทศไทย ไม่เคยส่ง sms พร้อมลิงก์ให้เข้าเว็บไซต์ธนาคารผ่านทาง SMS หากมีข้อสงสัยให้ตรวจสอบกับธนาคารเจ้าของบัญชีโดยตรง       ทั้งนี้ หากท่านพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งเบาะแสได้ผ่านทางแอปพลิเคชั่น Rootan ของศูนย์สืบสวนไซเบอร์ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ…

ผุด Clubhouse ปลอมบน Play Store เสี่ยงโดนขโมยข้อมูล

หลังจากที่แอป Clubhouse กลายเป็นกระแสทั่วโลกซึ่งสามารถใช้งานได้เฉพาะบน iOS เท่านั้น ทำให้เกิดแอปปลอมขึ้นมาหลายแอปใน Play Store ขึ้นหลายแอป จนผู้เชี่ยวชาญต้องออกมาเตือนให้ระวังการหลอกขโมยข้อมูล ล่าสุดทาง นายเดนิส เลเกโซ ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยไซเบอร์ แคสเปอร์สกี้ ได้ออมาเตือนถึงความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นในการใช้งานแอปพลิเคชั่น Clubhouse ว่า “ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยนั้นมีสองประเด็นหลักคือ การขายคำเชิญและแอปพลิเคชันปลอม ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดจากความต้องการของผู้ไม่หวังดีที่จะใช้ประโยชน์จากความสนใจของผู้ใช้ในแพลตฟอร์มโซเชียลใหม่นี้     การขายคำเชิญเป็นเพียงการสร้างรายได้ในระดับเล็กๆ แต่แอปพลิเคชันปลอมนั้นร้ายแรงกว่า ผู้โจมตีสามารถกระจายโค้ดที่เป็นอันตรายซ่อนอยู่ในรูปของซอฟต์แวร์ยอดนิยมอย่างแอปพลิชัน Clubhouse สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชั่นปลอม แอปพลิเคชั่นปลอมสามารถทำสิ่งที่ผู้ใช้อนุญาตให้ทำได้ตามการตั้งค่าความปลอดภัยของแอนดรอยด์ เช่น การระบุตำแหน่งที่อยู่ของอุปกรณ์ การบันทึกเสียงและวิดีโอ การเข้าถึงแอปข้อความ ฯลฯ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เทคนิคที่ผิดปกติเพิ่มเติมได้ ตัวอย่างเช่น หากผู้โจมตีใช้ความสามารถในการบันทึกเสียงและอนุญาตให้ใช้ฟังก์ชันนี้ในอุปกรณ์ได้ ก็จะสามารถใช้การบันทึกเสียงคุณภาพสูงเพื่อฝึกอัลกอริทึมของเครื่อง เพื่อสร้างการปลอมแปลงหรือ deep fake ที่ซับซ้อนมากขึ้น วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาความปลอดภัย คือไตร่ตรองอย่างระมัดระวังทุกครั้งที่ดาวน์โหลด และรักษาการตั้งค่าความปลอดภัยที่เหมาะสมบนสมาร์ทโฟน” ส่วนทางผู้พัฒนาแอป Clubhouse เองก็กำลังพัฒนาแอปเวอร์ชันแอนดรอยด์อยู่ คาดว่าน่าจะปล่อยให้ใช้งานได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อดใจรอกันแป๊บนึงได้ใช้งานแน่นอน ———————————————————————————————————————————————— ที่มา : Dailygizmo /…

เตือนผู้เล่นแอป Clubhouse ระวังเรื่องความเป็นส่วนตัว

  เตือนผู้เล่นแอป Clubhouse แอปโซเชียลใหม่ที่กำลังมาแรงในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เป็นแอปการคุยด้วยเสียงอย่างเดียว หรือการโทรด้วยเสียงแบบกลุ่มเป็นแบบสาธารณะ โดยคุณสร้างห้องต่างๆที่มีผู้ใช้มากถึง 5,000 คนต่อครั้ง และล่าสุดมีคนดังมากมายมี clubhouse กันแล้ว ทั้ง นักธุรกิจ, นักลงทุน, นักแสดง, Content Creator หลังจาก Elon musk พูดถึง clubhouse นั่นเอง แม้จะเป็นแอปยอดฮิตมีเพื่อนมาเล่น Clubhouse มากมาย แต่ผู้เชี่ยวชาญจากทาง Forbes และผู้ใช้งานต่าง ๆ มีข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ( Privacy ) รวมถึงทาง ACIS จากไทย ก็พบจุดที่ต้องระวังเกี่ยวกับ PRIVACY ด้วยเช่นกัน เตือนผู้เล่นแอป Clubhouse สิ่งที่ระวังเรื่อง Privacy ความเป็นส่วนตัว 1. การเข้าถึง contact ในโทรศัพท์ Clubhouse มีการขอการเข้าถึง Contact ในโทรศัพท์ในช่วงการลงทะเบียน…