ลัทธิชาตินิยมอยู่เบื้องหลังการสร้างข่าวปลอมในอินเดีย

หมายเหตุ : รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานพิเศษชุด “เบื้องลึกข่าวปลอม” (Beyond Fake News) ดำเนินการโดยบีบีซี เพื่อสืบสวนสอบสวนว่าข้อมูลที่ถูกบิดเบือนและข่าวปลอมซึ่งถือเป็นหนึ่งใน “ปัญหาระดับโลก” ที่กำลังท้าทายวิธีการส่งต่อและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารรอบ ๆ ตัวเรา ความแพร่หลายของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ในประชาชนเกือบทุกประเทศทำให้เกิดการไหลบ่าอย่างรวดเร็วของข้อมูล อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “ข่าวปลอม”เป็นส่วนหนึ่งของปรากฎการณ์นี้ บีบีซีได้ศึกษาวิจัยกระแสข่าวปลอมในหลายประเทศเพื่อดูว่าข่าวปลอมส่งผลอย่างไรต่อประชาชน และมันแพร่ไปอย่างไร ผลการวิจัยพบว่า ข้อเท็จจริงมีความสำคัญน้อยกว่าความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการเสริมสร้างอัตลักษณ์ประจำชาติ ผลการวิเคราะห์สื่อสังคมออนไลน์ชี้ให้เห็นว่า เครือข่ายแนวคิด “ปีกขวา” มีการบริหารจัดการที่มากกว่า “ปีกซ้าย” และเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการสร้างข่าวปลอมเพื่อปลุกกระแสชาตินิยม นอกจากนี้มีความทับซ้อนกันระหว่างข่าวปลอมที่อยู่ตามทวิตเตอร์ กับเครือข่ายสนับสนุนนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ข้อค้นพบเหล่านี้เป็นผลจากการวิจัยในอินเดีย, เคนยา และไนจีเรีย ที่ว่าประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมกับการเผยแพร่และส่งต่อข่าวปลอม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยอนุญาตให้บีบีซีเข้าถึงโทรศัพท์ของพวกเขาเป็นเวลา 7 วัน จากนั้นนักวิจัยได้วิเคราะห์ลักษณะของข้อมูลที่พวกเขาแบ่งปัน (แชร์) และส่งไปให้ใคร บ่อยแค่ไหน งานวิจัยนี้ดำเนินการโดย บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานพิเศษชุด “เบื้องลึกข่าวปลอม” (Beyond Fake News) เริ่มเผยแพร่วันที่ 12 พ.ย.…

ศูนย์วิจัยระบุ ‘เกาหลีเหนือ’ ซุกซ่อนฐานยิงขีปนาวุธ 13 แห่ง

In this image made from video by North Korea’s KRT, a military parade is held in Pyongyang, North Korea, Feb. 8, 2018. North Korea’s intercontinental ballistic missiles highlighted the event.   SEOUL – ศูนย์วิเคราะห์ยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Center for Strategic and International Studies – CSIS) ในกรุงวอชิงตัน เปิดเผยว่า สามารถระบุฐานยิงขีปนาวุธในเกาหลีเหนืออย่างน้อย 13 แห่ง จากทั้งหมด 20 แห่งที่ไม่มีการเปิดเผย ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงความท้าทายที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญ ในการเจรจาเพื่อให้เกาหลีเหนือยุติโครงการนิวเคลียร์ขีปนาวุธพิสัยไกล รายงานของ CSIS…

อิหร่านกล่าวหาอิสราเอลทำการโจมตีไซเบอร์ใส่ระบบโทรคมนาคม

เอเจนซีส์ – รัฐมนตรีโทรคมนาคมของอิหร่านกล่าวหาอิสราเอลในวันจันทร์ (5 พ.ย.) โดยระบุว่า อิสราเอลทำการโจมตีไซเบอร์รอบใหม่ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมอิหร่าน พร้อมลั่นวาจาจะตอบโต้ในทางกฏหมาย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อิหร่านได้เปิดเผยว่าพบเจเนอเรชั่นใหม่ของไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ชื่อ Stuxnet ซึ่งเคยถูกใช้เล่นงานโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในทศวรรษที่แล้ว “รัฐบาลของพวกไซออนนิสต์ (อิสราเอล) ที่เคยมีประวัติการใช้อาวุธไซเบอร์อย่างไวรัสคอมพิวเตอร์ Stuxnet ได้เปิดการโจมตีอิหร่านรอบใหม่ในวันจันทร์ เพื่อจะสร้างความเสียหายแก่ระบบโทรคมนาคม” โมฮัมหมัด จาวัด อาซารี-จาโรมี รัฐมนตรีโทรคมนาคมอิหร่าน ระบุ “ต้องขอบคุณทีมเฝ้าระวังด้านเทคนิคของเรา ที่ทำให้พวกนั้นล้มเหลว” เขาระบุทางทวิตเตอร์ พร้อมบอกด้วยว่าจะดำเนินการทางกฏหมายต่ออิสราเอลผ่านองค์กรนานาชาติ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม สำนักข่าวทัสนิมของอิหร่านรายงานว่า ฮามิด ฟัตตาซี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงโทรคมนาคมอิหร่าน ระบุจะเปิดเผยรายละเอียดมากกว่านี้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า Stuxnet ซึ่งเชื่อกันอย่างแพร่หลายว่าเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาโดยอเมริกาและอิสราเอล ถูกค้นพบในปี 2010 หลังจากที่มันถูกใช้เพื่อโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน ———————————————————- ที่มา : MGR Online / 5 พ.ย. 2561 Link : https://mgronline.com/around/detail/9610000110594

ออสเตรเลียเตรียมทบทวนกฎหมายด้านความมั่นคงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบมากกว่า 40 ปี

นาย Dennis Richardson ออสเตรเลียจะเริ่มกระบวนการทบทวนกฎหมายด้านความมั่นคงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบมากกว่า 40 ปี เนื่องจากภัยคุกคามจากการก่อการร้ายและการจารกรรมจากต่างชาติ (foreign espionage) ที่เกิดขึ้นเป็นประวัติการณ์ในออสเตรเลีย โดยสื่อมวลชนออสเตรเลียหลายสำนักรายงานเมื่อ 30 พ.ค.61 ว่า นาย Dennis Richardson อดีต ผอ.หน่วยต่อต้านข่าวกรอง ออสเตรเลีย (Australian Security Intelligence Organisation-ASIO) จะเป็นประธานการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติและการข่าวกรอง โดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 18 เดือน นายคริสเตียน พอร์เตอร์ อัยการสูงสุดออสเตรเลียระบุว่า การจารกรรม การก่อการร้าย รวมทั้งการแทรกแซงและเข้ามามีอิทธิพลของต่างชาติอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่สภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงของชาติเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ออสเตรเลียจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้หน่วยงานต่างๆ มีเครื่องมือและกรอบปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความรับผิดชอบหลักของแต่ละหน่วย อนึ่ง การทบทวนกฎหมายด้านความมั่นคงครั้งนี้จะให้ความสำคัญเรื่องการบูรณาการที่มากขึ้นด้วย ในห้วงที่ผ่านมา รัฐบาลออสเตรเลียผ่านกฎหมาย 10 ฉบับ ในการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกฎหมายฉบับที่ 11 ซึ่งนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา มีสาระเกี่ยวกับการปรับปรุงความผิดด้านการจารกรรมให้มีความทันสมัยและบัญญัติความผิดในเรื่องการแทรกแซงจากต่างชาติ การที่ออสเตรเลียทบทวนกฎหมายด้านความมั่นคงแห่งชาติและการข่าวกรองครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ออสเตรเลียห่วงกังวลอย่างมากต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแทรกแซงและการจารกรรมจากต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับการที่ นาย Duncan…

ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินสนับสนุนคำสั่งทรัมป์ ห้ามพลเมือง 7 ประเทศเข้าสหรัฐฯ

ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำตัดสินในวันอังคาร ยืนกรานตามคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ต้องการใช้นโยบายกีดกันพลเมืองจากประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ไม่ให้เดินทางเข้าสหรัฐฯ คณะตุลาการศาลสูงสหรัฐฯ หรือ Supreme Court ลงมติด้วยคะแนน 5-4 ตัดสินว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจตามกฎหมายในการจำกัดการเดินทางของพลเมืองจากประเทศอื่นมายังสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยกขึ้นมาประกอบการเสนอนโยบายดังกล่าว หัวหน้าคณะตุลาการศาลสูงสหรัฐฯ ผู้พิพากษา จอห์น โรเบิร์ต เป็นผู้เขียนประกาศคำตัดสินที่ว่านี้ และยังได้ปฏิเสธคำร้องของรัฐฮาวาย รวมทั้งของสมาคมชาวมุสลิมในรัฐฮาวาย และประชาชนอีก 3 รัฐ ที่ร้องเรียนว่าคำสั่งฝ่ายบริหารของ ปธน.ทรัมป์ ขัดกับบทบัญญัติที่ 1 ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ที่ระบุไว้ว่าห้ามเลือกปฏิบัติต่อคนต่างศาสนา หลังคำตัดสินของศาลสูงได้รับการเปิดเผยออกมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้จัดประชุมแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวในช่วงสายวันอังคาร แสดงความยินดีต่อคำตัดสินของศาลสูงในครั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ กล่าวว่า คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ถือเป็นชัยชนะและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของคนอเมริกันและรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ และว่า อเมริกาจำเป็นต้องเข้มแข็งและมั่นคงปลอดภัย และต้องมีการตรวจสอบคนที่จะเดินทางเข้าประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อทราบให้ได้ว่าพวกเขามาจากไหน ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ เมื่อ 2…

“ทรัมป์” ประกาศแผนตั้ง “เหล่าทัพที่ 6” ดูแลด้านอวกาศ

President Donald Trump shows off a “Space Policy Directive” after signing it during a meeting of the National Space Council in the East Room of the White House, June 18, 2018, in Washington. CAPE CANAVERAL, FLORIDA — ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในวันจันทร์ว่า ตนได้มีคำสั่งไปยังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน ให้จัดตั้งกองทัพที่ 6 เรียกว่า “กองทัพอวกาศ” (Space Force) เพื่อดูแลด้านอวกาศโดยเฉพาะ โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่และเป็นผู้นำในด้านการสำรวจอวกาศอีกครั้ง ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า กองทัพใหม่จะเป็นกองทัพอิสระ และมีสถานะเทียบเท่า…