‘จีน’ นำหน้า ‘สหรัฐฯ’ ใน ‘เทคโนโลยีสำคัญ’ ถึง 37 จากทั้งหมด 44 แขนง รายงานวิจัยจากออสเตรเลียระบุ

    หน่วยงานคลังสมองในเครือของรัฐบาลออสเตรเลียระบุในรายงานการวิจัยว่า จีนเป็นผู้นำหน้าใครๆ ในโลกเทคโนโลยีแขนงปัญญาประดิษฐ์ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก โดรน และแบตเตอรี่รถไฟฟ้า ขณะที่สหรัฐฯ ยังครองแชมป์ในแขนงการทำชิป และการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง   ประเทศจีนเวลานี้เป็นผู้นำหน้าใครๆ ทั่วโลกในเทคโนโลยีสำคัญๆ ถึง 37 แขนง จากทั้งสิ้น 44 แขนง รวมทั้งทางด้านขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) โดรน และแบตเตอรี่รถไฟฟ้า ทั้งนี้ ตามรายงานวิจัยของออสเตรเลียที่นำออกเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้   จีนยังเป็นอันดับ 1 ของโลกในพวกเทคโนโลยีกลาโหม และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ เมื่อพิจารณาจากแง่ของการทำวิจัยซึ่งมีผลกระทบอย่างสูง สถาบันนโยบายทางยุทธศาสตร์ของออสเตรเลีย (Australian Strategic Policy Institute หรือ ASPI) ระบุในรายงานฉบับดังกล่าว   ทั้งนี้ ASPI เป็นหน่วยงานคลังสมองด้านกลาโหมและนโยบายทางยุทธศาสตร์ ซึ่งตั้งฐานอยู่ในกรุงแคนเบอร์รา ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลออสเตรเลีย และได้รับเงินทุนจากพวกรัฐบาลต่างประเทศ ตลอดจนพวกบริษัทด้านกลาโหมและเทคโนโลยีด้วย   รายงานฉบับนี้ของ ASPI ระบุอีกว่า จีนยังมีความยอดเยี่ยมในแขนงอื่นๆ…

ข่าวกรองสหรัฐชี้ “ศัตรูของรัฐบาลวอชิงตัน” ไม่น่าเกี่ยวข้อง “ฮาวานาซินโดรม”

  สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ว่า เนื้อหาบางส่วนจากรายงานที่จัดทำร่วมกันโดยประชาคมหน่วยข่าวกรองของสหรัฐ 7 จาก 18 แห่ง ใช้เวลาสืบสวนสอบสวนนานกว่า 2 ปี ใน 90 ประเทศ รวมถึงสหรัฐ เกี่ยวกับภาวะ “ฮาวานา ซินโดรม” ซึ่งส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่การทูต เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง และพลเมืองสหรัฐทั่วไป รวมมากกว่า 1,500 คน “พบความเป็นไปได้ในระดับต่ำมาก” ที่ “ปรปักษ์ต่างชาติ” มีความเกี่ยวข้องกับอาการป่วยดังกล่าว   ขณะเดียวกัน คณะผู้จัดทำรายงาน “ยังไม่พบหลักฐานที่มีน้ำหนัก” ว่าประเทศซึ่งรัฐบาลวอชิงตัน “ถือเป็นฝ่ายตรงข้าม” ครอบครอง “อุปกรณ์หรือชุดเครื่องมือ” อาทิ “ตัวปล่อยสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า” ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการฮาวานา ซินโดรม   รายงานฉบับดังกล่าวค่อนข้างสอดคล้องกับรายงาน ซึ่งสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) เผยแพร่เมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ว่าอาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยฮาวานา ซินโดรม ส่วนใหญ่ “สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางการแพทย์”…

สหรัฐใช้ระบบ AI บังคับเครื่องบินรบ F-16 ได้แล้ว อนาคตอาจไม่ต้องใช้คนขับ

    สหรัฐอเมริกา ได้นำ AI มาพัฒนาใช้จนสามารถบังคับเครื่องบินรบ F-16 ได้แล้วในปัจจุบัน ทำให้กองทัพสหรัฐอเมริกาทดลองขับการบินแบบอัตโนมัติได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้นักบินขับอีกต่อไป   สหรัฐอเมริกา ทำให้เห็นถึงความอัจฉริยะของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากกองทัพสหรัฐอเมริกาได้นำโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการซ้อมบินของเครื่องบินรบ F-16 ซึ่งสามารถประหยัดเวลาในการฝึกซ้อมได้เป็นอย่างดี ได้ลองทดสอบการบินไปกว่า 17 ชั่วโมง 12 เที่ยวบิน และประสบความสำเร็จไปด้วยดี     เครื่องบินทดสอบมีชื่อว่า ‘X-62A’ Variable Stability In-Flight Simulator หรือ VISTA มีต้นแบบมาจากเครื่องบิน Block 30 F-16D สองที่นั่งและบินครั้งแรกในปี 1992   VISTA สามารถช่วยให้ทีมทดสอบสามารถบินภารกิจ ลงจอด และอัปเดตหรือเปลี่ยนเอเจนต์ AI อย่างรวดเร็ว จากนั้นบินภารกิจทดสอบอื่น ๆ ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ที่ดีกว่านั้นคือโปรแกรม VISTA สามารถทำให้ระหว่างเที่ยวบิน ยังสามารถมีนักบินที่เป็นมนุษย์อยู่บนเครื่อง และสามารถเข้าควบคุมได้หากจำเป็น    …

องค์กรการแพทย์แคลิฟอร์เนีย เผยผู้ป่วย 3 ล้านคน อาจได้รับผลจากการแฮ็กข้อมูลเมื่อปลายปี 2022

    กลุ่มองค์กรทางการแพทย์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ส่งคำเตือนไปยังผู้ป่วย 3 ล้านคน ว่าแฮ็กเกอร์อาจขโมยข้อมูลด้านสุขภาพและข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ ไปในช่วงที่มีเหตุโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ปีที่แล้ว   องค์กรเหล่านี้ ได้แก่ Regal Medical Group, Lakeside Medical Organization, ADOC Medical Group และ Greater Covina Medical   Regal ออกมาเปิดเผยว่า ได้จ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น และได้ทำงานร่วมกับบริษัทด้านไซเบอร์เพื่อกู้คืนระบบและตรวจสอบว่ามีข้อมูลใดที่ได้รับผลกระทบบ้าง   จากข้อมูลของหน่วยงานด้านไซเบอร์ พบว่าข้อมูลที่แฮ็กเกอร์ขโมยออกไปจากกลุ่มองค์กรเหล่านี้มีทั้ง ชื่อผู้ป่วย เลข Social Security ที่อยู่ วันเกิด ข้อมูลการวินิจฉัยโรคและการรักษา ผลตรวจห้องปฏิบัติการ ข้อมูลการสั่งยา ข้อมูลฉายรังสี ข้อมูลประกันสุขภาพ และเบอร์โทรศัพท์   กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ของสหรัฐอเมริกา (DHH) ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเผยว่ามีผู้ป่วยถึง 3,300,638 รายที่ได้รับผลกระทบ…

เพนตากอนรายงานพบ “บอลลูนสอดแนม” ของจีน ลอยอยู่เหนือน่านฟ้าสหรัฐ

      เพนตากอน รายงานว่า พบ “บอลลูนสอดแนมของจีน” ลอยอยู่เหนือน่านฟ้าสหรัฐฯ เป็นเวลา 2-3 วันแล้ว   กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน รายงานว่า พบ “บอลลูนสอดแนมของจีน” ลอยอยู่เหนือน่านฟ้าสหรัฐฯ เป็นเวลา 2-3 วันแล้ว แต่ตัดสินใจยังไม่ยิงให้ร่วงลงมาด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย   ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังติดตามความเคลื่อนไหวของบอลลูนดังกล่าว และล่าสุดพบว่ามันกำลังลอยข้ามรัฐมอนทานา ซึ่งมีสถานที่เก็บขีปนาวุธนิวเคลียร์มินิตแมน ทรี (Minuteman III) จำนวนหนึ่งของสหรัฐฯ อยู่     พล.จ.แพทริก ไรเดอร์ โฆษกเพนตากอน กล่าวว่า “ขณะนี้ บอลลูนกำลังเคลื่อนที่ในระดับความสูงเหนือการจราจรทางอากาศเชิงพาณิชย์ (สูงกว่า 12 กม.) และไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามทางทหารหรือทางกายภาพต่อผู้คนบนภาคพื้นดิน”   เขาเสริมว่า “มีการสังเกตพบบอลลูนลักษณะนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อตรวจพบบอลลูน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ดำเนินการทันทีเพื่อป้องกันการรวบรวมข้อมูลที่ละเอียดอ่อน”   เจ้าหน้าที่เพนตากอนกล่าวว่า มี “ความมั่นใจสูง” ว่านี่เป็นบอลลูนจากจีน…

เผยตัวตนเอฟบีไอสองหน้า แฉข้อมูลลับให้สื่อจนนิกสัน ลาออกจากปธน. แต่ปากบอกไม่ได้ทำ

    คดี “วอเตอร์เกต” (Watergate) อันลือลั่นซึ่งว่าด้วยการแฉข้อมูลทางการเมือง แม้จะล่วงเลยมาหลายสิบปีแล้ว จนถึงปัจจุบัน คดีนี้ยังอยู่ในความทรงจำในฐานะเรื่องอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา หรืออาจเป็นประวัติศาสตร์โลก   คดีวอเตอร์เกต     การแฉข้อมูลเบื้องลึกว่าด้วยการดำเนินการของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน และผู้ใกล้ชิดซึ่งกระทำการโดยผิดกฎหมายเพื่อให้มีชัยเหนือคู่แข่งทางการเมือง และชนะการเลือกตั้ง แต่จุดที่ทำให้ถูกเปิดโปง คือกรณีที่ทีมงานเข้าไปติดตั้งเครื่องดักฟังในศูนย์รณรงค์หาเสียงของพรรคเดโมแครต และถูกตำรวจจับได้ ขณะที่สื่อสารมวลชนที่รายงานเบื้องหลังของการงัดแงะครั้งนั้นอย่างต่อเนื่อง จนข้อมูลเบื้องลึกถูกเปิดโปงใหญ่โต จากคดีงัดแงะเล็กน้อยกลายเป็นคดีอื้อฉาวระดับประเทศ อันเป็นผลทำให้ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ประกาศลาออกจากตำแหน่ง และน้ำตาตกต่อหน้าการแถลงข่าว สื่อมวลชนกลุ่มที่ปฏิบัติการนี้เองมีแหล่งข่าวปริศนารายสำคัญซึ่งสาธารณชนรู้จักในนามแฝงว่า “ดีพโธรต” (Deep Throat) แล้วเขาคือใคร?   หากเอ่ยถึงในข้อเท็จจริงโดยรวมแล้ว คดีวอเตอร์เกทในช่วงต้นยุค 70s มีตัวละครสำคัญที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อคดีคือบทบาทสื่อมวลชนทั้งของวอชิงตัน โพสต์ (The Washington Post) และนิวยอร์ก ไทม์ส (The New York Times) โดยเฉพาะบทบาทการทำข่าวสืบสวนสอบสวนโดยบ๊อบ วูดวาร์ด (Bob Woodward) และคาร์ล…