จีนเพิ่มมาตรการคุมเข้ม “บล็อกเกอร์” ต้องมีหนังสือรับรองรัฐบาล

จีนเพิ่มมาตรการคุมเข้ม “บล็อกเกอร์” ต้องมีหนังสือรับรองจากรัฐบาล ก่อนเผยแพร่ข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต     17 ก.พ. 2564 สำนักข่าวเอพีรายงานว่า หน่วยเฝ้าระวังทางอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลจีน ประกาศข้อกำหนดให้บล็อกเกอร์และอินฟลูเอนเซอร์ต้องมีหนังสือรับรอง ที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลจีนก่อนจะเผยแพร่คอนเทนต์ต่าง ๆ โดยจะเริ่มบังคับใช้สัปดาห์หน้า แม้ว่าจีนจะกำหนดให้มีการขออนุญาตก่อนเผยแพร่เนื้อหาบางประเภทบนอินเตอร์เน็ตมาตั้งแต่ปี 2560 เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองและการทหาร แต่กฎใหม่ที่ออกมาล่าสุดนี้ขยายไปถึงเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจ การศึกษา และการพิจารณาคดีด้วย “ติตัส เฉิน” ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายโซเชียลมีเดียจีน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติซุนยัตเซ็น ประเทศไต้หวัน กล่าวว่า หน่วยเฝ้าระวังทางอินเทอร์เน็ตของจีนต้องการควบคุมขั้นตอนทั้งหมดของการผลิตข้อมูลเพื่อเผยแพร่ ซึ่งสอดคล้องกับอำนาจอธิปไตยดิจิทัลที่ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ทำให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อบังคับพื้นการสนทนาให้แคบลง “หม่า เชี่ยวหลิน” นักวิจัยด้านวิเทศสัมพันธ์ และคอลัมนิสต์ชาวจีน ที่มีผู้ติดตามกว่า 2 ล้านคนแพลตฟอร์มไมโครบล็อกอย่าง Weibo กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ Weibo ได้ขอให้เขาลบโพสต์ที่เกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจทิ้ง “ดูเหมือนว่าตอนนี้ผมจะโพสต์เกี่ยวกับความบันเทิง อาหาร และเครื่องดื่มเท่านั้น” ในขณะที่ “หวัง…

‘กัมพูชา’ เปิด ‘อินเทอร์เน็ตเกตเวย์’ สกัดภัยมั่นคง

กัมพูชา ประกาศใช้กฎหมาย “อินเทอร์เน็ตเกตเวย์” คุมการเชื่อมต่อทั้งในและนอกประเทศ อ้างสกัดภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติ   สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามกฤษฎีกาย่อยเพื่อจัดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตเกตเวย์แห่งชาติ (NIG) ด้วยเป้าหมายอำนวยความสะดวกและจัดการจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการระบบฯ ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า กฤษฎีกาย่อยดังกล่าวซึ่งถูกลงนามเมื่อวันอังคาร (16 ก.พ.) และเผยแพร่ในวันพุธ (17 ก.พ.) จะจัดตั้งระบบบริการจุดเดียวที่จะนำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากต่างประเทศทั้งหมดผ่านจุดให้บริการจุดเดียว “การจัดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตเกตเวย์แห่งชาติมีขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกและจัดการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพิ่มการเก็บรายได้ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ และรักษาความเป็นระเบียบทางสังคม” กฤษฏีกาย่อยข้างต้นเสริมว่า ผู้ให้บริการระบบฯ ซึ่งร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการปิดกั้นและตัดการเชื่อมต่อจากเครือข่ายทั้งหมดที่สร้างผลกระทบต่อรายได้ ความมั่นคง ระเบียบทางสังคม ศักดิ์ศรี วัฒนธรรม ประเพณี และขนบธรรมเนียมของประเทศ ด้านโฆษกรัฐบาลกัมพูชาเผยกับเอเอฟพีว่า ระบบอินเทอร์เน็ตเกตเวย์แห่งชาติมีขึ้นเพื่อป้องกันอาชญากรรมออนไลน์และรักษาผลประโยชน์ของประเทศ “เจ้าหน้าที่จะจัดการผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ต้องการก่อกบฏต่อรัฐบาล” นายพาย สีพัน โฆษกรัฐบาลระบุ อย่างไรก็ตาม บรรดานักสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมในกัมพูชาต่างแสดงความกังวลเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในอนาคต ระบบอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ของกัมพูชาถูกนำไปเปรียบเทียบกับ “เกรท ไฟร์วอลล์” (Great Firewall) ของจีน ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งใช้ในการสอดส่องบรรดาผู้เห็นต่างในอินเทอร์เน็ต และป้องกันไม่ให้พลเมืองเข้าถึงเว็บไซต์สังคมออนไลน์ในต่างประเทศ เช่น…

มาตรการเพื่อความมั่นคงปลอดภัยสำหรับ e-Meeting 7 กระบวนการ ภายใต้ พ.ร.ก. การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

คธอ. เปิดข้อกำหนดใช้ e-Meeting อย่างไรให้มั่นคงปลอดภัย น่าเชื่อถือ รองรับ Work from Home ในช่วง COVID-19 ระลอกใหม่ ประธาน คธอ. เปิดมาตรการเพื่อความมั่นคงปลอดภัยสำหรับ e-Meeting 7 กระบวนการ ภายใต้ พ.ร.ก. การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เตือนหน่วยงานรัฐหากมีการประชุมลับต้องมี มาตรการควบคุมสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของผู้เข้าประชุม และต้องใช้ระบบควบคุมการประชุมที่ติดตั้งและให้บริการในประเทศเท่านั้น ชวนตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองทางทุกช่องทางของ ETDA     ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ประธานคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ส่งผลให้หลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ต่างมีมาตรการให้พนักงานทำงานที่บ้าน หรือ Work from home ตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการประชุมที่เป็นขั้นตอนทำงานสำคัญ เป็นการประชุมออนไลน์ หรือ e-Meeting ซึ่งได้รับความนิยมและมีจำนวนการใช้งานเพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อดูแลให้การประชุมออนไลน์มีความมั่นคงปลอดภัยและลดความเสี่ยงของภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ การประชุมออนไลน์จึงควรดำเนินการให้สอดคล้องตามมาตรฐานขั้นต่ำที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม…

กองทัพเมียนมาแก้ประมวลกฎหมายอาญาความมั่นคง

การปลุกระดมให้เกิดการล้มล้างรัฐบาลและรัฐธรรมนูญ “ถือเป็นกบฏ” เนื่องจากเป็นลักษณะความผิดที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสังคม ขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารเมียนมายังกำหนดลักษณะความผิดอาญาด้านความมั่นคงอีกหลายรูปแบบ     สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ว่าคณะมนตรีการปกครองแห่งรัฐเผยแพร่แถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ เกี่ยวกับการแก้ไขบางมาตราของประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าด้วย “พฤติการณ์เข้าข่ายก่อสงครามต่อสหภาพเมียนมา” ซึ่งเกี่ยวกับความมั่นคงภายในประเทศ ให้ครอบคลุมถึงการปลุกระดม การสนับสนุนหรือสมคบคิดกับกลุ่มบุคคลใด โดยมีเป้าประสงค์เพื่อล้มล้างรัฐบาลและอำนาจตามรัฐธรรมนูญ “ถือเป็นความผิดร้ายแรง ฐานเป็นกบฏต่อแผ่นดิน” Anti-coup protesters rally outside National League for Democracy party (#NLD) offices in #Yangon#Myanmar pic.twitter.com/Eba1b11VJ4 — Ruptly (@Ruptly) February 15, 2021 Protesters in Myanmar continued to demand for the release of ousted civilian leader…

ไบเดนร้องสภาคองเกรสคุมเข้มกม.อาวุธปืน เนื่องในโอกาสครบรอบเหตุกราดยิงที่ฟลอริดา

นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสคุมเข้มกฎหมายควบคุมอาวุธปืน โดยคำเรียกร้องดังกล่าวมีขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปีเหตุคนร้ายใช้ปืนกราดยิงในโรงเรียนมัธยมที่รัฐฟลอริดา     เมื่อ 3 ปีที่แล้ว คนร้ายได้ใช้ปืนกราดยิงในโรงเรียนมัธยม “มาจอริตี้ สโตนแมน ดั๊กลาส” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปาร์คแลนด์ ทางตอนเหนือของเมืองไมอามี รัฐฟลอริดาของสหรัฐ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า คนร้ายซึ่งเป็นวัยรุ่นอายุประมาณ 18 ปี ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจแล้ว ปธน.ไบเดน ได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบประวัติการขายปืนทุกรายการ ห้ามขายอาวุธร้ายแรงและที่ใส่กระสุนความจุสูง และยกเลิกความคุ้มกันทางกฎหมายสำหรับผู้ผลิตปืน ปธน.ไบเดน ระบุในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลชุดนี้จะไม่ปล่อยให้เกิดเหตุกราดยิงอีกครั้งถึงจะหันมาใส่ใจข้อเรียกร้องนี้อย่างจริงจัง เราจะดำเนินการเพื่อยุติความรุนแรงจากอาวุธปืน และทำให้โรงเรียนและชุมชนของเราปลอดภัยกว่าเดิม” ด้านนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ระบุในแถลงการณ์ว่า สภาคองเกรสจะทำงานร่วมกับรัฐบาลของปธน.ไบเดน เพื่อออกกฎหมายตรวจสอบประวัติ 2 ฉบับ ได้แก่ กฎหมาย Bipartisan Background Checks Act และ Enhanced Background Checks…

การปรับปรุงองค์การการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน ด้วย Digital Transformation ตอนที่ 1

  คำว่า “Digital transformation” ตามนิยามภาษาไทยจาก Wikipedia คือ การใช้สิ่งที่ใหม่ ที่เร็ว และเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของ Digital Technology เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นการนำเอาประโยชน์จาก Digital Technology เข้ามาปรับวิถีการทำงาน สมรรถนะของบุคลากร และนำไปแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่   ปัจจุบันการนำ Digital Transformation มาปรับปรุงงานในประเทศไทยส่วนใหญ่พบในภาคธุรกิจและการตลาด โดยนำมาประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วน ซึ่งในแต่ละส่วนมีการใช้ต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพพื้นฐาน รูปแบบและวัฒนธรรมภายในของกลุ่มธุรกิจและการตลาด วิธีดำเนินการ การให้บริการ ตลอดจนประเภทสินค้าในธุรกิจนั้น สำหรับการนำ Digital Transformation มาปรับประสิทธิภาพในส่วนราชการขณะนี้ คาดว่า “โอกาสที่จะเป็น” เป็นไปได้ยาก  เนื่องจากแต่ละหน่วยงานภายในหน่วยงานรัฐต่างมีวัฒนธรรมภายใน มีการกำกับการปฏิบัติงานด้วยระเบียบราชการและระเบียบภายในแต่ละหน่วยงานรัฐที่ต่างกัน อีกทั้งหน่วยงานรัฐบางแห่งยังมีกฎหมายรองรับเป็นการเฉพาะ เหล่านี้นับเป็นวิถีที่ไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ  แต่หากเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการแล้ว ในขั้นต้นก็จำเป็นต้องปรับความเข้าใจระหว่างทุกกลุ่มผู้บริหารภายในให้ตรงกันอย่างชัดเจนโดยปราศจากอคติที่จะก่อความสับสนให้ได้ก่อนที่จะนำเสนอต่อกลุ่มผู้บริหารระดับที่สูงกว่า เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานความเข้าใจในทางเดียวกัน   สำหรับข้อที่ควรพิจารณาให้ชัดเจนก่อนวางเป้าประสงค์ที่จะนำ Digital Transformation มาปรับใช้กับองค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนนั้น ประเด็นแรก คือทำความเข้าใจกับ ความเป็นมานับแต่อดีตถึงปัจจุบันขององค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน ประเด็นที่ 2 ความสอดคล้องและรองรับกันระหว่างกฎหมายและระเบียบราชการที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน…