ทำไมต้องมีการจัดเวรรักษาการณ์ประจำสถานที่ราชการ

ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 6 กรกฎาคม 2542 เรื่อง การปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดเวรรักษาการณ์ประจำสถานที่ราชการ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 15 เมษายน 2536 เกี่ยวกับการจัดเวรรักษาการณ์ประจำสถานที่ราชการ ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0205/ว 58 ลงวันที่ 19 เมษายน 2536 ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอและให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์การอยู่เวรรักษาการณ์ที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้กระทรวง ทบวง กรม สำนักงานหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติต่อไป ดังนี้ 1. กำหนดนิยามของคำต่อไปนี้”เวรรักษาการณ์” หมายถึง เวรเฝ้าดูแลเหตุการณ์ประจำสถานที่นั้นๆ โดยมีอำนาจหน้าที่ตามที่ผู้บังคับบัญชากำหนด “ผู้ปฏิบัติหน้าที่เวร” หมายถึง ผู้อยู่เวรรักษาการณ์นอกเวลาทำการ “หัวหน้าเวร” หมายถึง ผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรที่เป็นผู้ควบคุมพิจารณาตัดสินในกรณีต่างๆ ในการปฏิบัติหน้าที่เวร “ผู้ตรวจเวร” หมายถึง ผู้ตรวจดูแลการปฏิบัติหน้าที่เวรรักษาการณ์ของผู้ปฏิบัติหน้าที่เวร 2. ให้กระทรวง ทบวง กรม สำนักงานหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ…

ความสำคัญที่หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการกรอก รปภ.1 (ประวัติบุคคล)

เนื่องจากบุคคลมีความสำคัญที่สุดต่อการดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัย ถึงแม้จะมีการจัดระบบควบคุม ตรวจสอบ หรือกำหนดมาตรการใด ๆ ขึ้นอย่างรอบคอบ และมีประสิทธิภาพก็ตาม แต่หากบุคคลที่อยู่ภายใต้ระบบหรือมาตรการเหล่านั้น เป็นบุคคลที่ปราศจากสำนึก ขาดระเบียบวินัย หรือขาดคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะปฏิบัติงานให้กับส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐแล้ว บุคคลประเภทนี้อาจกลายเป็นผู้ก่อให้เกิดภัยอันตรายแก่ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่สังกัดอยู่ ฉะนั้น การคัดกรองบุคคลจึงนับ เป็นวิธีการหนึ่งที่ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐต้องสนใจดำเนินการเพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และสามารถปฏิบัติงานราชการให้สำเร็จลุล่วงอย่างดีที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ วิธีการเบื้องต้นในการคัดกรองบุคคล ที่จะรับเข้ามาปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานของรัฐ คือการกรอก รปภ.1 เนื่องจากเอกสารนี้เป็นแบบสอบถามข้อมูลประวัติและพฤติกรรมโดยทั่วไปของบุคคล ที่จะได้รับการบรรจุเข้าปฏิบัติงาน นับเป็นการพิสูจน์ทราบเบื้องต้นถึงประวัติ-ความประพฤติส่วนตัวของบุคคลนั้น อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐที่บุคคลนั้นจะเข้ามาสังกัด เนื่องจาก รปภ.1 ถือเป็นการรายงานตัวต่อทางราชการที่เป็นลายลักษณ์อักษรประเภทหนึ่ง ซึ่งเจ้าของประวัติสมควรให้ข้อมูลที่ครบถ้วนตามความเป็นจริง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเต็มใจที่จะให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามระเบียบของราชการ หากบุคคลใดไม่พร้อมที่จะให้ความร่วมมือแล้ว อาจหมายถึงพิรุธของบุคคลนั้นว่าเคยมีประวัติหรือพฤติกรรมที่ไม่ต้องการเปิดเผยต่อบุคคลภายนอก ซึ่งสิ่งที่ต้องการปกปิดดังกล่าวอาจกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดภัยอันตราย ต่อส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐได้ในภายหลัง

ทำไมหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลที่จะเข้ามาปฏิบัติงาน

มูลเหตุที่ต้องดำเนินการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลที่เข้ามาปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ ในที่นี้หมายรวมถึงเอกชนที่เข้ามาปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐฝ่ายความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติด้วย เนื่องจากบัญญติตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 ลักษณะ 4 ข้าราชการพลเรือนสามัญ หมวด 3 การสรรหา การบรรจุ และการแต่งตั้ง กำหนดคุณสมบัติความเป็นข้าราชการใน มาตรา 36 ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนต้องมีคุณสมบัติทั่วไป และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ ก. คุณสมบัติทั่วไป ……………… ข. ลักษณะต้องห้าม (1) – (6) ………………………. (7) เป็นผู้ที่เคยต้องรับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เพราะกระทำความผิดทางอาญา เว้นแต่เป็นโทษสำหรับ ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ มาตรา 53ผู้สมัครสอบแข่งขันในตำแหน่งใด ต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มี ลักษณะต้องห้าม หรือได้รับการยกเว้นในกรณีที่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 36 และต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งหรือได้รับอนุมัติ จาก ก.พ. ตามมาตรา 62 ด้วย จากที่บัญญัติไว้ในทั้ง 2 มาตรา เป็นผลให้บุคคลที่จะเข้ารับราชการ รวมถึงเอกชนที่จะเข้ามาปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐฝ่ายความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ จำเป็นต้องแสดงคุณสมบัติของตนให้หน่วยงานของรัฐรับทราบว่า มิได้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36…

ความหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายมหาชน

ข้าราชการ หมายถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวง ทบวง กรม มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่หวังผลตอบแทน นอกจากเงินเดือนที่รัฐจ่ายเป็นค่าตอบแทน และการสวัสดิการที่รัฐจัดให้เพื่อการดำรงชีพตามสมควรแห่งฐานะ ข้าราชการ เป็นทรัพยากรของรัฐ ที่เป็นหนึ่งในสามขององค์ประกอบขององค์การ และยังเป็น องค์ประกอบที่สำคัญในการบริหารงานที่สามารถทำให้การบริการสาธารณะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประเภทของเจ้าหน้าที่ของรัฐ : ระบบราชการไทยในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ของรัฐแบ่งออกเป็น 13 ประเภท คือ ข้าราชการการเมือง ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการส่วนจังหวัด ข้าราชการกรุงเทพมหานคร ข้าราชการครู พนักงานเทศบาล พนักงานสุขาภิบาล ข้าราชการพลเรือน แบ่งย่อยออกเป็น 4 ประเภท คือ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ได้แก่ ข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ได้แก่ ข้าราชการในสังกัดสำนักพระราชวัง สำนักราชเลขาธิการ ข้าราชการพลเรือนรัฐพาณิชย์ ได้แก่ ข้าราชการในสังกัดกรมไปรษณีย์โทรเลข ข้าราชการประจำต่างประเทศพิเศษ ได้แก่ บรรดาทูตต่าง ๆ…

ความผิดลหุโทษ คืออะไร

เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหมวด ๑ ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้จะได้กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้โดยไม่มีเจตนา ก็ต้องรับโทษ ซึ่งแตกต่างจากการกระทำผิดอาญาอื่นๆ ที่ต้องรับโทษ เมื่อกระทำโดยเจตนาเท่านั้น การกระทำผิดอาญาในขั้นพยายามหรือการเป็นผู้สนับสนุน ต้องรับโทษอาญาลดหลั่นกันไปตามลักษณะความผิดที่เกิดขึ้น แต่ความผิดลหุโทษถือเป็นความผิดอาญาที่ไม่ต้องรับโทษ เพราะประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดมิให้ต้องรับโทษฐานพยายามทำผิดลหุโทษหรือฐานเป็นผู้สนับสนุน ความผิดลหุโทษนี้เน้นการป้องกันและระงับข้อพิพาทระหว่างบุคคลมิให้ลุกลาม ไม่ให้เกิดการใช้สิทธิของตนที่ก่อความรำคาญแก่ผู้อื่น ทั้งนี้เพื่อป้องปราบมิให้ความผิดอาญาขยายหนักเกินเหตุจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ตัวอย่างลักษณะความผิดลหุโทษ ๑.มาตรา ๓๖๗ ผู้ใดเมื่อเจ้าพนักงานถามชื่อหรือที่อยู่เพื่อปฎิบัติตามกฎหมาย ไม่ยอมบอกหรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑oo.-บาท ๒.มาตรา ๓๗o ผู้ใดส่งเสียง ที่ให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จนทำให้ประชาชนจกใจหรือเดือดร้อน  ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑oo.-บาท ๓.มาตรา ๓๗๑ ผู้ใดพกอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุอันควร หรือพาไปชุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้น เพื่อนมัสการ การรื่นเริง หรือการอื่นใด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑oo.-บาท และให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบอาวุธนั้น ๔.มาตรา ๓๗๒ ผู้ใดทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะ หรือสาธารณสถาน หรือกระทำโดยประการอื่นใดให้เสียความสงบเรียบร้อยในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕oo.-บาท ๕.มาตรา ๓๗๔…

ภูมิลำเนา หมายถึงอะไร

ตามกฎหมาย ภูมิลำเนาของบุคคลมี ๒ ประเภทคือ ๑. ถิ่นที่อยู่อันบุคคลธรรมดาแสดงเจตนาว่าให้เป็นภูมิลำเนา ๒. ภูมิลำเนาของบุคคลประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นการเฉพาะ ภูมิลำเนาตามกฎหมายไทย ๑. ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ๑.๑ องค์ประกอบ ถิ่นใดจะเป็นภูมิลำเนาของบุคคลใดนั้น ต้องมีองค์ประกอบดังนี้ ๑.๑.๑ ถิ่นนั้นเป็นแกล่งพักพิงของบุคคลนั้น โดยพิจารณาตามความเป็นจริง ถิ่นเช่นว่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นถิ่นที่อยู่ตามทะเบียนสำมะโนครัว ถิ่นที่อยู่ถาวร ถิ่นอันตั้งรกรากถาวร หรือถิ่นที่อยู่หรือที่ทำงานเป็นการประจำแต่ต้องไม่ใช่ถิ่นที่อยู่เป็นการชั่วคราวหรือเพียงระยะสั้นๆ ซึ่งสามารถกะเวลาที่อยู่ชั่วคราวหรือสั้นๆนั้นได้แน่นอน เช่น หอพักของนักศึกษาไม่ถือเป็นภูมิลำเนา แม้ว่ามีการย้ายสำมะโนครัวมายังหอพักนี้แล้วกตาม (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗) ๑.๑.๒ บุคคลนั้นแสดงเจตนาให้ถิ่นดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาของตน โดยพิจารณาจากพฤติการณ์ใดๆที่บุคคลนั้นแสดงออกให้บุคคลอื่นรับรู้ได้ว่า ตนต้องการให้ถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนาของตน (ประมวลกฎหมายแพ่ง และ พาณิชย์ มาตรา ๓๘) ๒. การเปลี่ยนภูมิลำเนา บุคคลสามารถกระทำได้ โดยการเปลี่ยนหรือย้ายถิ่นที่อยู่ และ/หรือแสดงเจตนาชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนา ทั้งนี้ ให้คำนึงว่า บุคคลดังกล่าวต้องมิใช่บุคคลพิเศษ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เช่น คนไร้ความสามารถ ผู้เยาว์ ฯลฯ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑) ๓.…