‘ข่าวปลอม’ จากมุมมองนักปรัชญา เหตุผลของการมีอยู่และรับมือให้ได้

IN FOCUS สิ่งที่ทำให้ข่าวปลอมเป็นเรื่องวุ่นวายมากยิ่งขึ้น ก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า ฟองข้อมูล (Filter Bubble) ที่อัลกอริทึมจะจัดสรรเนื้อหาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล เครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถรับข่าวโดยที่มีความกังวลกับข่าวปลอมน้อยลงก็คือ การรู้จักแขวนความเชื่อ หรือยับยั้งความเชื่อ ข่าวปลอมเป็นปรากฏการณ์ที่ได้ยินมากในยุคการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ที่จริงแล้ว เนื้อหาจำพวกที่แสดงความคิดเห็นชวนให้เชื่อจนเกินข้อเท็จจริง เกิดขึ้นมาก่อนยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู ดังที่แต่ก่อนมีคำเรียกสื่อประเภทนี้ว่า สื่อเหลือง (เพราะแต่ก่อน หนังสือพิมพ์แนวใส่สีตีไข่ จะนิยมใช้สีเหลืองสีพิมพ์) แต่ข่าวปลอมกลายเป็นปัญหาใหญ่ในยุคที่สื่อสารผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการแพร่กระจายเนื้อหาในลักษณะไวรัล ซึ่งอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ทำให้ข้อมูลส่งต่อถึงกันได้รวดเร็ว และเชื่อมโยงไปยังการรับรู้ของคนอื่นๆ ได้ เพราะเมื่อเราส่งต่อ (แชร์) สิ่งที่เรารับรู้ออกไป เพื่อนเราก็จะรับรู้ไปด้วย นักปรัชญาอย่างฮิวเบิร์ต เดรย์ฟัส (Hubert Dreyfus) กล่าวถึงลักษณะของเว็บ 2.0 ไว้ว่าอินเทอร์เน็ตทำให้ความคิดเห็นของผู้ใช้อยู่ในระนาบเดียวกันกับข่าวที่มาจากสำนักข่าว ดังเช่นเพจดังที่สามารถแสดงความเห็นกับสังคมได้ราวกับเป็นสำนักข่าวมืออาชีพ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเว็บ 2.0 คือการที่ผู้ใช้สามารถนำเข้าข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปในระบบได้ นั่นจึงกลายเป็นว่า เมื่อมันอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้ว ผู้เชี่ยวชาญหรือมือสมัครเล่นก็สามารถเผยแพร่ข้อมูลของตนเองได้เท่ากัน สิ่งที่ทำให้ข่าวปลอมเป็นเรื่องวุ่นวายมากยิ่งขึ้น ก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า ฟองข้อมูล (Filter Bubble) ที่อัลกอริทึมจะจัดสรรเนื้อหาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล (Personalised Algorithm) เห็นได้ชัดจากการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่หน้าฟีดของเราจะมีแต่เรื่องที่เราสนใจ และเรามักจะได้รับการแนะนำเรื่องที่คล้ายๆ กันมาให้ หรือแนะนำเรื่องที่เพื่อนเราสนใจมาให้เรา โดยคิดว่าเราน่าจะชอบเหมือนเพื่อนของเรา…

สถานทูตเกาหลีใต้ในญี่ปุ่นเจอ จม. ข่มขู่พร้อมลูกปืน คาดเอี่ยวสัมพันธ์ตึงเครียดล่าสุด

สถานทูตเกาหลีใต้ในกรุงโตเกียว (ที่มา:วิกิพีเดีย) สถานทูตเกาหลีใต้ในญี่ปุ่นได้รับจดหมายที่มีข้อความ “ไล่ล่าชาวเกาหลี” และมี “ปืนไรเฟิลหลายกระบอก” ในซองมีกระสุนปืนใส่ไว้ ยังหาตัวผู้ก่อเหตุไม่ได้ อาจเป็นเพราะเรื่องความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นรอบล่าสุด สื่อแทบลอยด์บางแห่งในญี่ปุ่นกระตุ้นเร้าความเกลียดชังผ่านบทความจนนักเขียนและนักปรัชญาแห่กันบอยคอตต์ เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมาสื่อ Hankyoreh จากเกาหลีใต้รายงานว่ามีคนข่มขู่คุกคามสถานทูตเกาหลีใต้ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ในแขวงมินาโตะ ด้วยการส่งจดหมายที่มีข้อความขู่และมีลูกกระสุนหนึ่งลูกบรรจุอยู่ด้วย โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากความไม่พอใจความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นรอบล่าสุด เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น จะเป็นอย่างไรหลังขัดแย้งกันจนยกเลิกความร่วมมือด้านข่าวกรอง สถานทูตเกาหลีใต้ในญี่ปุ่นเปิดเผยว่ามีผู้ส่งจดหมายข่มขู่ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา ในจดหมายฉบับดังกล่าวมีข้อความระบุว่าผู้ส่งกำลัง “ล่าชาวเกาหลี” และอ้างว่าเขามี “ปืนไรเฟิลหลายกระบอก” รวมถึงไล่ให้ชาวเกาหลีใต้ออกไปจากประเทศ จดหมายฉบับดังกล่าวไม่มีการลงชื่อผู้ส่งไว้ สถานทูตเกาหลีใต้ระบุอีกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บกระสุนที่เป็นหลักฐานเอาไว้แล้วแต่ก็ยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ส่งจดหมายฉบับนี้ จดหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเขามีความไม่พอใจอะไรกับเกาหลีใต้ สื่อ Hankyoreh ประเมินว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในระยะนี้ จากกรณีความขัดแย้งเรื่องหญิงบำเรอและการบังคับใช้แรงงานในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดอาณานิคมเกาหลีในสงครามโลกครั้ง 2 ในวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมายังมีคนอายุราว 60 ปีจากกลุ่มฝ่ายขวาของญี่ปุ่นสร้างความเสียหายต่อกล่องไปรษณีย์ของสถานทูตและถูกจับกุมจากตำรวจญี่ปุ่นที่กำลังปฏิบัติหน้าที่โดยทันที กล่องไปรษณีย์ของสถานทูตเคยถูกทำลายมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือน มี.ค. โดยคนญี่ปุ่นอายุ 20 ปี และได้รับการซ่อมแซมใหม่ ความไม่ลงรอยกันระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้เมื่อปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมามีการยกเลิกต่อสัญญาข้อตกลงด้านความมั่นคงและข่าวกรองการทหารทั่วไป…

ดาบสองคมของเทคโนโลยีจดจำใบหน้า

จิตรทัศน์ ฝักเจริญผล เรื่อง ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ โลกอัตโนมัติในฝันกับโลกจริงอันโหดร้ายอาจใกล้กันอย่างคาดไม่ถึง นึกถึงร้านค้าที่เราสามารถเดินเข้าไปเลือกสินค้าและหยิบของที่ต้องการออกไปได้โดยไม่ต้องคอยชำระเงิน แต่ราคาสินค้าทั้งหมดจะถูกหักจากบัญชีโดยอัตโนมัติ  นอกจากนี้ เมื่อเดินเข้าร้าน ข้อมูลสินค้าแนะนำที่เราชื่นชอบก็จะแสดงขึ้นมาโดยทันที สำหรับลูกค้าขาประจำเมื่อเดินเข้าร้านก็จะพบกับสินค้าที่ร้านคาดว่าน่าจะซื้อใส่ตะกร้าเตรียมให้เรียบร้อย ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเมื่อวันก่อนเราได้เปรยกับเพื่อนในเครือข่ายสังคมว่าอยากซื้อแปรงสีฟันและน้ำยาบ้วนปากใหม่ ของทั้งสองชิ้นที่เคยปรากฏบนโฆษณาที่ได้กดไลก์เอาไว้ก็ถูกรวมอยู่ในตะกร้าแล้วเช่นกัน การเชื่อมโยงข้อมูลจากหลากหลายแหล่งเพื่อนำมาใช้ทำนายพฤติกรรมในด้านต่างๆ เป็นสวรรค์ของนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทยักษ์ใหญ่ออนไลน์ เช่น Google หรือ Facebook ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในด้านนี้ นั่นคือความสามารถที่จะขุด ‘เพชร’ ล้ำค่าที่อยู่ในข้อมูลต่างๆ ที่เก็บจากผู้ใช้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่บริษัทมีนั้นก็เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิตผู้ใช้เท่านั้น ชีวิตออนไลน์ไม่ว่าจะทิ้งร่องรอยไว้สำหรับขุดค้นมากเพียงใด ในปัจจุบันก็ยังมีช่องว่างระหว่างชีวิตออนไลน์กับชีวิตในโลกความจริงอยู่ กุญแจสำคัญในการเชื่อมต่อโลกของข้อมูลเข้ากับโลกความจริงที่ผู้ใช้กำลังเลือกหยิบสินค้า ก็คือเทคโนโลยีที่จะติดตามผู้ใช้ไปทุกแห่ง ทั้งบนโลกออนไลน์และบนโลกแห่งความจริงนั่นเอง เมื่อลองนึกถึงโอกาสทางธุรกิจก้อนโตในการเสนอสินค้าและบริการ (โฆษณา) ในจุดที่เรากำลังเลือกหยิบสินค้า หรือเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ระหว่างวัน ใครๆ ก็ย่อมพยายามมองหาวิธีพัฒนาเทคโนโลยีที่จะปิดช่องว่างระหว่างโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์นี้ เมื่อ Google ได้เริ่มปล่อยฝูงรถยนต์เก็บภาพข้างถนนและนำภาพเหล่านั้นมาแสดงประกอบบน Google Maps ผ่านทางบริการ Street View ในปี 2007 หลายคนรีบเข้าไปดูความมหัศจรรย์ของข้อมูลเหล่านี้ ก่อนจะพบภาพตนเองขณะแอบยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ร้านขายของใกล้บ้าน ไม่นานนัก Google…

แอปฯ แอนดรอยด์แอบเก็บข้อมูล แม้ผู้ใช้ไม่อนุญาต

รายงานล่าสุดระบุว่า แอปพลิเคชันในแอนดรอยด์แอบเก็บข้อมูลส่วนตัว แม้ผู้ใช้จะไม่อนุญาตให้เก็บข้อมูลก็ตาม โดยมีการประเมินว่ามีผู้ใช้ได้รับผลกระทบหลายร้อยล้านคน ผลการศึกษาล่าสุดระบุว่า แอปพลิเคชันยอดนิยมหลายแอปฯ บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ผู้ใช้โหลดจากกูเกิลเพลย์สโตร์แอบเก็บข้อมูลส่วนตัวจากโทรศัพท์ของผู้ใช้ แม้ผู้ใช้จะปฏิเสธไม่ให้แอปเก็บข้อมูลแล้วก็ตาม โดยแอปฯ เหล่านี้ใช้ “ช่องทางข้างเคียง” หรือ “เปลี่ยนช่องทาง” ในการเก็บข้อมูล เช่น เก็บข้อมูลจากแอปฯ อื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตจากผู้ใช้ การศึกษานี้จัดทำขึ้นโดยสถาบันวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ระหว่างประเทศ ศูนย์วิจัยไม่แสวงหาผลกำไร ร่วมกับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์คลีย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายองค์กร รวมถึงโครงการวิทยาศาสตร์ความมั่นคงของหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ และมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ ทีมวิจัยครั้งนี้ได้ติดตั้งแอปฯ ยอดนิยมในแต่ละหมวดบนกูเกิลเพลย์สโตร์ รวมทั้งหมด 88,000 แอปฯ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ การศึกษาพบว่า มีแอปฯ ในแอนดรอยด์ประมาณ 60 แอปฯ ที่ใช้วิธีนี้ในการเก็บข้อมูลแล้ว และมีอีกหลายแอปฯ ที่เขียนโค้ดให้ใช้วิธีดังกล่าวในการเก็บข้อมูล โดยนักวิจัยประเมินว่า น่าจะมีผู้ใช้แอนดรอยด์ได้รับผลกระทบหลายร้อยล้านคน ในบางกรณี แอปฯ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลตำแหน่งของอุปกรณ์จะเก็บข้อมูลไว้ใน SD card ของโทรศัพท์ ซึ่งทำให้แอปฯ ที่ไม่ได้รับอนุญาตสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้จาก SD card อีกทีหนึ่ง ส่วนอีกหลายกรณี ผู้ใช้อาจอนุญาตให้แอปฯ เข้าถึงข้อมูลโดยไม่เข้าใจอย่างชัดเจนว่าตัวเองยอมรับเงื่อนไขอะไรไปบ้าง…

ออสเตรเลียตั้งคณะทำงานปกป้อง “มหาวิทยาลัย” ไม่ให้ถูกต่างชาติแทรกแซง

เอเอฟพี – ออสเตรเลียพยายามตอบโต้การแทรกแซงจากต่างชาติในมหาวิทยาลัยในประเทศวันนี้ (28) โดยได้ก่อตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อช่วยปกป้องการวิจัยที่อ่อนไหว ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และเสรีภาพในการพูด ด้วยความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของจีนเหนือสถาบันศึกษาต่างๆ ในแดนจิงโจ้ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ แดน เตฮาน ประกาศการปรึกษาหารือเพิ่มเติมระหว่างสถาบันศึกษาและเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงหน่วยงานข่าวกรองต่างๆ  กลุ่มๆ นี้จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการทำให้แน่ใจว่าการร่วมงานกับบุคคลหรือองค์กรต่างชาติจะไม่ทำลายผลประโยชน์แห่งชาติของออสเตรเลีย  เตฮานเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างความสมดุลระหว่าง “ผลประโยชน์แห่งชาติและเสรีภาพของมหาวิทยาลัยในการทำวิจัยและการร่วมมือที่ขยายขอบเขตความรู้ของเราและนำไปนวัตกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต” ความสมดุลดังกล่าวถูกตั้งข้อสงสัยเนื่องจากการแฮก การบริจาคอันเป็นที่ถกเถียง และกรณีการข่มขู่สถาบันศึกษาที่เกี่ยวข้องกับปักกิ่ง การรั่วไหลของข้อมูลที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียเมื่อปีที่แล้วทำให้ข้อมูลอ่อนไหวของพนักงานและนักศึกษาย้อนกลับไป 20 ปีถูกเปิดโปง มหาวิทยาลัยออสเตรเลียหลายแห่งได้รับเงินหลายสิบล้านดอลลาร์จากปักกิ่งเพื่อก่อตั้ง “สถาบันขงจื้อ” ที่หลบเลี่ยงประเด็นต่างๆ ที่สร้างความเสียหายต่อพรรครัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีน มหาวิทยาลัยเหล่านี้คัดค้านเสียงเรียกร้องให้ขึ้นทะเบียนสถาบันขงจื้อภายใต้กฎหมายการแทรกแซงจากต่างชาติฉบับใหม่ ความไม่สงบในฮ่องกงก็ถูกสะท้อนให้เห็นในสถาบันศึกษาหลายแห่งทั่วออสเตรเลีย มีนักศึกษาโปรประชาธิปไตยหลายคนถูกกลุ่มนักศึกษาจีนโปรปักกิ่งข่มขู่ และถูกปล่อยข้อมูลส่วนตัวบนอินเตอร์เน็ต “การทดสอบข้อผูกมัดของเราต่อเสรีภาพในการพูดคือเราจะมีความตั้งใจอดทนต่อการพูดของผู้อื่นหรือไม่ โดยเฉพาะจากกลุ่มคนที่เราไม่เห้นด้วยอย่างที่สุด” เตฮาน กล่าว ——————————————————— ที่มา : MGR Online / 28 สิงหาคม 2562 Link : https://mgronline.com/around/detail/9620000082509

อินโดฯ “จำกัด” การให้ชาวต่างชาติท่องเที่ยวในปาปัว

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศมาตรการ “ควบคุม” การอนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางไปยังภูมิภาคปาปัว ที่อยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศ ซึ่งกำลังเกิดสถานการณ์ความไม่สงบครั้งใหม่ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ว่านายวิรันโต รัฐมนตรีด้านการประสานงานกิจการการเมือง กฎหมายและความมั่นคงของอินโดนีเซีย แถลงเมื่อวันอังคาร ว่ารัฐบาลจาการ์ตาได้ออกมาตรการ “จำกัด” การเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หากประสงค์เข้าไปยังภูมิภาคปาปัวที่อยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศ ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการเป็นหนึ่งในชายหาดสวยงามที่สุดของอินโดนีเซีย และระบบนิเวศที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ใช่การ “ห้ามอย่างเด็ดขาด” หรือไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าสู่พื้นที่ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาคำร้องเป็นรายกรณี โดยประเมินจากช่วงเวลาเป็นสำคัญ และเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม วิรันโตปฏิเสธกล่าวว่า มาตรการจำกัดการเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคปาปัวครอบคลุมผู้สื่อข่าวชาวต่างชาติด้วยหรือไม่ จากการที่ภูมิภาคแห่งนี้ซึ่งแบ่งเป็นจังหวัดปาปัวและปาปัวตะวันตก เผชิญกับเหตุรุนแรงตั้งแต่วันชาติอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา และฝ่ายความมั่นคงเสริมกำลังทหารและตำรวจเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง “เพื่อจัดการและฟื้นฟูความสงบ” พร้อมทั้งย้ำว่า รัฐบาลจาการ์ตาไม่มีนโยบายเจรจากับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนในปาปัว เรื่อง “ความเป็นอิสระ” ของภูมิภาค สำหรับการออกมาตรการควบคุมการเข้าสู่ภูมิภาคปาปัวของอินโดนีเซีย เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังมีรายงานว่ารัฐบาลจาการ์ตาขับนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย 4 คน ซึ่งเดินทางเข้าสู่พื้นที่ “โดยไม่ได้รับอนุญาต” นอกจากนั้น เมื่อต้นสัปดาห์นี้ สำนักงานตำรวจจังหวัดปาปัวประกาศห้ามการเดินขบวนประท้วง และจัดกิจกรรมทางการเมืองทุกรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมถึงการปราศรัยแสดงความคิดเห็นในสถานที่สาธารณะ ซึ่งอาจนำไปสู่การปลุกระดมแนวคิดแบ่งแยกดินแดนให้รุนแรงมากขึ้น เครดิตภาพ…