![]()

วันนี้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การที่ข้อมูลส่วนบุคคลของเรารั่วไหล เพราะในโลกดิจิทัล เรื่องนี้กำลังกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งจากหน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล ธนาคาร บริษัทประกัน ไปจนถึงองค์กรในตลาดทุน
แต่สิ่งที่อันตรายกว่าคือ วันที่มีคนที่รู้จักเราดีพอจะทำให้เราเชื่อใจ เพราะเบื้องต้นข้อมูลที่รั่วไหลไม่ได้ขโมยเงินเราโดยตรง หากแต่ถูกนำมาใช้สร้างเรื่องราว หลอกให้เรากดลิงก์ เปิดเผยรหัส หรือทำธุรกรรมด้วยตัวเอง และนั่นคือจุดที่ความเสียหายเริ่มต้นขึ้นจริง
ถ้ามีคนโทรมาหาคุณ แล้วเรียกชื่อ-นามสกุลได้ถูกต้อง รู้วันเกิด รู้เลขบัตรประชาชนบางส่วน รู้ว่าคุณใช้ธนาคารไหน ถือหุ้นกับโบรกเกอร์ใด หรือมีประกันกับบริษัทไหน อย่าเพิ่งคิดว่าข้อมูลเหล่านั้นรั่วมาจากเหตุการณ์ล่าสุดเพียงเหตุการณ์เดียว เพราะความจริงคือ ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยจำนวนมากอาจกระจัดกระจายอยู่ในหลายฐานข้อมูลที่เคยรั่วไหลตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ประเทศไทยเผชิญเหตุข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงต่าง ๆ โรงพยาบาล หน่วยงานด้านสาธารณสุข บริษัทประกัน ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มออนไลน์ ตลอดจนองค์กรในตลาดทุน
ข้อมูลที่หลุดออกไปมีตั้งแต่ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลทางการเงิน ไปจนถึงข้อมูลการลงทุน และล่าสุดคือเหตุการณ์ของ TSD Investor Portal ที่มีข้อมูลผู้ใช้งานบางส่วนรั่วไหล แม้ TSD จะยืนยันไม่กระทบระบบซื้อขายหลักทรัพย์ ไม่กระทบทรัพย์สินของผู้ลงทุน และไม่มีการโอนหุ้นหรือเงินออกจากบัญชี แต่ข้อมูลส่วนบุคคลที่หลุดออกไปก็ยังสามารถถูกนำไปใช้สร้างการหลอกลวงได้ หลายคนอาจรู้สึกว่าทำไมช่วงนี้ข้อมูลรั่วบ่อยเหลือเกิน
แต่หากดูข้อมูลของสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) จะพบว่า ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงกรกฎาคม 2567 มีการตรวจสอบเว็บไซต์ของหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 31,561 แห่ง และพบกรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลถึง 6,086 กรณี ก่อนเร่งให้หน่วยงานแก้ไข
ก่อนหน้านั้น PDPC ยังเคยตรวจสอบหน่วยงานกว่า 15,820 แห่ง และพบว่ามี 4,801 หน่วยงาน ที่มีปัญหาการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่เหมาะสม ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การรั่วไหลของข้อมูลไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “Norm” ของโลกดิจิทัล
ไม่ได้หมายความว่าองค์กรไม่พยายามป้องกัน แต่หมายความว่า ทุกองค์กรล้วนเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล ธนาคาร บริษัทประกัน หรือบริษัทจดทะเบียน สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีของผู้โจมตี แต่เป็นวิธีคิดของประชาชน ในอดีต เราอาจกังวลว่าถ้าข้อมูลรั่ว เงินจะหายทันที แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลส่วนบุคคลส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการหลอกลวง
มิจฉาชีพไม่ได้ขโมยเงินจากฐานข้อมูลโดยตรง แต่ใช้ข้อมูลที่ได้มาโทรหาเหยื่อ ส่ง SMS ปลอม ส่งอีเมลปลอม หรือสร้างเว็บไซต์ปลอม เพื่อให้เหยื่อเป็นคนมอบเงินหรือข้อมูลสำคัญให้ด้วยตัวเอง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม คนจำนวนมากจึงถูกหลอก ทั้งที่ระบบธนาคาร ระบบบริษัทหลักทรัพย์ หรือระบบของหน่วยงานรัฐไม่ได้ถูกเจาะในวันนั้น
เพราะธุรกรรมที่มิจฉาชีพต้องการให้สำเร็จ ไม่ได้เกิดจากการแฮ็ก แต่เกิดจาก การกดลิงก์ของเรา เกิดจาก การบอกรหัส OTP ของเรา เกิดจาก การติดตั้งแอปที่เราเชื่อว่าเป็นของจริง หรือเกิดจาก ความเชื่อใจของเราเอง นี่คือสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักมากกว่าการตื่นตระหนกกับข่าวข้อมูลรั่ว ต่อให้วันหนึ่งข้อมูลของเราจะหลุดจากหน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล บริษัทประกัน ธนาคาร หรือแม้แต่ตลาดทุน มิจฉาชีพก็ยังไม่สามารถขโมยเงินของเราได้ หากเราไม่เป็นผู้เปิดประตูให้เขาเอง
ดังนั้น ทุกครั้งที่มีสายโทรศัพท์ อีเมล หรือข้อความที่อ้างว่าเป็นธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกัน หรือหน่วยงานรัฐ แม้ผู้โทรจะรู้ข้อมูลส่วนตัวของเราหลายอย่าง ก็ไม่ควรรีบเชื่อ เพราะข้อมูลเหล่านั้นอาจมาจากฐานข้อมูลที่เคยรั่วไหลเมื่อหลายปีก่อนก็ได้
โลกยุคดิจิทัลทำให้การถูกโจมตีทางไซเบอร์กลายเป็นเรื่องที่แทบทุกองค์กรต้องเผชิญ และข้อมูลส่วนบุคคลอาจไม่มีวันปลอดภัย 100% แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังควบคุมได้เสมอ คือ การตัดสินใจของตัวเราเอง เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของมิจฉาชีพ ไม่ได้เริ่มต้นจากการแฮ็กระบบ แต่เริ่มต้นจากการที่เหยื่อ “เชื่อ” และ “กด” ตามที่เขาต้องการ
ดังนั้น นอกเหนือจากการเรียกร้องให้องค์กรต่าง ๆ พัฒนาระบบป้องกันให้แข็งแกร่งขึ้น สิ่งที่ประชาชนทุกคนทำได้คือ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง เพราะในยุคที่ข้อมูลรั่วไหลกำลังกลายเป็นเรื่องปกติ ความไม่ประมาทและการไม่หลงเชื่อง่าย ๆ อาจเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ทรงพลังที่สุดที่เรามี
ที่มา : infoquest.co.th / เผยแพร่วันที่ 31 ก.ค.69
Link : https://www.infoquest.co.th/2026/623549






