แผนรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ : หัวใจสำคัญของความมั่นคงในยุคดิจิทัล

ในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อถึงกันหมดผ่านโลกออนไลน์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ได้กลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญยิ่งกว่าที่เคย ภัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อบุคคลและธุรกิจเท่านั้น แต่ยังคุกคามถึง ความมั่นคงของชาติ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ การแทรกแซงข้อมูลภาครัฐ หรือการแพร่กระจายข้อมูลปลอมเพื่อสร้างความสับสน ล้วนเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าการมี แผนรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่มีประสิทธิภาพนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

สกมช.เผยผลประเมินไซเบอร์ปี 2568 หน่วยงานรัฐยังอ่อนแอ คะแนนชี้วัดเหลือ 59%

ในปีนี้มีหน่วยงานสมัครเข้าร่วมการประเมินตนเองรวม 298 หน่วยงาน ส่งผลการประเมิน 191 หน่วยงาน ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ (GOV) หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) และหน่วยงานกำกับดูแล (REG) ขณะเดียวกัน สกมช. ยังจัดการประเมินเชิงลึกกับหน่วยงานหลัก 79 แห่ง โดยผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนภาพรวม “ยังน่ากังวล”

แนวทาง และความสำคัญต่อการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับองค์กร

  สถิติของโครงการประเมินความมั่นคงและปลอดภัยทางไซเบอร์ (Security Posture Assessment) ประจำปี พ.ศ. 2566 จาก สกมช. องค์กรที่เข้าร่วมมีจุดอ่อนด้านไหนบ้าง พร้อมทั้งความสำคัญ และแนวทางรับมือเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์   ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ร่วมโครงการการประเมินความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับองค์กร (Security Posture Assessment) ประจำปี 2566 กับ สกมช. (สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ) ทั้งสิ้น จำนวน 17 หน่วยงาน   ทั้งหมดประกอบด้วย หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ จำนวน 7 หน่วยงาน รวมทั้งหน่วยงานควบคุมกำกับหรือดูแล จำนวน 5 หน่วยงาน และหน่วยงานของรัฐ จำนวน 5 หน่วยงาน   การจัดตั้งโครงการฯ นี้ มีเป้าหมายเพื่อประเมินสุขภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของหน่วยงาน CII และ Regulators ทั้งหมดในโครงการเพื่อให้ทราบถึงช่องโหว่ จุดอ่อน และจุดแข็งขององค์กรทำให้สามารถนำไปต่อยอดออกแบบแผน หรือกลยุทธ์ในการรับมือต่อภัยคุกคามไซเบอร์ได้ ซึ่งการประเมินนี้เป็นไปตามมาตรฐานสากล คล้ายกับการตรวจสุขภาพประจำปีทางไซเบอร์ฯ ระบบสารสนเทศที่สำคัญขององค์กร…

1,158 หน่วยงาน ข้อมูลรั่ว “ประเสริฐ” สั่งเร่งแก้ หากยังผิดซ้ำใช้กฎหมายลงโทษ

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีปัญหาการหลุดรั่วของข้อมูลประชาชน ตลอดจนการซื้อขายข้อมูลประชาชนตามที่เป็นข่าว จึงได้เร่งดำเนินการ 6 มาตรการ เพื่อแก้ปัญหานี้ โดยแบ่งเป็น ระยะเร่งด่วน 30 วัน ระยะ 6 เดือน และระยะ 12 เดือน