ข้อมูลยั่วยุจากบัญชีปลอม ได้รับความนิยมด้วยอัลกอริทึมของ ‘ยูทูบ’ เอง

ยูทูบเร่งปิดช่องที่นำเสนอข่าวปลอม หลังพบว่าช่องข่าวในสหรัฐฯ จำนวนมากนำเสนอข้อมูลที่ทั้งปลอมและยั่วยุได้อย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือจากระบบการ ‘แนะนำวิดีโอ’ ของยูทูบเอง ผู้ใช้งานบัญชียูทูบปลอมจำนวนมากเผยแพร่คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มของยูทูบด้วยการดึงเอาวิดีโอจากสำนักข่าวใหญ่ต่างๆ มาใช้ โดยส่วนใหญ่เป็นภาพการนำเสนอข่าวในประเด็นต่างๆ ของสำนักข่าว CNN และมีการนำภาพจากสำนักข่าว FOX News มาใช้บ้างในบางกรณี ซึ่งเป็นการสร้างเนื้อหาที่บิดเบือนความจริงและยั่วยุ ปลุกปั่น สร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นในสังคม ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนี้เป็นการหาผลประโยชน์โดยตรงกับอัลกอริทึมของยูทูบที่มีหน้าที่ในการ “แนะนำวิดีโอ” ให้กับผู้ชมที่สนใจในประเด็นเดียวกัน โดยระบบของยูทูบจะทำการแนะนำคลิปวิดีโอเหล่านี้ไปยังผู้ชมยูทูบที่สนใจเนื้อหาดังกล่าวทันทีหลังจากมีการโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม ทำให้ขณะนี้ทางยูทูบกำลังเร่งมือปิดช่องแพร่ข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือนโดยเร็วที่สุด อัลกอริทึมด้านการแนะนำวิดีโอดังกล่าวยังได้แนะนำวิดีโอจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไปยังผู้ใช้งานยูทูบที่มีความสนใจในประเด็นนี้ โดยเป็นการเพิ่มความนิยมให้กับคลิปวิดีโอโดยอัตโนมัติ ซึ่งสำนักข่าว CNN ชี้ว่า บางช่องยูทูบที่นำเสนอข่าวปลอมด้านการเมืองมียอดเข้าชมคลิปวิดีโอไปมากกว่า 2 ล้านครั้งในระยะเวลาเพียงสุดสัปดาห์เดียวเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าความผิดพลาดดังกล่าวสร้างคำถามใหญ่จากสังคมว่ายูทูบมีวิธีการจัดการกับการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ยั่วยุ และข่าวปลอม ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ท่ามกลางความพยายามของผู้สร้างคอนเทนต์ในยูทูบที่พยายามหาทางเอาชนะระบบใหม่นี้เพื่อทำเงินบนแพลตฟอร์มให้มากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทกูเกิลซึ่งเป็นบริษัทแม่ของยูทูบเดินหน้าผลักดันมาตรการใหม่เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการแนะนำวิดีโอให้กับผู้ใช้งานยูทูบในประเด็นที่พวกเขาสนใจ บริษัท Plasticity สตาร์ตอัปด้านปัญญาประดิษฐ์และการประมวลภาษาธรรมชาติเพื่อให้เอไอสามารถเข้าใจภาษาของมนุษย์ซึ่งมีสำนักงานในนครซานฟรานซิสโกระบุว่า ภายหลังจากที่ทางบริษัทได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากยูทูบ Plasticity พบว่า มีช่องยูทูบหลายร้อยช่องนำเสนอข่าวปลอมและยั่วยุเหล่านี้จะ ใช้วิธีการเปลี่ยนกราฟฟิกบนหน้าจอ เช่น พาดหัวข่าวต่างๆ เพื่อบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดให้สังคม รวมถึงเพื่อดึงดูดความสนใจให้ผู้คนคลิกเข้ามาชมวิดีโอเหล่านั้น ทั้งนี้ ยูทูบ ได้ให้สัมภาษณ์กับ CNN Business ว่าทางทีมงานได้สืบสวนถึงกรณีดังกล่าวแล้วพบว่า บัญชีผู้สร้างคอนเทนต์หลอกลวงเหล่านั้นมีที่มาจากผู้ใช้งานในพื้นที่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบว่านี่คือส่วนหนึ่งของแผนการสร้างสแปมโดยมีจุดประสงค์ในการสร้างวิดีโอเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อทำเงินในโลกออนไลน์จากยอดวิวและโฆษณาคั่นบนแพลตฟอร์มของยูทูบ นอกจากนั้นยูทูบยังยืนยันอีกด้วยว่าจากการสืบสวนไม่พบหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่าวิดีโอปลอมเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองในสหรัฐฯ และแม้ว่าทาง CNN และบริษัท Plasticity จะพบว่าวิดีโอจำนวนมากเป็นคลิปที่นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนทางการเมืองของสหรัฐฯ…

ข่าวลวงทำประท้วงป่วนปาปัว ตาย 20 เจ็บ 70

เจ้าหน้าที่จังหวัดปาปัวของประเทศอินโดนิเซียเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 70 คน ซึ่งจำนวนนี้ 3 รายถูกยิงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังเกิดเหตุประท้วงที่ลุกลามกลายเป็นความรุนแรง โดยกลุ่มผู้ประท้วงหลายร้อยคนออกมาร่วมการประท้วงเนื่องจากมีข่าวลือว่ามีครูคนหนึ่งได้ทำการเหยียดนักเรียนซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเรียกเด็กนักเรียนว่า “ลิง” กลุ่มผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาอาคารที่ทำการของรัฐบาลท้องถิ่น ร้านค้า บ้านเรือนของผู้คน รวมถึงรถและมอเตอร์ไซค์บนถนนหลายสายบนถนนหลายสายที่มุ่งหน้าไปยังสำนักงานท้องถิ่นของเมืองวาเมนา ที่มีการลือว่าเป็นต้นตอของเหตุดังกล่าว โดยผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตเพราะติดอยู่ในบ้านและร้านค้าที่เกิดไฟไหม้ เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า หลังตรวจสอบข้อมูลแล้วไม่พบว่ามีหลักฐานของการเหยียดชาติพันธุ์ต่อนักเรียนอย่างที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด ซึ่งตำรวจเชื่อว่าข่าวลวงนี้ถูกปล่อยออกมาด้วยความตั้งใจที่จะสร้างความวุ่นวายในสังคม —————————————————- ที่มา : มติชน / 24 กันยายน 2562 Link : https://www.matichon.co.th/foreign/news_1683636

‘ข่าวปลอม’ จากมุมมองนักปรัชญา เหตุผลของการมีอยู่และรับมือให้ได้

IN FOCUS สิ่งที่ทำให้ข่าวปลอมเป็นเรื่องวุ่นวายมากยิ่งขึ้น ก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า ฟองข้อมูล (Filter Bubble) ที่อัลกอริทึมจะจัดสรรเนื้อหาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล เครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถรับข่าวโดยที่มีความกังวลกับข่าวปลอมน้อยลงก็คือ การรู้จักแขวนความเชื่อ หรือยับยั้งความเชื่อ ข่าวปลอมเป็นปรากฏการณ์ที่ได้ยินมากในยุคการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ที่จริงแล้ว เนื้อหาจำพวกที่แสดงความคิดเห็นชวนให้เชื่อจนเกินข้อเท็จจริง เกิดขึ้นมาก่อนยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู ดังที่แต่ก่อนมีคำเรียกสื่อประเภทนี้ว่า สื่อเหลือง (เพราะแต่ก่อน หนังสือพิมพ์แนวใส่สีตีไข่ จะนิยมใช้สีเหลืองสีพิมพ์) แต่ข่าวปลอมกลายเป็นปัญหาใหญ่ในยุคที่สื่อสารผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการแพร่กระจายเนื้อหาในลักษณะไวรัล ซึ่งอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ทำให้ข้อมูลส่งต่อถึงกันได้รวดเร็ว และเชื่อมโยงไปยังการรับรู้ของคนอื่นๆ ได้ เพราะเมื่อเราส่งต่อ (แชร์) สิ่งที่เรารับรู้ออกไป เพื่อนเราก็จะรับรู้ไปด้วย นักปรัชญาอย่างฮิวเบิร์ต เดรย์ฟัส (Hubert Dreyfus) กล่าวถึงลักษณะของเว็บ 2.0 ไว้ว่าอินเทอร์เน็ตทำให้ความคิดเห็นของผู้ใช้อยู่ในระนาบเดียวกันกับข่าวที่มาจากสำนักข่าว ดังเช่นเพจดังที่สามารถแสดงความเห็นกับสังคมได้ราวกับเป็นสำนักข่าวมืออาชีพ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเว็บ 2.0 คือการที่ผู้ใช้สามารถนำเข้าข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปในระบบได้ นั่นจึงกลายเป็นว่า เมื่อมันอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้ว ผู้เชี่ยวชาญหรือมือสมัครเล่นก็สามารถเผยแพร่ข้อมูลของตนเองได้เท่ากัน สิ่งที่ทำให้ข่าวปลอมเป็นเรื่องวุ่นวายมากยิ่งขึ้น ก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า ฟองข้อมูล (Filter Bubble) ที่อัลกอริทึมจะจัดสรรเนื้อหาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล (Personalised Algorithm) เห็นได้ชัดจากการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่หน้าฟีดของเราจะมีแต่เรื่องที่เราสนใจ และเรามักจะได้รับการแนะนำเรื่องที่คล้ายๆ กันมาให้ หรือแนะนำเรื่องที่เพื่อนเราสนใจมาให้เรา โดยคิดว่าเราน่าจะชอบเหมือนเพื่อนของเรา…

รมต.ดิจิทัลไต้หวันพูดถึงวิธีการแก้ปัญหา ‘ข่าวปลอม’ แบบไม่ต้องเซนเซอร์

ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีลอยที่ดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวัน ที่มาภาพ: Audrey Tang (CC BY 2.0) 25 พ.ค. 2562 หนึ่งในประเด็นสำคัญของเรื่องข้อมูลข่าวสารในยุคสมัยปัจจุบันคือเรื่องของ ‘ข่าวปลอม’ (Fake News) หรือ ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) แต่ทว่ามีรัฐบาลหลายแห่งในโลกที่อ้างเรื่องนี้มาใช้ในการเซนเซอร์ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม ออเดรย์ ถัง หญิงข้ามเพศที่เป็นรัฐมนตรีลอยดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวันก็พูดถึงวิธีการจัดการรับมือกับปัญหาเหล่านี้โดยที่ไม่ใช้วิธีการเซนเซอร์หรือปิดกั้น พวกเขาใช้วิธีการอย่างไร ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีลอยที่ดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวัน ให้สัมภาษณ์ต่อองค์กรคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) เกี่ยวกับเรื่องวิธีการจัดการกับ ‘ข่าวปลอม’ (Fake News) หรือ ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) โดยที่ถึงแม้ว่ารัฐบาลในเอเชียบางประเทศจะอ้างใช้เรื่องนี้มาเซนเซอร์สื่อ แต่ในไต้หวันพวกเขาก็มีวิธีจัดการในแบบที่ต่างออกไป ถังกล่าวว่าตามกฎหมายของไต้หวันแล้วจะไม่มีการเรียกสิ่งที่เกี่ยวกับข้อมูลเท็จว่าเป็น ‘ข่าวปลอม’ ดังนั้นในการให้สัมภาษณ์เธอจะขอเรียกตามนิยามว่าเป็น ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) ซึ่งสำหรับกฎหมายในไต้หวันหมายถึงการที่จงใจเผยแพร่ความเท็จในแบบที่ส่งผลเสียต่อประชาชนและต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เกี่ยวกับการส่งผลเสียต่อคณะรัฐมนตรี CPJ ระบุถึงความเป็นมาทางการเมืองยุคสมัยใหม่ของไต้หวัน โดยระบุว่าไต้หวันเพิ่งจะยกเลิกกฎอัยการศึกไปเมื่อปี 2530 และะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกในปี 2539 ถึงแม้ว่าไต้หวันจะพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากจีนมากขึ้นในขณะที่จีนพยายามอ้างสิทธิไต้หวันเป็นอาณาเขตของตัวเอง ประชาธิปไตยก็ทำให้ไต้หวันแตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ในด้านระบอบการเมือง ในไต้หวันผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเริ่มสนับสนุนพรรคก็กมินตั๋ง (KMT) น้อยลง…

อินโดฯบล็อกโซเชียลมีเดีย สกัดข่าวปลอมแพร่กระจายหลังประกาศผลเลือกตั้ง

อินโดฯ บล็อกโซเชียลมีเดียบางส่วน หลังผู้กลุ่มหนุนปราโบโวก่อจลาจลรุนแรงไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง ด้านโจโกวีลั่นไม่ยอมให้ใครขวางประชาธิปไตย ทางการอินโดนีเซียสั่งบล็อกการเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดียในบางส่วน ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ หลังจากพบว่ามีการส่งต่อข้อมูลทั้งข้อความ ภาพถ่าย และวิดิโอที่เป็นข่าวปลอมกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนนายพลปราโบโวที่ก่อจลาจลรุนแรงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ราย บาดเจ็บอีกราว 200 คน “เพื่อหลีกเลี่ยงการยั่วยุการแพร่กระจายข่าวปลอมผ่านชุมชนเราจะ จำกัด การเข้าถึงฟีเจอร์บางอย่างบนโซเชียลมีเดีย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและข้อมูลสารสนเทศของอินโดนีเซีย ข่าวปลอมต่อต้านจีนเต็มโซเชียล มีรายงานว่าเกิดการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมในกลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนนายพลปราโบโวซึ่งไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ว่าในบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สังหารผู้ประท้วงจนเสียชีวิตนั้นเป็นชาวอินโดฯเชื้อสายจีน ข้อความดังกล่าวถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในสื่อโซเชียลของอินโดฯตลอดตั้งแต่ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงในวันนี้ซึ่งมีรายงานพบการจลาจลปะทะกับเจ้าหน้าที่ จนทางเจ้าหน้าที่ต้องมีการใช้แก๊สน้ำตาเข้าควบคุมสถานการณ์ กลุ่มผู้ชุมนุมบางคนได้ใช้ข้อความว่า “Usir Cina” (ไล่จีน) และ “Awas Asing” (ระวังคนต่างชาติ) เป็นข้อความในการประท้วง ท่ามกลางข้อครหาในตัวประธานาธิบดีโจโกวีว่าเป็นผู้ที่เข้าหาทางการจีนมากเกินไป ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปักหลักชุมนุมประท้วงที่ด้านหน้าของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดฯ (KPU) ขณะที่สื่อท้องถิ่นยังรายงานว่าทางการได้ส่งทหารราว 30,000 นายเข้าเมืองหลวงเพื่อรักษาความสงบพร้อมกับเฮลิคอปเตอร์ ประธานาธิบดีโจโกวี ซึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยผลคะแนน 55.5% เหนือคู่แข่งคือนายพลซูเบียนโตที่ได้ 44.5% กล่าวในวันนี้ว่า ผลจะทำงานร่วมกับทุกคนที่ทำเพื่อพัฒนาประเทศนี้ แต่ผมจะไม่ยอมให้ใครก็ตามที่ขัดขวางความมั่นคง กระบวนการประชาธิปไตยและความสามัคคีของประเทศอันเป็นที่รักของเรา” “ไม่มีทางเลือกอื่น ทหารและตำรวจจะดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่ก่อจลาจลรุนแรงอย่างเข้มงวด” ประธานาธิบดีโจโกวีกล่าว นอกจากนี้ผู้นำอินโดฯ ยังกล่าวถึงเหตุจลาจลว่า “เจ้าหน้าที่มีหน้าที่รักษาสถานการณ์ที่วุ่นวานในจาการ์ต้าเพื่อควบคุมกลุ่มผู้ประท้วง”…

อุทธรณ์ยืนจำคุก 6 ปีนักศึกษา ป.โทปลอมเพจ”เดลินิวส์”แพร่ข่าวเท็จ ปรับ 3 แสน

MGR online -ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกรวม 6 ปี ปรับ 3 แสนบาท นักศึกษา ป.โทปลอมเพจ”เดลินิวส์ออนไลน์”เผยแพร่ข่าวเท็จใส่ร้ายคนดัง ทำให้เจ้าของเว็บตัวจริงถูกดูหมิ่นเกลียดชังเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่โทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 3 ปี วันนี้ (12 ธ.ค.) ที่ห้องพิจารณา 908 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีปลอมแฟนเพจเฟซบุ๊กเดลินิวส์ออนไลน์ หมายเลขดำที่ อ.2126/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.วิรูฬลักษณ์ มหาสรศักดิ์ อายุ 31 ปี นักศึกษาชั้นปริญญาโทด้านไอทีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 3, 14 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326, 328 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) 2526 มาตรา 4 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…