หมอจุฬาฯ เตือนคนข้ามเพศ “มะเร็งไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญ” ชี้เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อในบัตรได้แต่เปลี่ยนพันธุกรรมไม่ได้ ย้ำต้องบอก

มนุษย์เราเสพติดการแปะป้าย เรานิยามตัวเองด้วยชื่อ นามสกุล ยศถาบรรดาศักดิ์ และล่าสุดคือ ‘เพศสภาพ’ โลกเสรีนิยมใหม่เปิดกว้างให้เราเป็นอะไรก็ได้ที่ใจอยากเป็น หลายประเทศอนุญาตให้คุณเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อในเอกสารราชการให้ตรงกับจิตวิญญาณข้างใน เป็นเรื่องน่ายินดีในแง่สิทธิมนุษยชน แต่นี่คือโลกแห่งความจริง และในห้องตรวจ… ความจริงอาจจะไม่ได้ถูกใจใครทุกคน

ข้อห้ามในการถ่ายรูปติดบัตรประชาชน อัปเดตล่าสุด 2568 อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารราชการที่สำคัญที่สุดในการยืนยันตัวตน รูปถ่ายบนบัตรจึงต้องมีความชัดเจนและเป็นปัจจุบันเพื่อให้สามารถระบุบุคคลได้อย่างถูกต้องแม่นยำ หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่าการถ่ายรูปติดบัตรประชาชนมีข้อกำหนดหรือข้อห้ามอะไรบ้าง บทความนี้ได้รวบรวมข้อปฏิบัติล่าสุด เพื่อให้การทำบัตรครั้งต่อไปของคุณราบรื่นและได้รูปที่ดูดีไปอีกหลายปี

รัฐบาลดิจิทัล (9) “เก็บ” ครั้งเดียวก็เกินพอ

  ทำไมต้องเอาสำเนาเอกสารราชการ ไปให้หน่วยงานรัฐที่เราไปติดต่อด้วย ทั้งๆ ที่เป็นเอกสารของราชการเอง แถมยังต้อง “ทำและรับรอง” สำเนาเท่ากับจำนวน “คำขอ” ที่เราจะยื่นอีก   หน่วยงานแห่งนั้นน่าจะยังไม่ได้ใช้ระบบไอที ทำให้แต่ละ “คำขอ” ต้องแนบเอกสารให้ครบจบในชุดเดียว จึงจะพิจารณาได้โดยไม่ต้องไปเปิดค้นเอกสารที่อื่นอีก ประชาชน“คนเดียว”มาติดต่อหลายเรื่องก็ต้องทำเป็น “หลายคำขอ”และสำเนาเอกสารแยกกัน   นี่เป็นการมองราชการเป็นศูนย์กลาง ถ้าหากมอง ประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen Centric) แล้ว ประชาชนหนึ่งคน จะยื่นกี่คำขอก็ต้องถือเป็นเรื่องเดียวกันถ้ายื่นพร้อมกัน   ส่วนการรับรองสำเนา น่าจะเกิดจากการที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถตรวจสอบ “ความจริงแท้” ของเอกสารสำเนาได้ จึงต้องให้นำทั้งเอกสาร “ตัวจริง”มาแสดง พร้อมกับ “ลงนาม” รับรองสำเนาถูกต้อง ถือว่า ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบในเอกสารต่างๆ ที่ยื่นเข้ามา หากปลอมแปลงหรือเป็นเท็จ ก็มีฐานทางกฎหมายที่จะปฏิเสธการอนุญาตหรืออาจดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปได้   อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารนั้น ที่จริงแล้ว เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับเรื่อง พ.ร.บ. วิ อิเล็กทรอนิกส์ จึงให้เจ้าหน้าที่ต้องเป็นคนทำสำเนาและลงนามรับรองเอกสารเอง ไม่ใช่ประชาชนผู้ยื่นเรื่องอีกต่อไป   หลักการ “การจัดเก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียว”…

สรรพสามิต ยืนยันเหตุเพลิงไหม้ไม่กระทบเอกสารสำคัญ

    กรุงเทพฯ 6 มิ.ย.-สรรพสามิต ยืนยันเหตุเพลิงไหม้ไม่กระทบเอกสารสำคัญ หลังยกระดับสู่องค์กรดิจิทัล   นายเกรียงไกร พัฒนาภรณ์ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ชั้น 3 อาคารกรมสรรพสามิต เมื่อบ่ายวันที่ 5 มิถุนายน 2566 โดยมีการแชร์ข้อความกันในสื่อโซเชียลมีเดีย ในประเด็นว่ามีผู้ได้ยินเสียงระเบิด และไฟไหม้ในบริเวณห้องเก็บเอกสารลับ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น   “นับเป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง โดยในข้อเท็จจริงบริเวณที่เกิดเหตุเป็นห้องส่วนวางแผนและพัฒนาคุณภาพการบริหารงาน สำนักแผนภาษี ซึ่งรับผิดชอบงานด้านยุทธศาสตร์ของกรมสรรพสามิต เหตุการณ์ครั้งนี้ แม้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินทางราชการและเอกสารบางส่วน แต่ไม่สร้างความเสียหายด้านข้อมูล และไม่กระทบกับการดำเนินงานของกรมสรรพสามิต เนื่องจากได้มีการยกระดับการทำงานด้วยการบันทึกเอกสารทั้งหมดไว้ในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลแล้ว” นายเกรียงไกร กล่าว   นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตได้ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์พัฒนาองค์กรให้ทันสมัยและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยการยกระดับสู่องค์กรดิจิทัล (Digital Transformation) โดยการบูรณาการระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ มีการเชื่อมโยงในส่วนของกระบวนการทำงาน ข้อมูลที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ระบบงานสารสนเทศ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน เข้ากันอย่างไร้รอยต่อระหว่างโลกดิจิทัลและโลกแห่งความเป็นจริง และสร้างต้นแบบหน่วยงานบริการแบบไร้กระดาษ (Paperless) เพื่อจัดเก็บเอกสารราชการต่าง ๆ…

ว่าด้วยเอกสารราชการที่กำหนดชั้นความลับ

  จากวิทยาการสมัยใหม่ที่ผ่านมา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ส่งผลต่อรูปแบบของข้อมูลข่าวสารที่สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ข้อมูลข่าวสารที่จับต้องได้ เช่น ข้อมูลข่าวสารในหนังสือ กับข้อมูลข่าวสารที่จับต้องไม่ได้ คือ ข้อมูลข่าวสารที่บันทึกด้วยสัญญาณ ต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์แปลงสัญญาณนั้นก่อน จึงจะสื่อความเข้าใจได้ เช่น ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น จากการนำมาใช้งานของส่วนราชการ ข้อมูลข่าวสารทั้ง 2 รูปแบบดังกล่าวจึงถูกแบ่งลักษณะออกเป็นข้อมูลข่าวสารทั่วไป และข้อมูลข่าวสารที่กำหนดชั้นความลับหรือมีความสำคัญ จากลักษณะการใช้งานนี้จึงเป็นผลให้ต้องกำหนดระเบียบราชการ เพื่อเป็นแนวทางบริหารและปฏิบัติ กับเป็นแนวทางดูแล คุ้มครองและป้องกันการสูญหาย ถูกปรับเปลี่ยน แก้ไขเนื้อความไปจากเดิม หรือถูกนำไปเปิดเผยก่อนเวลาอันควร หรือรั่วไหลไปสู่ผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ สำหรับรูปแบบข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐที่ใช้ปฏิบัติงานอยู่ขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นเอกสารบันทึกบนกระดาษ นับเป็นประเภทหนึ่งของข้อมูลข่าวสารที่จับต้องได้ จำเป็นต้องกำหนดระเบียบปฏิบัติสำหรับเอกสารราชการ เพื่อให้หน่วยงานทุกประเภทของรัฐอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกัน ที่สำคัญคือ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ซึ่งเป็นแนวทางบริหารจัดการงานเอกสารราชการ สำหรับการดูแล คุ้มครอง และป้องกันนั้น แต่เดิมถือปฏิบัติตามบทการรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับเอกสารของระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2517 แต่ภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 และเพื่อให้รองรับมาตรา 16 และมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงกำหนดระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ซึ่งเนื้อความของระเบียบการรักษาความลับของทางราชการนั้นปรับมาจากบทการรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับเอกสารของระเบียบการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2517…