เจ้าหน้าที่ตำรวจ 10 ประเทศ ร่วมกับทลาย iSpoof บริการปลอมแปลงตัวตน

  @ หน่วยงานรักษากฎหมายจากหลายประเทศได้ร่วมกันทลายบริการสวมรอยเบอร์โทรศัพท์ (number spoofing) ที่เรียกว่า iSpoof และสามารถจับกุมผู้ต้องหา 142 คนที่มีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการในครั้งนี้   องค์การตำรวจยุโรป (Europol) เผยว่า iSpoof ให้บริการในการปลอมตัวตนเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือหรือบุคคลอื่นเพื่อล้วงข้อมูลส่วนบุคคลจากเหยื่อ   ในขณะที่ตำรวจนครบาลของสหราชอาณาจักรระบุว่า iSpoof สร้างความเสียหายทั่วโลกคิดเป็นเงินกว่า 115 ล้านปอนด์ (ราว 4,975 ล้านบาท) โดยในสหราชอาณาจักรประเทศเดียว น่าจะมีเหยื่อสูงถึง 200,000 ราย   นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า iSpoof ก่อตั้งขึ้นมาในเดือนธันวาคม 2020 มีผู้ใช้งานราว 59,000 คน   จากการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างยูเครนและสหรัฐอเมริกาทำให้สามารถปิดเว็บไซต์ และเข้ายึดเซิร์ฟเวอร์ของ iSpoof ได้สำเร็จ   ตำรวจเนเธอแลนด์เผยวิธีการติดตามจับกุม iSpoof โดยใช้วิธีการเจาะเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์   หน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่มีส่วนร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้มาจากออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน ไอร์แลนด์ ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์…

อังกฤษจำกัดการใช้กล้องซีซีทีวีผลิตโดยจีน “ด้วยเหตุผลความมั่นคง”

GETTY IMAGES   รัฐบาลสหราชอาณาจักรขอให้หน่วยงานของรัฐไม่ติดตั้งกล้องวีดีโอวงจรปิด ที่ผลิตโดยบริษัทของจีน เพราะความวิตกกังวลในเรื่องความมั่นคง   สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ว่านายโอฃิเวอร์ โดวเดน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร ยื่นหนังสือต่อสภาสามัญ ขอความร่วมมือให้หน่วยงานทุกแห่งของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ไม่ติดตั้งกล้องวีดีโอวงจรปิดที่ผลิตโดยบริษัทของจีน “ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง”   ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัฐบาลสหราชอาณาจักรเกิดขึ้น หลังตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สมาชิกสภาสามัญหลายสิบคนร่วมกันเรียกร้อง ให้มีการบัญญัติกฎหมาย หรืออย่างน้อยกำหนดมาตรการควบคุมการจำหน่ายและการใช้งาน กล้องวีดีโอวงจรปิด ซึ่งผลิตโดยบริษัทเจ้อเจียง ต้าหัว เทคโนโลยี ( ต้าหัว ) และบริษัทฮิควิชั่น   UK restricts Chinese cameras in government buildings over security fears https://t.co/HdeOXHRgNk pic.twitter.com/N0bVv6RDsP — Reuters (@Reuters) November 25, 2022   ขณะที่บริษัทฮิควิชั่นออกแถลงการณ์ปฏิเสธ “ความวิตกกังวล”…

ยันอาวุธช่วยยูเครนยังไม่หลุดตลาดมืด

  เมื่อวันที่ 21 พ.ย. สำนักงานรับมือเหตุอาชญากรรมแห่งสหราชอาณาจักร (NCA) ออกแถลงการณ์ว่า ถึงยังไม่พบหลักฐานใด ๆ ว่าอาวุธสงครามที่ชาติตะวันตกส่งให้ยูเครนจะตกไปถึงมือแก๊งอาชญากร   แต่ตำรวจสากลอินเตอร์โปลและยูโรโปลอยู่ระหว่างจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทุก ๆ ความขัดแย้งอาวุธจะถูกขายไปยังตลาดมืดและก็จะเป็นกลุ่มอาชญากรหรือก่อการร้ายที่ได้ครอบครอง พร้อมย้ำทางเอ็นซีเออยู่ระหว่างจับตาอย่างใกล้ชิด สำหรับอาวุธประเภทปืนสั้น ปืนกล และระเบิดมือ   ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยยอมรับว่าตามรอยอาวุธที่ส่งไปยูเครนไม่ได้ทั้งหมด ขณะที่กระทรวงต่างประเทศรัสเซียประเมินว่า ทุก ๆ เดือนมีอาวุธมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 37,000 ล้านบาท ถูกลักลอบขนออกจากยูเครน   วันเดียวกัน ทบวงพลังงานปรมาณูสากล (IAEA) กล่าวเตือนว่าอย่าเล่นกับไฟ หลังเกิดเหตุยิงโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริชเชียของยูเครนที่อยู่ในความดูแลของกองทัพรัสเซียและขอให้ผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตียุติการกระทำที่รับไม่ได้โดยทันที พร้อมกล่าวเรียกสติว่า รัสเซีย-ยูเครนเคยตกลงกันว่าพื้นที่นี้จะเป็นเขตปลอดภัย.       ————————————————————————————————————————————————————— ที่มา :               …

ตำรวจอังกฤษรวบชายพยายามปาไข่ใส่ “กษัตริย์ชาร์ลส์ที่3-ควีนคามิลลา”

  ชายคนหนึ่งถูกจับกุม หลังพยายามปาไข่ใส่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ขณะทรงเยี่ยมประชาชนในเมืองยอร์กของอังกฤษ เคราะห์ดีไม่โดนทั้งสองพระองค์   สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองยอร์ก ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ว่า สำนักงานตำรวจเมืองยอร์ก ทางตอนเหนือของเกาะอังกฤษ ออกแถลงการณ์เรื่องการจับกุมชายคนหนึ่ง ซึ่งพยายามปาไข่ใบหนึ่ง เข้าใส่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ระหว่างทั้งสองพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับพสกนิกร ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่เมืองยอร์ก   สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จมายังเมืองยอร์ก   This is the moment an egg is thrown at King Charles III and Queen Consort in York. pic.twitter.com/oBsZE0bA6U — GB News (@GBNEWS) November 9, 2022…

อังกฤษปูพรมตรวจเซิร์ฟเวอร์ทั่วประเทศ

  ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NCSC) ได้ทำการตรวจหาช่องโหว่ในเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดที่มีในประเทศเพื่อประเมินศักยภาพด้านการป้องกันไซเบอร์ในภาพรวม   NCSC ใช้เครื่องมือสแกนที่มีฐานบนคลาวด์ ในเซิร์ฟเวอร์ที่มีโดเมน scanner .scanning .service .ncsc .gov .uk  เครื่องมือสแกนนี้จะค่อย ๆ เพิ่มระดับความซับซ้อนในการสแกนขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายกับวิธีที่บริษัทไซเบอร์ใช้   เอียน เลวี (Ian Levy) ผู้อำนวยการด้านเทคนิกของ NCSC เผยความจำเป็นที่ต้องมีการปูพรมตรวจเซิร์ฟเวอร์ทั่วประเทศในครั้งนี้ ก็เพราะว่าต้องการทำความเข้าใจรูปแบบและประเภทความเสี่ยงจากภัยทางไซเบอร์ที่มีต่อสหราชอาณาจักร   ทั้งนี้ NCSC ชี้ว่าในการสแกนครั้งนี้ ทางหน่วยงานจะเก็บข้อมูลผู้ใช้แค่ในระดับพื้นฐานเท่านั้น ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่อยู่เว็บ วันและเวลาของการขอข้อมูล และที่อยู่ IP   ทาง NCSC ให้ความมั่นใจอีกว่าข้อมูลที่เก็บโดยไม่ได้ตั้งใจจะถูกลบออกไปทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้มีความผิดพลาดซ้ำสองอีก และเป็นการสร้างความโปร่งใสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยจะมีการเปิดเผยวัตถุประสงค์และขอบเขตของระบบสแกนในอนาคต และจะมีการตรวจสอบกรณีมีการรายงานเกี่ยวกับการกิจกรรมที่มิชอบ   ประชาชนสามารถเลือกที่จะไม่ให้ NCSC มาสแกนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองได้โดยการส่งอีเมลไปยังหน่วยงาน     ที่มา TechRadar      …

ตำรวจอังกฤษชี้การโจมตีศูนย์ตรวจคนเข้าเมืองเป็นเหตุก่อการร้าย

  ตำรวจอังกฤษเปิดเผยว่า หลักฐานแสดงให้เห็นว่าอุดมการณ์ก่อการร้ายฝ่ายขวาสุดโต่งได้กระตุ้นให้เกิดการโจมตีด้วยระเบิดขวดที่ศูนย์อพยพในเมืองโดเวอร์ทางตอนใต้ของอังกฤษเมื่อวันที่ 30 ต.ค.   รายงานระบุว่า ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยนายแอนดรูว์ ลีก วัย 66 ปี ซึ่งเสียชีวิตบริเวณปั๊มน้ำมันใกล้เคียงไม่นานหลังจากการโจมตี เป็นผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว   แถลงการณ์ของตำรวจอังกฤษระบุว่า “ขณะนี้ ยังไม่มีอะไรที่บ่งชี้ว่านายลีกร่วมมือกับผู้อื่น และคาดว่าไม่น่าจะเป็นภัยคุกคามต่อสาธารณชนในวงกว้าง”   สถานที่ตรวจคนเข้าเมืองโดเวอร์เป็นจุดหมายแรกสำหรับผู้คนหลายพันรายที่เดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษเพื่อขอลี้ภัยในประเทศ   ทั้งนี้ ตำรวจอังกฤษระบุว่า หลักฐานจากอุปกรณ์สื่อดิจิทัลแสดงให้เห็นว่า นายลีกได้แรงบันดาลใจจากอุดมการณ์ฝ่ายขวาสุดโต่ง แม้ว่าจะมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าสุขภาพจิตของเขาเป็นปัจจัยในการโจมตีครั้งนี้ พร้อมเสริมว่า การสอบสวนยังดำเนินต่อไป     —————————————————————————————————————————————————– ที่มา :                           สำนักข่าวอินโฟเควสท์               …