![]()
ภาพประกอบ: PRABIN RANABHAT / AFP
8 กันยายน 2025 ท้องถนนในกรุงกาฐมาณฑุและเมืองใหญ่อื่นๆ ของเนปาลแน่นขนัดไปด้วยผู้คนหลายพันที่ออกมาประท้วงรัฐบาลภายใต้การนำของ เค.พี. ชาร์มา โอลี (KP Sharma Oli) การลุกฮือครั้งนี้มีชนวนจากคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียกว่า 26 แพลตฟอร์มโดยรัฐบาล หลังบริษัทผู้ให้บริการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐที่ให้แพลตฟอร์มต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งกำหนดให้ต้องมีผู้ติดต่อ เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน และผู้กำกับดูแลตนเองภายในประเทศ รัฐบาลชี้ว่ามาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อสกัดข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูล คำพูดสร้างความเกลียดชัง รวมถึงปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์
วันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเนปาลจำนวนมากเริ่มประสบปัญหาในการเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ มาตรการดังกล่าวกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระแสความไม่พอใจต่อรัฐบาล โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่หรือ ‘Gen Z’ ซึ่งเติบโตมากับโลกดิจิทัล ไม่นับว่าประชากรเนปาลร้อยละ 90 ยังใช้อินเทอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การแบนสื่อสังคมออนไลน์จึงไม่เพียงปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน แต่ยังดิสรัปต์การติดต่อสื่อสารและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผูกอยู่ในโลกออนไลน์อย่างแนบแน่น ความไม่พอใจต่อมาตรการนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วและปะทุออกมาเป็นการลงถนน โดยมีคนรุ่นใหม่ในช่วงวัยที่เราเรียกว่า ‘เจนซี’ เป็นกำลังหลัก
เสียงตะโกนดังก้องไปทั่วท้องถนน เคล้าไปกับฝูงชนที่ชูป้าย ‘พอได้แล้ว’ (enough is enough) และ ‘หยุดการคอร์รัปชัน’ (end to corruption) สะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงการลุกฮือเพื่อต่อต้านการปิดกั้นโซเชียลมีเดียเท่านั้น หากแต่เป็นการปะทุของความไม่พอใจรัฐบาลที่สั่งสมมานาน จากการบริหารที่ขาดความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาล เปิดช่องให้เกิดการคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบและการเอื้อประโยชน์แก่คนใกล้ชิด
การชุมนุมครั้งนี้นับว่ามีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในรอบหลายปีและบานปลายไปสู่จลาจล การปราบปรามการประท้วงทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 รายในวันแรก และบาดเจ็บอีกนับร้อย ถือเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบที่รุนแรงที่สุดของเนปาลในรอบหลายทศวรรษ แรงกดดันจากกลุ่มผู้ประท้วงทำให้รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกมาตรการแบนโซเชียลมีเดีย และนำไปสู่การลาออกของรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง และล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กันยายน เค.พี. ชาร์มา โอลี นายกรัฐมนตรีเนปาลได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางการประท้วงตามท้องถนนที่ยังดำเนินต่อไป
วันโอวัน ชวนทำความเข้าใจการประท้วงครั้งใหญ่ในเนปาลที่ไม่ใช่เพียงการปกป้องเสรีภาพบนโลกออนไลน์ แต่คือเสียงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองที่กัดกินอนาคตคนรุ่นใหม่มาหลายปี การประท้วงครั้งนี้คืออีกระลอกของคลื่นการเคลื่อนไหวจากคนรุ่นใหม่ที่กำลังเขย่าการเมืองเนปาลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
มากกว่าการแบนโซเชียลมีเดีย คือปัญหาเศรษฐกิจ–สังคมที่รอวันปะทุ
เมื่อพิจารณาการประท้วงครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ‘ปัญหาปากท้อง’ มักเป็นหนึ่งในชนวนที่ทำให้ผู้คนต้องลงถนนมาทุกยุคทุกสมัย การประท้วงของคนรุ่นใหม่ในเนปาลครั้งนี้ก็ไม่อาจแยกขาดจากปัญหาเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกได้เช่นกัน
หลายทศวรรษที่ผ่านมา เนปาลมีพัฒนาการในการลดอัตราความยากจนลงได้ แต่การกระจายรายได้และความมั่งคั่งกลับไปไม่ถึงคนหมู่มาก ความมั่งคั่งกระจุกอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเล็กๆ ขณะประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศที่ปิดกั้นผู้หญิงจากโอกาสและความก้าวหน้าในสายงาน นำไปสู่ช่องว่างทางรายได้ที่ถ่างกว้างขึ้น สภาวะเหล่านี้ไม่เพียงซ้ำเติมความเปราะบางให้กับปัจเจกชน แต่ยังสั่นคลอนความเป็นปึกแผ่นของสังคมเนปาลโดยรวมอีกด้วย
ความเหลื่อมล้ำและโอกาสในการเลื่อนสถานะทางสังคมที่หดแคบลง ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องออกไปแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าในต่างแดน ข้อมูลเมื่อปี 2021 เผยว่าประชากรเนปาลร้อยละ 7.5 อาศัยอยู่ในต่างประเทศ โดยส่วนมากคือแรงงานที่ไปทำงานเพื่อส่งเงินกลับมาจุนเจือครอบครัว รายได้ที่ถูกส่งกลับบ้านเหล่านี้คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของ GDP ของเนปาล ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานในกลุ่มประชากรอายุ 15-29 ปีในเนปาลยังสูงถึง 19.2% ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไปทำงานในต่างแดน นั่นรวมถึงงานเสี่ยงอันตรายอย่างการเป็นทหารรับจ้างในสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก หรือแอปพลิเคชันส่งข้อความอย่างเมสเซนเจอร์และไวเบอร์ (ใกล้เคียงกับ WhatsApp) ได้กลายเป็นช่องทางสำคัญที่เชื่อมแรงงานเนปาลไกลบ้านเข้ากับครอบครัว การถูกตัดขาดจากช่องทางเหล่านี้จึงยิ่งสร้างความคับข้องใจให้ผู้คน และถูกมองว่ารัฐบาลตัดสินใจโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบของประชาชน
ด้าน Yog Raj Lamichhane อาจารย์จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยโปขระ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Al Jazeera ว่าคำสั่งแบนครั้งนี้เป็นเพียงเชื้อไฟที่เร่งให้ความไม่พอใจรัฐบาลลุกลาม ส่วนรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหาคือการละเลยเสียงของประชาชนและปิดกั้นไม่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงออกหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของพวกเขา
แม้รัฐบาลจะประกาศยกเลิกคำสั่งแบนแพลตฟอร์มในคืนแรกที่การประท้วงปะทุขึ้น แต่ความโกรธเกรี้ยวของคนหนุ่มสาวกลับไม่คลายลง การชุมนุมจึงยังดำเนินต่อไปท่ามกลางคำสั่งเคอร์ฟิว การสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 19 คนในวันเดียวยิ่งเติมเชื้อไฟให้การประท้วงลุกลาม ป้ายข้อความที่เขียนว่า ‘ลูกผู้นำกลับจากต่างประเทศพร้อมกระเป๋า Gucci ขณะที่ลูกชาวบ้านกลับมาในโลงศพ’ สะท้อนความอัดอั้นต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
ย้อนไปก่อนที่การลงถนนครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น แฮชแท็กอย่าง #NepoKids, #NepoBaby และ #PoliticiansNepoBabyNepal กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ของเนปาล โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Reddit แฮชแท็กเหล่านี้สื่อสารกับสังคมว่าขณะที่ชาวเนปาลจำนวนมากต้องดิ้นรนทำงานต่างประเทศเพื่อส่งเงินกลับบ้านเลี้ยงครอบครัว ลูกนักการเมืองเนปาลก็กำลังอวดเสื้อผ้าแบรนด์เนมและท่องเที่ยวทริปหรูในต่างแดน การขุดคุ้ยความฟุ้งเฟ้อของลูกหลานอภิสิทธิ์ชนยิ่งตอกย้ำความรู้สึกไม่เป็นธรรมในหมู่คนรุ่นใหม่ ที่ดิ้นรนแค่ไหนก็ไม่อาจมีชีวิตที่ดีภายใต้โครงสร้างสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ได้
ขณะที่การทุจริตคอร์รัปชันเป็นอีกประเด็นที่ผู้ชุมนุมหยิบยกขึ้นมา หนึ่งในเคสที่เปิดเปลือยถึงปัญหาการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในเนปาลและสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนคือกรณีการจัดซื้อเครื่องบินแอร์บัสในปี 2017 ของสายการบินเนปาลแอร์ไลน์ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศ การจัดซื้อดังกล่าวถูกมองว่าเป็นดีลที่ราคาสูงผิดปกติ คณะกรรมการสอบสวนการใช้อำนาจในทางที่ผิด (Commission for the Investigation of Abuse of Authority: CIAA) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระของเนปาล ใช้เวลาตรวจสอบนานถึง 5 ปี ก่อนจะเปิดเผยในปี 2024 ว่า มีเจ้าหน้าที่ปล่อยข้อมูลลับเพื่อเอื้อให้บางบริษัทได้เปรียบในการเสนอราคา และสุดท้ายการซื้อเครื่องบินแอร์บัส A330 จำนวน 2 ลำนี้ สร้างความเสียหายให้รัฐกว่า 1.47 พันล้านรูปี หรือราว 10.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือเนปาลแอร์ไลน์จ่ายเงินเพื่อซื้อเครื่องบินแพงกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างมหาศาล
เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนที่เกี่ยวข้องถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริต และได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม คดีนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างว่า ชนชั้นนำทางการเมืองและข้าราชการในเนปาลยังคงใช้ตำแหน่งและอำนาจเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัว ขณะที่ประชาชนต้องเป็นฝ่ายรับภาระจากการสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาล
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การประท้วงใหญ่ในเนปาลปี 2025 ไม่ได้ปะทุขึ้นเพราะคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลจากความอัดอั้นที่สะสมมานาน ทั้งจากเศรษฐกิจที่ถดถอย ความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้าง และการคอร์รัปชันที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นต่อรัฐ ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่หากถูกสะกิดก็พร้อมจะปะทุขึ้นเพื่อทวงถามถึงอนาคตที่พวกเขาถูกพรากไป
เมื่อเสียงของเยาวชนมาพร้อมกับคำครหาว่าถูกยุยงปลุกปั่น
เมื่อใดก็ตามที่เยาวชนลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจรัฐก็มักจะตามมาด้วยคำครหาว่า “เยาวชนถูกยุยงปลุกปั่น” การประท้วงของเหล่าเจนซีในเนปาลครั้งนี้ก็มีวาทกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นตามมาเช่นกัน Prithvi Subba Gurung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารฯ แสดงความเห็นว่าการประท้วงครั้งนี้อาจมี ‘การแทรกแซง’ จากบางกลุ่มที่ทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย เขาไม่ได้ระบุชื่อบุคคลหรือกลุ่มใด แต่ย้ำว่ากำลังมีการสืบสวนในเรื่องนี้
ก่อนที่การประท้วงจะปะทุ นายกรัฐมนตรีโอลีเคยแสดงท่าทีดูแคลนความพยายามจัดตั้งกลุ่มของเยาวชน โดยกล่าวหาว่าพวกเขาไร้ความสามารถในการคิดอย่างอิสระด้วยตนเอง
“ตัวพวกเขาเองก็ยังไม่เป็นอิสระ ความคิดก็ไม่เป็นอิสระ ยังไม่สามารถคิดได้อย่างอิสระ แต่กลับพูดถึงเสรีภาพ แล้วพวกเขาจะได้เสรีภาพเช่นนั้นมาจากที่ไหนกัน?”
นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ‘กลุ่มกษัตริย์นิยม’ ในเนปาลอาจมีบทบาทในการปลุกปั่นเยาวชนให้ก่อความไม่สงบครั้งนี้ ในประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่ารัฐสภาเนปาลลงมติยกเลิกระบอบกษัตริย์ไปตั้งแต่ปี 2008 หลังการประท้วงต่อต้านการใช้อำนาจของกษัตริย์ปะทุมาตั้งแต่ปี 2006 การสิ้นสุดของสถาบันกษัตริย์ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดทางให้เนปาลเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล
อย่างไรก็ตาม กระแสเรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ยังคงมีอยู่ในบางกลุ่ม และมักถูกหยิบยกมาใช้ในช่วงที่ประชาชนไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล ผู้เรียกร้องการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ยังมองว่าระบอบสาธารณรัฐเป็นต้นเหตุของปัญหาเศรษฐกิจและความไร้เสถียรภาพทางการเมือง เพราะตั้งแต่ยกเลิกระบอบกษัตริย์ไปเมื่อปี 2008 เนปาลมีรัฐบาลมาแล้วถึง 13 ชุด
เมื่อต้นปี 2025 ราวเดือนกุมภาพันธ์ก็เพิ่งมีการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ในเนปาล การชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังอดีตกษัตริย์ชญาเนนทระ (กษัตริย์คนสุดท้ายของเนปาล) กล่าวเป็นนัยว่าอาจหวนคืนสู่การเมือง คำพูดนั้นได้จุดกระแสให้กลุ่มผู้สนับสนุนออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการถวายคืนพระราชอำนาจ
การสลายการประท้วงที่เรียกร้องการฟื้นฟูราชาธิปไตยเมื่อต้นปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย บาดเจ็บกว่า 125 คน และมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 130 ขณะที่การประท้วงใหญ่ครั้งล่าสุดนี้ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 คน และมีบาดเจ็บเกือบ 200 คนจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่ใช้ทั้งแก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำแรงดันสูง ไปจนถึงกระสุนจริงเพื่อสกัดผู้ชุมนุมที่พยายามปีนกำแพงรัฐสภาและบุกเข้าไปยังสถานที่ราชการหลายแห่ง
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ให้การรักษาผู้บาดเจ็บให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่าเธอไม่เคยเห็นสถานการณ์ที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้มาก่อนในโรงพยาบาล แก๊สน้ำตาที่ถูกใช้สลายการชุมนุมลอยเข้ามาถึงในโรงพยาบาล ส่งผลให้แพทย์และพยาบาลทำงานได้อย่างยากลำบาก ขณะที่นักศึกษาวัย 23 ปีซึ่งเข้าร่วมการประท้วงบอกว่าการที่คนเกือบ 20 คนถูกสังหารโดยรัฐ แสดงให้เห็นความโหดร้ายในการสลายการชุมนุมอย่างชัดเจน
การปราบปรามผู้ประท้วงที่กล่าวได้ว่านองเลือดที่สุดในรอบวันเดียว นำไปสู่การประกาศลาออกของรัฐมนตรีมหาดไทย และกระทรวงอื่นๆ อย่างน้อย 2 คน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสีย
นอกจากนี้ บ้านพักของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลก็กลายเป็นเป้าหมายของผู้ประท้วง รวมถึงบ้านของเค.พี. ชาร์มา โอลี นายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกกลุ่มผู้ชุมนุมขว้างปาหินใส่และพยายามจุดไฟ สื่ออินเดียรายงานว่าโอลีได้รับการช่วยเหลือจากผู้บัญชาการทหารเนปาลในการอพยพออกนอกประเทศและลี้ภัยไปยังดูไบก่อนจะประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ในวันเดียวกันนั้น มีรายงานว่า Rajyalaxmi Chitrakar ภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรี Jhalanath Khanal เสียชีวิตจากบาดแผลไฟไหม้รุนแรง หลังผู้ประท้วงจุดไฟเผาบ้านพักโดยขังเธอไว้ในบ้าน ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรีห้าสมัยอย่าง Sher Bahadur Deuba ได้รับบาดเจ็บจากการถูกทุบตีโดยผู้ประท้วง
ท่ามกลางความรุนแรงที่ยกระดับ รัฐบาลยังคงตั้งข้อสังเกตว่ามีการแทรกแซงและยุยงปลุกปั่นเยาวชนอยู่เบื้องหลัง พร้อมประกาศว่าจะเร่งสอบสวนเพื่อหาผู้รับผิดชอบ Aayush Basyal นักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงกาฐมาณฑุและเป็นผู้เข้าร่วมการประท้วง ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่าเขาไม่เห็นความเกี่ยวข้องของพรรคการเมืองใดๆ ในการประท้วงครั้งนี้เลย
ขณะเดียวกันพรรค RPP (Rastriya Prajatantra Party) ซึ่งสนับสนุนการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการลุกฮือของเยาวชน และเรียกร้องให้เจรจาอย่างสันติเพื่อทางออกของวิกฤตนี้ ด้านนานาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนก็ออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบการสลายการชุมนุมว่าเป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุหรือไม่
เมื่อภูมิทัศน์การเมืองโลกกำลังถูกเขย่าโดยคนรุ่นใหม่
อาจกล่าวได้ว่าการประท้วงของ ‘คนเจนซี’ เป็นส่วนหนึ่งของกระแสการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียก็เพิ่งมีการประท้วงใหญ่ ซึ่งถูกจุดด้วยนโยบายปรับเพิ่มเงินสวัสดิการที่พัก สส. ที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของชาวอินโดนีเซียเกือบ 10 เท่า ก่อนจะขยายไปสู่การเรียกร้องความเป็นธรรมให้แรงงาน การประท้วงนี้มีผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นเยาวชนและคนรุ่นใหม่
เมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา ขบวนการนักศึกษาในบังกลาเทศได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก โดยมีชนวนความไม่พอใจมาจากการกำหนดโควตาตำแหน่งงานภาครัฐให้ลูกหลานของอดีตทหารผ่านศึก จนท้ายสุดก็นำไปสู่การผลัดเปลี่ยนรัฐบาล และย้อนไปเมื่อปี 2022 กลุ่มนักศึกษาในศรีลังกาได้รวมตัวกันประท้วงการทำงานของรัฐบาลที่ให้เครือญาติบริหารจนเกิดวิกฤต
Basyal หนึ่งในผู้เข้าร่วมการชุมนุม มองว่าการประท้วงในศรีลังกาและบังกลาเทศ ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลได้สำเร็จ เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้คนหนุ่มสาวเนปาลลุกขึ้นสู้ ขณะเดียวกัน แฮชแท็ก #NepoBaby ที่กำลังเป็นกระแสในหมู่ชาวเน็ตเจนซีเนปาล ก็รับอิทธิพลมาจากฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังมีกระแสที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียออกมาพูดถึงชีวิตหรูหราของลูกหลานนักการเมืองและผู้รับเหมาที่พัวพันกับคดีคอร์รัปชันใหญ่ เรื่องราวเหล่านี้ขับเน้นความรู้สึกไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่หนุ่มสาวในหลายประเทศกำลังเผชิญเหมือนกัน
โซเชียลมีเดียจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สื่อสาร แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือที่คนรุ่นใหม่ใช้ต่อรองกับอำนาจรัฐ เป็นเวทีที่ผู้คนใช้แบ่งปันความอัดอั้น กดทับ และส่งต่อแรงบันดาลใจข้ามพรมแดน การประท้วงเหล่านี้สะท้อนภูมิทัศน์ทางการเมืองโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ยอมเงียบเสียงอยู่ภายใต้โครงสร้างที่คนรุ่นเก่าสร้างไว้ แต่ลุกขึ้นมาทวงถามความเป็นธรรมและเขียนโลกของตนเอง
สำหรับเนปาล แม้นายกรัฐมนตรีประกาศลาออกเพื่อเปิดทางแก้ไขวิกฤตและหาทางออกตามกรอบรัฐธรรมนูญ แต่เสียงบนท้องถนนยังไม่เงียบลง การเรียกร้องการปฏิรูปยังคงดำเนินต่อไป เป็นที่น่าจับตาดูว่าบทต่อไปของการเมืองเนปาลที่ถูกขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่จะออกมาในทิศทางใด
ที่มา the101 / วันที่เผยแพร่ 10 กันยายน 2568
Link https://www.the101.world/nepal-genz-protest-2025/







