“ชิป” สายลับ? สะเทือนส่งออกเทคโนโลยี “จีน” หวั่น “สหรัฐฯ” เจาะข้อมูล

ชิป สายลับ มีจริงหรือไม่ เมื่อทางการจีนกังวลว่าชิปเอไอ ที่ผลิตจากสหรัฐฯที่ถูกส่งออกเข้ามายังประเทศจีน จะไม่ปลอดภัย กลัวว่าจะสามารถติดตามตำแหน่งและปิดระบบได้ในระยะไกล ถึงขั้นเตือนให้บริษัทต่างๆ งดใช้ชิปจากสหรัฐฯ จนอาจเป็นการจุดชนวนความตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง

Nvidia ยืนยันชิปของปริษัทไม่มี ‘ประตูหลัง’ เตือนสหรัฐฯ ล้มเลิกแนวคิดฝังระบบ ‘ติดตามตำแหน่ง’

บริษัท อินวิเดีย (Nvidia) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ ออกคำแถลงยืนยันว่า ชิปของบริษัททุกรุ่นไม่มีระบบประตูหลังบ้าน (backdoors) หรือสวิตช์ปิดการทำงานใดๆ พร้อมเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐฯ ละทิ้งแนวคิดในการติดตั้งระบบติดตามตำแหน่ง ซึ่งจะเป็นเหมือนการมอบ “ของขวัญ” ให้กับพวกแฮกเกอร์และผู้ก่อการที่ไม่หวังดี

แฮ็กเกอร์จีนถูกจับกุมโดยมีความเชื่อมโยงกับ Silk Typhoon โจมตีไซเบอร์สหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ตำรวจอิตาลีจับกุม Xu Zewei ชาวจีนวัย 33 ปี ที่สนามบินมิลาน มัลเปนซา ตามหมายจับจากสหรัฐ เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่ม แฮกเกอร์ Silk Typhoon (หรือ Hafnium) ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน และมีส่วนใน โจมตีไซเบอร์ ต่อหน่วยงานและองค์กรในสหรัฐระหว่างกุมภาพันธ์ 2563 ถึงมิถุนายน 2564

จีนห้ามดีตสว.ฟิลิปปินส์เข้าประเทศ ชี้บ่อนทำลายสัมพันธ์สองชาติ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเปิดเผยในวันนี้ (1 ก.ค.) ว่า นับเป็นเวลานานแล้วที่นักการเมืองฟิลิปปินส์บางกลุ่มซึ่งต่อต้านจีนและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ได้แสดงความคิดเห็นและเคลื่อนไหวในลักษณะมุ่งร้ายต่อจีน ซึ่งเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของจีนและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมกับเน้นย้ำว่า รัฐบาลจีนจะปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติอย่างถึงที่สุด

พบภูมิภาคเอเชียเป็นแหล่งผลิตกลุ่ม APT เพิ่มมากขึ้น และขยายเป้าหมายโจมตีไซเบอร์ไปทั่วโลก

รายงานกิจกรรมภัยคุกคามไซเบอร์ล่าสุดจากบริษัท ESET เปิดเผยว่ากลุ่มแฮกเกอร์ระดับสูงหรือ APT (Advanced Persistent Threat) ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีนและเกาหลีเหนือ มีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก โดยคิดเป็นกว่า 55% ของการโจมตีทั้งหมดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2025 โดยเป้าหมายหลักยังคงอยู่ที่ยุโรป

อียู” ปรับ TikTok กว่า 530 ล้านยูโร ปมส่งข้อมูลผู้ใช้ไปจีน สั่งระงับโอนข้อมูลหากไม่ปรับปรุงภายใน 6 เดือน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลความเป็นส่วนตัวของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในไอร์แลนด์ ได้สั่งปรับ TikTok เป็นเงิน 530 ล้านยูโร หรือประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลผู้ใช้งานไม่เพียงพอ