การต่อต้านข้อมูลบิดเบือน (disinformation): ทางเลือกนโยบายที่เหลืออยู่

ที่มาภาพ: GLOBSEC Strategic Communication Programme https://counterdisinfo.org/ Written by Kim การรณรงค์ (หาเสียง) ด้วยข้อมูลบิดเบือน (disinformation) สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การเปลี่ยนผลการเลือกตั้งไปจนถึงกระตุ้นการก่อความรุนแรง ภาครัฐและเอกชนรวมทั้งรัฐบาลสหรัฐฯและบริษัทสื่อสังคม (social media) เพิ่งเริ่มต้นใช้กลยุทธ์ต่อสู้กับข้อมูลบิดเบือน ซึ่งนำไปสู่การตอบสนองทีละน้อย ทั้งนี้ การตอบสนองการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่มาพร้อมกับ “infodemic”[1] จะต้องพิจารณาอย่างครอบคลุมรวมถึงการใช้กฎหมายใหม่และการคว่ำบาตรตลอดจนขยายทรัพยากรขององค์กร เพื่อจัดการความท้าทายของข้อมูลบิดเบือน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลไม่ใช่ยาครอบจักรวาล จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนจะต้องเสริมสร้างทักษะความรู้ของตัวเองเกี่ยวกับดิจิตอลและสื่อด้วย[2]           การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนถือเป็นภัยคุกคามเสถียรภาพและสันติภาพระหว่างประเทศ การรณรงค์อย่างซับซ้อนเพื่อสร้างอิทธิพลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี 2016 ของรัสเซีย บ่งชี้ถึงการเป็นภัยคุกคามอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกผลักดันทางออนไลน์ (โลกเสมือนจริง) สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ในโลกกายภาพ ล่าสุดที่ลอสแอนแจลิส วิศวกรรถไฟชื่อ Eduardo Moreno เจตนาทำให้รถไฟตกรางเพื่อขัดขวางความพยายามของรัฐบาลในการต่อสู้กับ COVID-19 โดย Moreno เชื่อว่า เรือโรงพยาบาล (the Mercy) ของกองทัพเรือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการยึดครองประเทศของรัฐบาล นอกเหนือจากการปรับใช้ทฤษฎีสมคบคิดและ deepfakes (วิดิโอดัดแปลงด้วยปัญญาประดิษฐ์) เพื่อจัดการความเชื่อของปัจเจกบุคคล บริษัทสื่อสังคมซึ่งเป็นสมรภูมิสำคัญของสงครามข้อมูลบิดเบือนได้ใช้วิธีไม่คงเส้นคงวาในการต่อสู้กับข้อมูลบิดเบือนและ deepfakes โดย Twitter ดำเนินการเชิงรุกด้วยการห้ามโฆษณาทางการเมือง แต่ตัดสินใจติดธง (ไม่ลบ) deepfakes ทางการเมือง ในทางกลับกัน Facebook ประกาศว่าจะไม่ลบโฆษณาทางการเมืองที่ทราบว่าเป็นข้อมูลผิด ปัญหาเหล่านี้ทวีความรุนแรงเมื่อเกิดการระบาดของ COVID-19 ซึ่งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) เรียกว่า infodemic           รัฐบาลประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯมีนโยบายตอบโต้ข้อมูลบิดเบือนค่อนข้างช้า…

สงสัยจะข่าวปลอม ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ของรัฐบาลเตือนเว็บรับเงินช่วยเหลือปลอม แต่ THNIC ระบุ .th ยังจดชื่อไทยไม่ได้

หลังการเปิดเว็บ www.เราไม่ทิ้งกัน.com ทางศูนย์ข้อมูล COVID-19 ของรัฐบาลก็ออกมาเตือนถึงโดเมนปลอมเพื่อหลอกเอาข้อมูลประชาชน รวม 44 โดเมน อย่างไรก็ดีวันนี้ทาง THNIC ก็ออกมาปฎิเสธว่าโดเมนเกือบครึ่งที่อยู่ภายใต้ .th นั้นไม่มีการจดจริง เพราะ .th ยังไม่รองรับการจดโดเมนเป็นภาษาไทย เกณฑ์การตั้งชื่อโดเมนนั้นต่างออกไปในแต่ละ TLD (top level domain อันดับสูงสุด เช่น .com, .org, .net, หรือ .th ในกรณีของไทย) โดยเกณฑ์การตั้งชื่อของ .th ที่ปรับปรุงเมื่อปีที่แล้ว จะอนุญาตเฉพาะตัวอักษรภาษาอังกฤษและขีดกลางเท่านั้น ผมทดสอบ resolve DNS โดเมนในกลุ่ม .th หลายอันก็พบว่าไม่สามารถ resolve ได้ ตามประกาศของ THNIC อย่างไรก็ดี เว็บเราไม่ทิ้งกันมีการขอข้อมูลส่วนตัวเป็นจำนวนมาก (ซึ่งก็จำเป็นตามการใช้งาน) ก็เป็นความเสี่ยงที่จะถูกล่อลวงเอาข้อมูล ผู้ใช้ทุกคนควรดูโดเมนให้ตรงกับประกาศก่อนจะกรอกข้อมูล ที่มา – @THNICF ————————————————– ที่มา : Blognone / 29 มีนาคม 2563 Link…

ข้อมูลยั่วยุจากบัญชีปลอม ได้รับความนิยมด้วยอัลกอริทึมของ ‘ยูทูบ’ เอง

ยูทูบเร่งปิดช่องที่นำเสนอข่าวปลอม หลังพบว่าช่องข่าวในสหรัฐฯ จำนวนมากนำเสนอข้อมูลที่ทั้งปลอมและยั่วยุได้อย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือจากระบบการ ‘แนะนำวิดีโอ’ ของยูทูบเอง ผู้ใช้งานบัญชียูทูบปลอมจำนวนมากเผยแพร่คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มของยูทูบด้วยการดึงเอาวิดีโอจากสำนักข่าวใหญ่ต่างๆ มาใช้ โดยส่วนใหญ่เป็นภาพการนำเสนอข่าวในประเด็นต่างๆ ของสำนักข่าว CNN และมีการนำภาพจากสำนักข่าว FOX News มาใช้บ้างในบางกรณี ซึ่งเป็นการสร้างเนื้อหาที่บิดเบือนความจริงและยั่วยุ ปลุกปั่น สร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นในสังคม ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนี้เป็นการหาผลประโยชน์โดยตรงกับอัลกอริทึมของยูทูบที่มีหน้าที่ในการ “แนะนำวิดีโอ” ให้กับผู้ชมที่สนใจในประเด็นเดียวกัน โดยระบบของยูทูบจะทำการแนะนำคลิปวิดีโอเหล่านี้ไปยังผู้ชมยูทูบที่สนใจเนื้อหาดังกล่าวทันทีหลังจากมีการโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม ทำให้ขณะนี้ทางยูทูบกำลังเร่งมือปิดช่องแพร่ข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือนโดยเร็วที่สุด อัลกอริทึมด้านการแนะนำวิดีโอดังกล่าวยังได้แนะนำวิดีโอจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไปยังผู้ใช้งานยูทูบที่มีความสนใจในประเด็นนี้ โดยเป็นการเพิ่มความนิยมให้กับคลิปวิดีโอโดยอัตโนมัติ ซึ่งสำนักข่าว CNN ชี้ว่า บางช่องยูทูบที่นำเสนอข่าวปลอมด้านการเมืองมียอดเข้าชมคลิปวิดีโอไปมากกว่า 2 ล้านครั้งในระยะเวลาเพียงสุดสัปดาห์เดียวเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าความผิดพลาดดังกล่าวสร้างคำถามใหญ่จากสังคมว่ายูทูบมีวิธีการจัดการกับการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ยั่วยุ และข่าวปลอม ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ท่ามกลางความพยายามของผู้สร้างคอนเทนต์ในยูทูบที่พยายามหาทางเอาชนะระบบใหม่นี้เพื่อทำเงินบนแพลตฟอร์มให้มากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทกูเกิลซึ่งเป็นบริษัทแม่ของยูทูบเดินหน้าผลักดันมาตรการใหม่เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการแนะนำวิดีโอให้กับผู้ใช้งานยูทูบในประเด็นที่พวกเขาสนใจ บริษัท Plasticity สตาร์ตอัปด้านปัญญาประดิษฐ์และการประมวลภาษาธรรมชาติเพื่อให้เอไอสามารถเข้าใจภาษาของมนุษย์ซึ่งมีสำนักงานในนครซานฟรานซิสโกระบุว่า ภายหลังจากที่ทางบริษัทได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากยูทูบ Plasticity พบว่า มีช่องยูทูบหลายร้อยช่องนำเสนอข่าวปลอมและยั่วยุเหล่านี้จะ ใช้วิธีการเปลี่ยนกราฟฟิกบนหน้าจอ เช่น พาดหัวข่าวต่างๆ เพื่อบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดให้สังคม รวมถึงเพื่อดึงดูดความสนใจให้ผู้คนคลิกเข้ามาชมวิดีโอเหล่านั้น ทั้งนี้ ยูทูบ ได้ให้สัมภาษณ์กับ CNN Business ว่าทางทีมงานได้สืบสวนถึงกรณีดังกล่าวแล้วพบว่า บัญชีผู้สร้างคอนเทนต์หลอกลวงเหล่านั้นมีที่มาจากผู้ใช้งานในพื้นที่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบว่านี่คือส่วนหนึ่งของแผนการสร้างสแปมโดยมีจุดประสงค์ในการสร้างวิดีโอเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อทำเงินในโลกออนไลน์จากยอดวิวและโฆษณาคั่นบนแพลตฟอร์มของยูทูบ นอกจากนั้นยูทูบยังยืนยันอีกด้วยว่าจากการสืบสวนไม่พบหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่าวิดีโอปลอมเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองในสหรัฐฯ และแม้ว่าทาง CNN และบริษัท Plasticity จะพบว่าวิดีโอจำนวนมากเป็นคลิปที่นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนทางการเมืองของสหรัฐฯ…

ข่าวลวงทำประท้วงป่วนปาปัว ตาย 20 เจ็บ 70

เจ้าหน้าที่จังหวัดปาปัวของประเทศอินโดนิเซียเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 70 คน ซึ่งจำนวนนี้ 3 รายถูกยิงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังเกิดเหตุประท้วงที่ลุกลามกลายเป็นความรุนแรง โดยกลุ่มผู้ประท้วงหลายร้อยคนออกมาร่วมการประท้วงเนื่องจากมีข่าวลือว่ามีครูคนหนึ่งได้ทำการเหยียดนักเรียนซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเรียกเด็กนักเรียนว่า “ลิง” กลุ่มผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาอาคารที่ทำการของรัฐบาลท้องถิ่น ร้านค้า บ้านเรือนของผู้คน รวมถึงรถและมอเตอร์ไซค์บนถนนหลายสายบนถนนหลายสายที่มุ่งหน้าไปยังสำนักงานท้องถิ่นของเมืองวาเมนา ที่มีการลือว่าเป็นต้นตอของเหตุดังกล่าว โดยผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตเพราะติดอยู่ในบ้านและร้านค้าที่เกิดไฟไหม้ เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า หลังตรวจสอบข้อมูลแล้วไม่พบว่ามีหลักฐานของการเหยียดชาติพันธุ์ต่อนักเรียนอย่างที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด ซึ่งตำรวจเชื่อว่าข่าวลวงนี้ถูกปล่อยออกมาด้วยความตั้งใจที่จะสร้างความวุ่นวายในสังคม —————————————————- ที่มา : มติชน / 24 กันยายน 2562 Link : https://www.matichon.co.th/foreign/news_1683636

‘ข่าวปลอม’ จากมุมมองนักปรัชญา เหตุผลของการมีอยู่และรับมือให้ได้

IN FOCUS สิ่งที่ทำให้ข่าวปลอมเป็นเรื่องวุ่นวายมากยิ่งขึ้น ก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า ฟองข้อมูล (Filter Bubble) ที่อัลกอริทึมจะจัดสรรเนื้อหาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล เครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถรับข่าวโดยที่มีความกังวลกับข่าวปลอมน้อยลงก็คือ การรู้จักแขวนความเชื่อ หรือยับยั้งความเชื่อ ข่าวปลอมเป็นปรากฏการณ์ที่ได้ยินมากในยุคการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ที่จริงแล้ว เนื้อหาจำพวกที่แสดงความคิดเห็นชวนให้เชื่อจนเกินข้อเท็จจริง เกิดขึ้นมาก่อนยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู ดังที่แต่ก่อนมีคำเรียกสื่อประเภทนี้ว่า สื่อเหลือง (เพราะแต่ก่อน หนังสือพิมพ์แนวใส่สีตีไข่ จะนิยมใช้สีเหลืองสีพิมพ์) แต่ข่าวปลอมกลายเป็นปัญหาใหญ่ในยุคที่สื่อสารผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการแพร่กระจายเนื้อหาในลักษณะไวรัล ซึ่งอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ทำให้ข้อมูลส่งต่อถึงกันได้รวดเร็ว และเชื่อมโยงไปยังการรับรู้ของคนอื่นๆ ได้ เพราะเมื่อเราส่งต่อ (แชร์) สิ่งที่เรารับรู้ออกไป เพื่อนเราก็จะรับรู้ไปด้วย นักปรัชญาอย่างฮิวเบิร์ต เดรย์ฟัส (Hubert Dreyfus) กล่าวถึงลักษณะของเว็บ 2.0 ไว้ว่าอินเทอร์เน็ตทำให้ความคิดเห็นของผู้ใช้อยู่ในระนาบเดียวกันกับข่าวที่มาจากสำนักข่าว ดังเช่นเพจดังที่สามารถแสดงความเห็นกับสังคมได้ราวกับเป็นสำนักข่าวมืออาชีพ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเว็บ 2.0 คือการที่ผู้ใช้สามารถนำเข้าข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปในระบบได้ นั่นจึงกลายเป็นว่า เมื่อมันอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้ว ผู้เชี่ยวชาญหรือมือสมัครเล่นก็สามารถเผยแพร่ข้อมูลของตนเองได้เท่ากัน สิ่งที่ทำให้ข่าวปลอมเป็นเรื่องวุ่นวายมากยิ่งขึ้น ก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า ฟองข้อมูล (Filter Bubble) ที่อัลกอริทึมจะจัดสรรเนื้อหาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล (Personalised Algorithm) เห็นได้ชัดจากการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่หน้าฟีดของเราจะมีแต่เรื่องที่เราสนใจ และเรามักจะได้รับการแนะนำเรื่องที่คล้ายๆ กันมาให้ หรือแนะนำเรื่องที่เพื่อนเราสนใจมาให้เรา โดยคิดว่าเราน่าจะชอบเหมือนเพื่อนของเรา…

รมต.ดิจิทัลไต้หวันพูดถึงวิธีการแก้ปัญหา ‘ข่าวปลอม’ แบบไม่ต้องเซนเซอร์

ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีลอยที่ดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวัน ที่มาภาพ: Audrey Tang (CC BY 2.0) 25 พ.ค. 2562 หนึ่งในประเด็นสำคัญของเรื่องข้อมูลข่าวสารในยุคสมัยปัจจุบันคือเรื่องของ ‘ข่าวปลอม’ (Fake News) หรือ ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) แต่ทว่ามีรัฐบาลหลายแห่งในโลกที่อ้างเรื่องนี้มาใช้ในการเซนเซอร์ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม ออเดรย์ ถัง หญิงข้ามเพศที่เป็นรัฐมนตรีลอยดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวันก็พูดถึงวิธีการจัดการรับมือกับปัญหาเหล่านี้โดยที่ไม่ใช้วิธีการเซนเซอร์หรือปิดกั้น พวกเขาใช้วิธีการอย่างไร ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีลอยที่ดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวัน ให้สัมภาษณ์ต่อองค์กรคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) เกี่ยวกับเรื่องวิธีการจัดการกับ ‘ข่าวปลอม’ (Fake News) หรือ ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) โดยที่ถึงแม้ว่ารัฐบาลในเอเชียบางประเทศจะอ้างใช้เรื่องนี้มาเซนเซอร์สื่อ แต่ในไต้หวันพวกเขาก็มีวิธีจัดการในแบบที่ต่างออกไป ถังกล่าวว่าตามกฎหมายของไต้หวันแล้วจะไม่มีการเรียกสิ่งที่เกี่ยวกับข้อมูลเท็จว่าเป็น ‘ข่าวปลอม’ ดังนั้นในการให้สัมภาษณ์เธอจะขอเรียกตามนิยามว่าเป็น ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) ซึ่งสำหรับกฎหมายในไต้หวันหมายถึงการที่จงใจเผยแพร่ความเท็จในแบบที่ส่งผลเสียต่อประชาชนและต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เกี่ยวกับการส่งผลเสียต่อคณะรัฐมนตรี CPJ ระบุถึงความเป็นมาทางการเมืองยุคสมัยใหม่ของไต้หวัน โดยระบุว่าไต้หวันเพิ่งจะยกเลิกกฎอัยการศึกไปเมื่อปี 2530 และะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกในปี 2539 ถึงแม้ว่าไต้หวันจะพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากจีนมากขึ้นในขณะที่จีนพยายามอ้างสิทธิไต้หวันเป็นอาณาเขตของตัวเอง ประชาธิปไตยก็ทำให้ไต้หวันแตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ในด้านระบอบการเมือง ในไต้หวันผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเริ่มสนับสนุนพรรคก็กมินตั๋ง (KMT) น้อยลง…