เผยตัวตนเอฟบีไอสองหน้า แฉข้อมูลลับให้สื่อจนนิกสัน ลาออกจากปธน. แต่ปากบอกไม่ได้ทำ

    คดี “วอเตอร์เกต” (Watergate) อันลือลั่นซึ่งว่าด้วยการแฉข้อมูลทางการเมือง แม้จะล่วงเลยมาหลายสิบปีแล้ว จนถึงปัจจุบัน คดีนี้ยังอยู่ในความทรงจำในฐานะเรื่องอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา หรืออาจเป็นประวัติศาสตร์โลก   คดีวอเตอร์เกต     การแฉข้อมูลเบื้องลึกว่าด้วยการดำเนินการของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน และผู้ใกล้ชิดซึ่งกระทำการโดยผิดกฎหมายเพื่อให้มีชัยเหนือคู่แข่งทางการเมือง และชนะการเลือกตั้ง แต่จุดที่ทำให้ถูกเปิดโปง คือกรณีที่ทีมงานเข้าไปติดตั้งเครื่องดักฟังในศูนย์รณรงค์หาเสียงของพรรคเดโมแครต และถูกตำรวจจับได้ ขณะที่สื่อสารมวลชนที่รายงานเบื้องหลังของการงัดแงะครั้งนั้นอย่างต่อเนื่อง จนข้อมูลเบื้องลึกถูกเปิดโปงใหญ่โต จากคดีงัดแงะเล็กน้อยกลายเป็นคดีอื้อฉาวระดับประเทศ อันเป็นผลทำให้ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ประกาศลาออกจากตำแหน่ง และน้ำตาตกต่อหน้าการแถลงข่าว สื่อมวลชนกลุ่มที่ปฏิบัติการนี้เองมีแหล่งข่าวปริศนารายสำคัญซึ่งสาธารณชนรู้จักในนามแฝงว่า “ดีพโธรต” (Deep Throat) แล้วเขาคือใคร?   หากเอ่ยถึงในข้อเท็จจริงโดยรวมแล้ว คดีวอเตอร์เกทในช่วงต้นยุค 70s มีตัวละครสำคัญที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อคดีคือบทบาทสื่อมวลชนทั้งของวอชิงตัน โพสต์ (The Washington Post) และนิวยอร์ก ไทม์ส (The New York Times) โดยเฉพาะบทบาทการทำข่าวสืบสวนสอบสวนโดยบ๊อบ วูดวาร์ด (Bob Woodward) และคาร์ล…

ตุรกีเตือนพลเมืองเสี่ยงถูกโจมตีในสหรัฐฯ และยุโรป ตอบโต้คำเตือนของชาติตะวันตก

    กระทรวงการต่างประเทศตุรกีออกคำเตือน 2 ฉบับ ให้พลเมืองของตนเพิ่มความระมัดระวังการโจมตีที่เกิดขึ้นจากความเกลียดกลัวอิสลาม เกลียดต่างชาติ และเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หลังจากพันธมิตรตะวันตกออกคำเตือนพลเมืองของตนในตุรกีให้เพิ่มความระมัดระวังการโจมตีของผู้ก่อการร้าย และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่าง ๆ   ในถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศตุรกี ระบุให้ชาวตุรกีที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปอยู่ในความสงบเมื่อเผชิญกับการคุกคามและการโจมตีจากกลุ่มเหยียดเชื้อชาติและอยู่ห่างจากพื้นที่ซึ่งมีการประท้วงที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น การเพิ่มขึ้นของการกระทำที่เป็นการต่อต้านอิสลามและการเหยียดเชื้อชาติสะท้อนให้เห็นถึงมิติที่เป็นอันตรายของการไม่ยอมรับทางศาสนาและความเกลียดชังในยุโรป   ก่อนหน้านี้สถานทูตของสหรัฐฯ เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ในตุรกีได้ออกประกาศเตือนด้านความปลอดภัยสำหรับพลเมืองของตน โดยระบุว่ามีความเป็นไปได้กลุ่มก่อการร้ายจะก่อเหตุโจมตีโดยมีเป้าหมายคือศาสนสถาน ส่วนสถานทูตสวีเดนแนะนำให้พลเมืองของตนหลีกเลี่ยงสถานที่ซึ่งกำลังมีการประท้วง โดยในกรณีของสวีเดนยังเกี่ยวข้องกับกรณีที่มีนักการเมืองและกลุ่มแนวคิดขวาจัด มีการชุมนุมประท้วงต่อต้านอิสลามและเผาคัมภีร์อัลกุรอานที่ด้านหน้าสถานกงสุลตุรกี เพิ่มความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันที่เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์กด้วย           ——————————————————————————————————————————————————————– ที่มา :                        จส.100             …

‘ไบเดน’ ผลักดันกฎหมายปืนอีกครั้งหลังเหตุยิงกราดแคลิฟอร์เนีย

    ระหว่างที่แคลิฟอร์เนียเผชิญกับเหตุสะเทือนขวัญจากอาวุธปืน 2 ครั้งในรอบ 3 วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ผลักดันมาตรการควบคุมอาวุธปืนอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงการปัดฝุ่นกฎหมายที่เขาเคยผลักดันสมัยเป็นวุฒิสมาชิก เมื่อปี 1994 ขณะที่ มีแนวโน้มเป็นไปได้ยากที่จะผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในขณะนี้   ในวันอังคาร หลังรับทราบเหตุความรุนแรงล่าสุดต่อชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่แคลิฟอร์เนีย และแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันนี้ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า “มีหลายอย่างที่เรากำลังทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้” รวมทั้ง “การผลักดันการห้ามการขายอาวุธปืนร้ายแรง” และ “ผมขอให้ทุกคนส่งสิ่งนั้นมาที่โต๊ะของผมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”   เมื่อวันจันทร์ วุฒิสมาชิกรัฐแคลิฟอร์เนีย ไดแอนน์ ไฟน์สไตน์ จากพรรคเดโมแครต และวุฒิสมาชิกรัฐคอนเนคติคัต ริชาร์ด บลูเมนธาล และวุฒิสมาชิกคริส เมอร์ฟีย์ ได้รื้อฟื้นกฎหมายที่ห้ามการขายอาวุธปืนร้ายแรง รวมทั้งกฎหมายที่เพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้ออาวุธให้เป็น 21 ปี หลังจากที่มาตรการดังกล่าวหมดอายุไปเมื่อปี 2004   มาตรการดังกล่าวที่ถูกฝั่งรีพับลิกันและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิปืนคัดค้าน ระบุให้ห้ามจำหน่ายอาวุธปืน 19 ชนิดที่ใช้ในกองทัพและบรรจุกระสุนได้มากกว่า 10 นัด   ส.ส.พรรคเดโมแครต…

โดนด้วย! พบเอกสารลับที่บ้านพักอดีตรองปธน.ไมค์ เพนซ์

      มีการพบเอกสารที่ระบุว่าเป็นความลับ ที่บ้านพักอดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ในรัฐอินเดียนา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามรายงานของเอพี   ทนายของอดีตรองปธน.เพนซ์ เกร็ก เจคอบ เปิดเผยกับเอพีว่า เอกสารดังกล่าว “ดูเหมือนจะมีจำนวนน้อยที่มีเครื่องหมายระบุว่าเป็นเอกสารลับ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในกล่องอย่างไม่ตั้งใจ และส่งมายังบ้านพักของอดีตรองปธน.”   เจคอบเพิ่มเติมว่า อดีตรองปธน.เพนซ์ “ไม่ทราบถึงการมีอยู่ของเอกสารที่มีความละเอียดอ่อนหรือเอกสารลับที่บ้านพักของเขา” รวมทั้งให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับหอจดหมายเหตุของสหรัฐฯ ในเรื่องนี้ และนำเอกสารเหล่านั้นไปเก็บไว้อย่างดีหลังพบว่า อยู่ในตู้เซฟ ก่อนที่ทนายของเพนซ์จะระบุว่า สำนักงานสืบสวนกลางของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ ได้เดินทางไปที่บ้านพักของเพนซ์เพื่อขอเอกสารเหล่านั้นมา   เมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน อดีตรองปธน.เพนซ์ ยืนยันว่า ตนไม่ได้นำเอกสารของทางการติดตัวกลับมาด้วยเมื่อพ้นจากตำแหน่ง ด้านกระทรวงยุติธรรมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในวันอังคารเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทนายของเพนซ์ ไม่ได้ตอบกลับเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่เอพีรายงานข่าวนี้     การค้นพบเอกสารทางการในบ้านพักของอดีตรองปธน.เพนซ์ เกิดขึ้นในช่วงที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาพิเศษทางกฎหมาย ให้ทำหน้าที่สอบสวนกรณีการจัดเก็บเอกสารลับของไบเดนว่า เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เช่นเดียวกับที่กำลังมีการตรวจสอบกรณีพบเอกสารลับที่บ้านพักของทรัมป์     ที่มา  เอพี     ——————————————————————————————————————————————————————– ที่มา…

เอฟบีไอชี้เกาหลีเหนือ แฮ็กบล็อกเชน “ฮาร์โมนี” สูญ 3,000 ล้านบาท

    หน่วยงานสอบสวนของรัฐบาลวอชิงตัน กล่าวว่า กลุ่มแฮกเกอร์ซึ่งได้รับความสนับสนุนจากเกาหลีเหนือ โจมตีบล็อกเชนของผู้พัฒนาในสหรัฐ เมื่อปีที่แล้ว สร้างความเสียหายมากกว่า 3,000 ล้านบาท   สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 ม.ค. ว่า สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ออกแถลงการณ์ว่า “ลาซารัส กรุ๊ป” และ “เอพีที38” ซึ่งเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ ต่อระบบ “ฮาร์โมนี ฮอไรซอนส์ บริดจ์” ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมบล็อกเชนของบริษัทฮาร์โมนี หนึ่งในผู้พัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนสกุลเงินดิจิทัลของสหรัฐ เมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว และสร้างความเสียหายมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,276.80 ล้านบาท)   Two hacker groups associated with North Korea, the Lazarus Group and APT38, were…

สหรัฐถล่มรัง ‘อัล-ชาบับ’ ในโซมาเลีย สังหารผู้ก่อการร้าย 30 ศพ

    กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในโซมาเลีย สังหารสมาชิกกลุ่ม “อัล-ชาบับ” ประมาณ 30 ราย   สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ว่า ศูนย์บัญชาการแอฟริกาของกองทัพสหรัฐ ( แอฟริคอม ) ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายแห่งหนึ่ง ในเมืองกัลคัด ห่างจากกรุงโมกาดิชูไปทางเหนือประมาณ 260 กิโลเมตร เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สามารถสังหารสมาชิกกลุ่มอัล-ชาบับ “ประมาณ 30 ราย”   At the request of the Somali Government, USAFRICOM conducted a collective self-defense strike yesterday against al Shabaab terrorists who were attacking partner forces in a…