![]()
AI ที่ช่วยโหมไฟไม่ให้มอดดับ
อาการหมดพลัง อ่อนล้า ไม่อยากทำงาน รู้สึกหมดหวัง หมดแรงจูงใจ ไม่รู้ว่าตัวเองจะเดินหน้าต่อไปยังไงจนอาจจะนำไปสู่โรคซึมเศร้าเป็นอาการที่คนจำนวนมากได้ประสบพบเจอในชีวิตการทำงานไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่ง
แม้ว่าคำว่าหมดไฟ หรือ burnout จะใช้ได้กับแง่มุมอื่นของชีวิตด้วย แต่หลักๆ เวลาพูดถึง burnout เราก็มักจะหมายถึง occupational burnout หรือการหมดไฟในการทำงานเป็นหลัก
อาการหมดไฟมักจะเกิดจากความเครียดเรื้อรังที่ต้องพบเจอในชีวิตการทำงานเป็นประจำ อย่างเช่น การต้องทำงานหนักเกินไป ทำงานนานเกินไป ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน สถานการณ์การทำงานที่ตึงเครียด เต็มไปด้วยเดดไลน์และการแข่งขัน หรือการทำงานไปโดยไม่เห็นจุดหมายปลายทางไม่รู้ว่าทำงานไปเพื่ออะไร
ปัญหาคนทำงานหมดไฟถึงจะดูเป็นเหมือนปัญหาส่วนตัวที่แต่ละคนต้องเผชิญและแก้ไขกันไปเอง
แต่อันที่จริงแล้วมันเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่านั้น นั่นคือ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจด้วย
เพราะหากพนักงานหมดไฟก็จะทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กรลดน้อยลงด้วย
ในยุคที่ Gen AI อย่าง ChatGPT ดูเหมือนจะช่วยแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง มันก็เลยถูกนำมาทดลองใช้แก้ปัญหาการหมดไฟ ช่วยป้องกันไฟไม่ให้มอดดับ และช่วยเติมไฟให้กลับมาคุกรุ่นได้อีกครั้ง
บริษัทหลายแห่งเริ่มทดลองนำ ChatGPT หรือ Copilot มาช่วยป้องกันไม่ให้พนักงานไปถึงจุดที่ตัวเองรู้สึกหมดไฟโดยเริ่มจากการต้องระบุให้ได้ก่อนว่าใครมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการหมดไฟบ้าง
ผลการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 เก็บข้อมูลจากคนทำงานด้านไอทีกว่า 200 คน เมื่อใช้ระบบ AI วิเคราะห์ก็สามารถระบุตัวได้ว่ามี 30 เปอร์เซ็นต์ของคนในกลุ่มนี้ที่เสี่ยงจะเกิดอาการหมดไฟโดยดูจากปัจจัยต่างๆ อย่างเช่น ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน หรือการมีส่วนร่วมในระดับที่ต่ำ
เมื่อพบว่าใครมีโอกาสที่จะหมดไฟได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถวางกลยุทธ์ในการรับมือได้
AI ช่วยลดความเครียดให้พนักงานได้ด้วยการทำหน้าที่คล้ายๆ กับผู้ดูแลส่วนตัวที่ปรับข้อมูลให้เหมาะสำหรับคนนั้นๆ โดยเฉพาะ อย่างเช่น ช่วยกระตุ้นเตือนเรื่องสำคัญๆ อย่างการเตือนให้พักเบรกสั้นๆ หรือช่วยจัดสรรโหลดงานในทีมให้มีความสมดุลมากขึ้น
ทำหน้าที่คล้ายๆ กับเพื่อนคู่คิด ช่วยจัดสรรชีวิตให้คนทำงานและเฉลี่ยไม่ให้งานไปหนักที่ใครคนใดคนหนึ่งมากจนเกินไป
เครื่องมือ AI ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการทำงานของเราได้ เช่น วิเคราะห์จำนวนอีเมลที่เราต้องอ่านและตอบในแต่ละวัน ความบ่อยของการเข้าประชุม หรือการทำงานล่วงเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าเรามีชีวิตการทำงานที่กำลังพอดี ไม่หนักเกินไปจนกลายเป็นโอเวอร์เวิร์ก
ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่าย HR อย่างเดียวก็คงจะไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง แต่ไม่หลุดรอดสายตาของ AI ไปได้แน่นอน
นอกจากนี้ AI ก็ยังสามารถใช้ในการช่วยแบ่งเบางานที่พนักงานต้องรับผิดชอบได้ด้วย งานหลายๆ อย่างที่เราทำกันทุกวันนี้เป็นงานที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย แต่ก็ต้องมีคนทำ อาจจะเป็นงานที่กินเวลาทำนาน ซ้ำซาก จำเจ ไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ ซึ่ง AI สามารถรับงานประเภทนี้ไปทำแทนได้สบายๆ
เมื่อพนักงานใช้ AI มาช่วยแบ่งเบางานออกไปก็จะมีเวลาว่างไปทำอะไรที่ซับซ้อนและสร้างสรรค์มากขึ้น สภาพจิตใจก็ดีขึ้น ภาวะหมดไฟก็ไม่ถามหา ไม่ต้องลาออก บริษัทก็ไม่ต้องเสียเงินค่าหาและเทรนพนักงานคนใหม่มาแทนที่
อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่มีแต่ข้อดีล้วนๆ เพราะการใช้ AI มาช่วยป้องกันภาวะหมดไฟก็อาจจะมาพร้อมความเสี่ยงที่จะเป็นต้นตอของปัญหาคนทำงานหมดไฟเสียเอง
ข้อมูลจาก Quantum Workplace ที่มาจากคนทำงานมากกว่า 700,000 คน จาก 8,000 องค์กรทั่วสหรัฐ ระบุว่าพนักงานที่ใช้ AI บ่อยๆ นี่แหละมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะหมดไฟสูงที่สุด
การใช้ AI ในการทำงานทุกวัน ทั้งวัน จะทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าคล้ายๆ กับการต้องเข้าฟิตเนสนาน 9 ชั่วโมง โดยเฉพาะคนที่ใช้เครื่องมือ AI ไม่ค่อยคล่อง ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับงานที่ทำเข้าไปอีก
หรือบางคนใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิผลให้กับงานที่ตัวเองทำและช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น แต่พอทำงานเสร็จเร็วขึ้นก็รับโหลดงานเพิ่มขึ้น แทนที่จะได้พักหายใจหายคอก็กลายเป็นต้องรับภาระงานที่หนักอึ้งกว่าเก่า
ดังนั้น การที่องค์กรจะใช้ AI มาช่วยไม่ให้พนักงานหมดไฟก็จะต้องออกแบบการใช้งานดีๆ ไม่ให้หนีเสือปะจระเข้แบบนี้ได้
AI ไม่ได้เป็นยาครอบจักรวาลที่จะช่วยปัดเป่าปัญหาเรื่องนี้ออกจากบริษัทได้ด้วยตัวมันเองคนเดียว แต่ปัจจัยอื่นๆ ที่แวดล้อมชีวิตการทำงานของพนักงานก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมองค์กร พฤติกรรมของหัวหน้างาน หรือความตั้งใจที่บริษัทอยากให้พนักงานมีเวิร์กไลฟ์บาลานซ์ เป็นต้น
และอย่าลืมว่าสิ่งที่ AI ขาด แต่มนุษย์จะขาดไปเสียไม่ได้เลยก็คือความเห็นอกเห็นใจ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ การช่วยสนับสนุน เข้าอกเข้าใจ เป็นแรงใจให้กับคนที่เราทำงานด้วย
หากเราเอาจุดแข็งของ AI อย่างการเก็บและประมวลผลข้อมูลเพื่อระบุตัวคนที่มีความเสี่ยงหมดไฟ การใช้ AI มาทำงานที่ซ้ำซากน่าเบื่อแทนได้ มาผนวกรวมเข้ากับจุดแข็งของมนุษย์
ก็น่าจะช่วยป้องกันไม่ให้ไฟที่ริบหรี่มอดดับลงและช่วยเติมให้มันกลับมาลุกโชนได้อีกครั้ง
ที่มา สำนักข่าวมติชนออนไลน์ / วันที่เผยแพร่ 8 ตุลาคม 2568
Link https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_861841







