สมเด็จพระราชินีแห่งมาเลเซีย ประณามการจับกุมผู้วิจารณ์พระองค์บนโลกออนไลน์

สมเด็จพระราชินีแห่งมาเลเซีย ทรงกลับมาใช้งานทวิตเตอร์อีกครั้งวานนี้ เพื่อแสดงความผิดหวังต่อการจับกุมผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์พระองค์บนโซเชียลมีเดีย สืบเนื่องจากการทรงฉายพระรูปพิธีฉลองวันชาติมาเลเซีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.ย.) ตำรวจมาเลเซีย จับกุมนักกิจกรรมในเมืองกลัง (Klang) รัฐสลังงอร์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทสมเด็จพระราชินี สมเด็จพระราชินีตุนกู ฮายาห์ อซิซาห์ อมีนาห์ ไมมูนาห์ อิสกันดาริยาห์ รายา ประไหมสุหรี อากงแห่งมาเลเซีย ทรงตรัสว่าพระองค์และสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน อับดุลละฮ์ เรียยาตุดดิน อัล-มุซตาฟา บิลละฮ์ ซะฮ์ อิบนี อัล-มาร์ฮุม สุลต่าน ฮาจี อะฮ์มัด ซะฮ์ อัล-มุซตาอิน บิลละฮ์ (สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียพระองค์ที่ 16) ไม่ได้ทรงร้องขอให้ตำรวจดำเนินการจับกุม และพระองค์ทรงเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์นี้ ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในมาเลเซียส่วนหนึ่งโพสต์วิจารณ์ สมเด็จพระราชินีตุนกู ฮายาห์ อซิซาห์ ว่าทรงวางตัวไม่เหมาะสม ในงานฉลองวันชาติมาเลเซียเมื่อวันที่ 31 ส.ค. จากการที่พระองค์ทรงฉายพระรูปพิธีเดินขบวนเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระราชินีทรงตรัสชี้แจงในเวลาต่อมาว่า สมเด็จพระราชาธิบดีทรงแนะให้พระองค์ฉายรูป สมเด็จพระราชินีทรงปิดการใช้งานบัญชีทวิตเตอร์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา และทรงโพสต์ข้อความบนอินสตาแกรมว่า ทรงปิดทวิตเตอร์ด้วยเหตุผลส่วนพระองค์…

มิติใหม่ใช้โดรนถล่มเป้าหมายระดับโลก ราคาถูกลงแต่ได้ผลเกินคาด

การเป็นพันธมิตรระหว่างฮูษีกับอิหร่าน ยังเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้แบ่งปันวิธีโจมตีด้วยโดรนไปให้แนวร่วมในอิหร่าน อิรัก ซีเรีย และเลบานอน วิม ซไวเนนบวร์ก นักวิจัยอาวุโสเกี่ยวกับโดรนที่ PAX องค์กรสันติภาพเนเธอร์แลนด์ กล่าวกับ NYT ว่า การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียไม่เพียงแต่เปิดเผยถึงช่องโหว่ของซาอุดิอาระเบียในการทำสงครามกับกบฎฮูษีเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าการโจมตีเป้าหมายระดับสูงเริ่มที่จะมีต้นทุนที่ต่ำลงมาก โดยอาจมีค่าใช้จ่าย 15,000 เหรียญสหรัฐหรือน้อยกว่าในการสร้างโดรน การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการใช้กลยุทธ์แบบ “เดวิดและโกลิอัท” (หรือตัวเล็กล้มยักษ์) และใช้โดรนโดรนราคาถูก เพื่อทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งคาดเดาได้ยากขึ้น เพราะการโจมตีดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังสามารถเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัย ทำให้ตลาดปั่นป่วน และทำให้ความหวาดกลัวขยายวงกว้าง แม้ว่า กบฎฮูษีจะไม่มีทุนทรัพย์ทางการเงินที่สำคัญ แต่โดรนกลับกลายเป็นทางออกต้นทุนต่ำให้เขาเพื่อใช้โจมตีศัตรูตัวฉกาจคือ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณทางทหารที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกในปี 2561 โดยมีงบประมาณถึ 67,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ตอกย้ำว่า ประเทศที่มีงบประมาณทางทหารที่สูงมาก ก็อาจเพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายที่ไม่มียุทโธปกรณ์ชั้นเลิศเลย นอกจากนี้ การโจมตีล่าสุด ยังทะลวงลึกเข้าไปในดินแดนของซาอุดิอาระเบียมากกว่าการโจมตีครั้งก่อน ฟาเรีย อัลมุสลิมี ผู้ร่วมก่อตั้งของ Sanaa Center for Strategic Studies ซึ่งเน้นประเด็นเกี่ยวกับเยเมน กล่าวว่า สิ่งทีเกิดขึ้นเป็นความท้าทายต่อซาอุดีอาระเบีย…

ถอดรหัสชุมนุมฮ่องกง ดูวิธีการสื่อสารที่ทำให้ปรับกลยุทธ์ได้ตามสถานการณ์

ภาพมุมสูง แสดงให้เห็นจำนวนมหาศาลของผู้ชุมนุมเมื่อ 16 มิ.ย. 62 (ที่มา: Apple Daily)  ถึงแม้แคร์รี่ แลมประกาศถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน หนึ่งในข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงในฮ่องกงแล้ว แต่กลุ่มผู้ประท้วงก็ยังคงหารือกันต่อว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร มีบทวิเคราะห์จากสื่อฮ่องกงฟรีเพรสที่ระบุว่าการประท้วงแบบไร้แกนนำในฮ่องกงนั้นมียุทธวิธีที่เน้นกระจายข้อมูลแบบ “โอเพนซอร์ส” ทำให้เกิดการ “การเรียนรู้ด้วยตนเอง” และกระบวนการตัดสินใจร่วมกัน 13 ก.ย. 2562 การประท้วงแบบไร้แกนนำในฮ่องกงดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปีจนถึงตอนนี้มีคนเรียกเปรียบเปรยว่าเป็น “ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบเรียนรู้ด้วยตนเอง” จากการที่กลุ่มผู้ประท้วงสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสนามการณ์บนท้องถนนได้อย่างทันเหตุการณ์ เคยมีนักวิชาการด้านสื่อจากมหาวิทยาลัยไชนีสแห่งฮ่องกง ฟรานซิส ลี กล่าวว่าการประท้วงในฮ่องกงมีลักษณะการเลียนแบบเทคโนโลยีแบบโอเพนซอร์สโดยการปล่อยข้อมูลศูนย์กลางออกไปให้คนอื่นๆ นำไปพัฒนาใช้ต่อในแบบของตัวเองได้ง่าย สื่อฮ่องกงฟรีเพรสระบุว่า ในช่วงตลอดการประท้วง 14 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประท้วงไม่เพียงแค่พัฒนากลยุทธ์ของตัวเองในการประท้วงแนวหน้าเท่านั้น พวกเขายังคอยเดินหมากท่ามกลางวงล้อมของของทางการฮ่องกงและทางการจีนด้วย หนึ่งในเครื่องมือหลักๆ ในการสื่อสารกันของผู้ประท้วงชาวฮ่องกงคือเว็บบอร์ดที่มีลักษณะคล้าย Reddit คือ LIHKG ที่มีลักษณะสามารถให้ลงคะแนนเสียงโหวตความคิดเห็นได้ ทุกๆ ครั้งที่การประท้วงจบลงเว็บบอร์ดนี้จะเต็มไปด้วยข้อความต่างๆ เกี่ยวกับยุทธวิธีการประท้วงและมีการเสนอปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ จากการที่ตำรวจในฮ่องกงมีการวางกำลังมากขึ้นโดยใช้ปืนแรงดันน้ำและมีการยิงเตือนด้วยกระสุนจริง ทำให้ผู้ประท้วงบางส่วนต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีไปตามสถานการณ์แทนการเน้นปะทะกันบนท้องถนนแต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงที่สนามบิน การประท้วงด้วยการบอยคอตต์ชั้นเรียน หรืออาจจะเป็นการนัดหยุดงานประท้วง ตราบใดที่ยุทธวิธีของพวกเขาสามารถลดความเสี่ยงต่อผู้ชุมนุมในแนวหน้าให้เหลือน้อยที่สุดได้ การประท้วงครั้งล่าสุดนี้ยังแตกต่างจากยุทธวิธีของการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่เรียกว่า “ขบวนการร่ม” ในปี 2557 ที่เน้นการยึดกุมพื้นที่บนท้องถนนเพียงบางแห่งและเน้นการตั้งรับป้องกันพื้นที่เหล่านี้…

“18 สิ่ง ‘คิดก่อนโพสต์’ ลงเฟซบุ๊ก”

แม้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ไม่ให้เป็นสาธารณะหรือ public แล้ว แต่เพื่อนก็เห็น แน่ใจเหรอ ว่าคุมได้ และแม้คนจะไลก์ไม่กี่คน คนหลายร้อยก็เห็นโพสต์นั้น และมันก็จะค้นหาได้ง่ายขึ้นเมื่อออนไลน์ไปแล้ว อะไรเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยของเราเอง และนี่คือ 18 สิ่งที่ควรจะเลี่ยง ข้อมูลส่วนตัว เช่น วันเกิด, ที่อยู่, เบอร์โทร., บัตรประชาชน, หมายเลขบัตรเครดิต ฯลฯ เพราะข้อมูลพวกนี้ผู้ไม่ประสงค์ดี สามารถใช้ขโมยตัวตนของเรา เพื่อไปใช้ประโยชน์ในการทำธุรกรรมทางออนไลน์หรือสิ่งมิดีมิร้ายอื่น ๆ ได้ สิ่งที่ชี้การเข้าถึงพาสเวิร์ด เช่น เมืองที่เกิด, ชื่อสัตว์ตัวโปรด, แฟนคนแรก ฯลฯ หลีกเลี่ยงการบอกข้อมูลที่อาจเผยพาสเวิร์ดของเรา ถ้าเราได้ใช้คำถามและคำตอบเหล่านี้เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าถีงบริการต่าง ๆ เพราะแฮกเกอร์ที่ฉลาดจะรู้ไต๋เรา บอกโลเกชันที่ตั้งของเรา ยิ่งเราไม่ระวังเรื่องการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่เผยตำแหน่งโลเกชัน ทุกครั้งที่เราอัปโหลดรูปภาพหรือโพสต์อะไร การบอกตำแหน่งจะเผยความจริงบางอย่าง เช่น เราโพสต์จากสนามบินหรือจุดหมายปลายทางในวันหยุดยาว ขโมยก็ได้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่บ้านและอาจจะไม่อยู่หลายวัน โชว์แผนท่องเที่ยว รู้น่ะ ว่าอยากประกาศให้โลกรู้ ว่าจะไปเล่นสกีที่สวิตเซอร์แลนด์ หรือล่องเรือสำราญรอบโลก แต่ก็รู้ไว้ด้วยว่า โจรกำลังหาที่ปล้นอยู่บนวงโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เราอยู่ มันสามารถกำหนดเป้าหมายได้ ยิ่งอวดยิ่งโชว์ว่ามีรถหรู มีกระเป๋าแบรนด์ดัง…

อังกฤษห้ามผู้เข้าสอบใส่นาฬิกาทุกชนิดเพื่อป้องกันการทุจริต

เป็นเรื่องยากสำหรับผู้คุมสอบที่จะแยกระหว่างนาฬิกาธรรมดาทั่วไปกับนาฬิกาอัจฉริยะหรือสมาร์ทวอทช์ (Smart Watch) หรือแม้แต่ให้ผู้คุมสอบตรวจนาฬิกาผู้เข้าสอบทุกคน สหราชอาณาจักรจึงพิจารณาห้ามใส่นาฬิกาทุกชนิดเข้าห้องสอบเพื่อป้องกันการทุจริต คณะกรรมการอิสระด้านการทุจริตการสอบ (The Independent Commission on Examination Malpractice) รายงานว่า มีการทุจริตการสอบอยู่ในระดับต่ำมาก แต่ถึงกระนั้นการห้ามใส่นาฬิกาทุกประเภท รวมถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้นั้น จะช่วยลดความเป็นไปได้ที่ผู้สอบจะเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตในช่วงสอบได้ แนวคิดนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่แต่อย่างใด โรงเรียนบางแห่งในสหรัฐอเมริกาก็ได้สั่งห้ามนำนาฬิกาข้อมือเข้าห้องสอบมาแล้ว แต่นี่เป็นคำแนะนำจากหน่วยงานควบคุมการวัดคุณสมบัติและการสอบ (The Office of Qualifications and Examinations Regulation หรือ Ofqual) ที่กำกับดูแลทุกโรงเรียนในสหราชอาณาจักร ซึ่งคาดว่าจะบังคับใช้กฎเรื่องการห้ามใส่นาฬิกาเข้าสอบในทุกการจัดสอบภายในฤดูร้อนปีหน้า ปัญหาส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของอุปกรณ์ หลายปีก่อนเคยมีนักเรียนแอบใส่นาฬิกาที่เป็นเครื่องคิดเลขเข้าสอบ แต่หน้าตาอุปกรณ์นั้นดูแยกแยะได้ชัดเจนจากนาฬิกาทั่วไป ซึ่งต่างจากสมาร์ทวอทช์ในปัจจุบันนี้ แน่นอนว่านาฬิกาไม่ใช่วิธีเดียวที่ใช้ในการทุจริต ทางคณะกรรมาธิการยังเสนอให้คอยตรวจสอบเว็บเถื่อนที่อาจจำหน่ายข้อสอบและคอยตรวจตราห้องน้ำในช่วงสอบเพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนไม่ได้ซ่อนโน้ตหรือโทรศัพท์ไว้ ——————————————– ที่มา : ADPT News / 13 กันยายน 2562 Link : https://www.adpt.news/2019/09/13/uk-may-ban-all-watches-during-exams-to-prevent-cheating/

เตือนสาวผู้ใช้แอปติดตามรอบเดือน เสี่ยงข้อมูลถูกแชร์ให้ Facebook

Privacy International กลุ่มผู้สนับสนุนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากสหราชอาณาจักร ออกมาแจ้งเตือนหญิงสาวผู้ใช้แอปพลิเคชันสำหรับติดตามรอบเดือนหลายล้านราย เสี่ยงข้อมูลสุขภาพไม่ว่าจะเป็น รอบเดือน ชีวิตบนเตียง การใช้ยาคุม อาการป่วย และอื่นๆ ถูกเปิดเผยให้ Facebook โดยไม่รู้ตัว แม้ว่าคุณจะไม่ได้เล่น Facebook ก็ตาม แอปพลิเคชันติดตามรอบเดือน เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันยอดนิยมที่เหล่าหญิงสาวดาวน์โหลดมาใช้งานเพื่อติดตามรอบเดือนของตนเอง รวมไปถึงผู้ที่ต้องการมีบุตร เนื่องจากแอปพลิเคชันดังกล่าวสามารถติดตามช่วงที่ไข่ตกเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ และเพื่อให้การคำนวณมีความแม่นยำ ผู้ใช้จำเป็นต้องบันทึกข้อมูลสุขภาพและข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึก เช่น วันที่มีเพศสัมพันธ์ วันที่มีประจำเดือน อาการป่วย สุขภาพจิต และอื่นๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลลับที่ส่วนใหญ่ไม่ต้องการเปิดเผยให้ผู้อื่นทราบ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของ Privacy International พบว่า แอปพลิเคชันติดตามรอบเดือนหลายรายที่มียอดดาวน์โหลดนับล้าน ได้แชร์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ไปยัง Facebook และบริการภายนอกอื่นๆ แม้ว่าคุณจะไม่ได้ล็อกอินผ่านทางบัญชี Facebook หรือมีบัญชี Facebook ก็ตาม โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกแชร์ผ่านทาง SDK ของ Facebook ที่ติดมากับแอป เพื่อให้ Facebook นำข้อมูลไปใช้ทำแคมเปญโฆษณาต่อ ในขณะที่เจ้าของแอปก็จะได้ค่าตอบแทนกลับคืนมาเช่นกัน แอปพลิเคชันที่ส่งข้อมูลให้ Facebook ได้แก่…