ยกระดับข้อมูลยุคใหม่!! Data Privacy และ Data Security สองแกนหลักบริหารข้อมูลดิจิทัล ปกป้องสิทธิและความปลอดภัยครบ สอดคล้องกฎหมายและเทคโนโลยี

แนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) และ ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) ได้รับความสำคัญมากขึ้น แม้ว่าทั้งสองแนวคิดจะมีเป้าหมายร่วมกันในการคุ้มครองข้อมูล แต่มีบทบาทและขอบเขตที่แตกต่างกัน

2 เสาหลักของการบริหารข้อมูลดิจิทัล: Privacy ควบคู่ Security

เทคโนโลยี จึงได้สรุป 2 หัวใจหลักในการบริหารจัดการข้อมูลที่ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันเพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย หลักการนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ความรักษาความลับ (Confidentiality) ความสามารถในการคาดการณ์ (Predictability) ความสามารถในการจัดการ (Manageability) และการไม่เชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคล (Disassociability)

‘ไซเบอร์ซีเคียวริตี้’ ในยุคความท้าทายรอบด้าน

ท่ามกลางยุคดิจิทัลที่องค์กรทั่วโลกเร่งนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์, AI, Automation และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ บทบาทของทีม “ไซเบอร์ซีเคียวริตี้” กลับกลายเป็นภารกิจที่ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม

วิธีรับมือเมื่อข้อมูลรั่วไหล ปิดช่องโหว่มิจฉาชีพแฮกบัญชี

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยข้อมูล “ข้อมูลส่วนบุคคล” ได้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าไม่ต่างจากทองคำ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งที่อาชญากรไซเบอร์หรือมิจฉาชีพจ้องจะขโมยหลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า “แค่เบอร์โทรศัพท์หลุดไป หรือแค่เลขบัตรประชาชนรั่วไหล มิจฉาชีพจะเอาไปทำอะไรได้?” เราจะไปดูว่า ข้อมูลที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ กลายไปเป็นอาวุธร้ายในมือมิจฉาชีพได้อย่างไร พร้อมแนวทางการป้องกันตนเองเพื่อให้รอดพ้นจากภัยเงียบนี้

CISO กับการจัดการ ‘Third Party Risk’

การพึ่งพาบุคคลที่สามจึงมีความสำคัญและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการระบบไอที คลาวด์ ซอฟต์แวร์ ซัพพลายเออร์ หรือพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ ความเชื่อมโยงเหล่านี้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ขณะเดียวกันก็สร้าง “ความเสี่ยงไซเบอร์จากบุคคลที่สาม” หรือ Third-Party Risk ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญขององค์กรทั่วโลก

เมื่อ AI เร่งภัยคุกคาม 82:1 ส่องอัตลักษณ์เครื่องจักร ช่องโหว่ที่องค์กรไทยมองข้าม

รายงาน CyberArk 2025 Identity Security Landscape Report ได้เปิดเผยสถิติที่เป็นสัญญาณเตือนที่ดังที่สุดในรอบปี โดยระบุว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสัดส่วนของอัตลักษณ์เครื่องจักร หรือ Machine Identities ต่ออัตลักษณ์มนุษย์ ในองค์กรหนึ่งๆ ได้พุ่งสูงถึง 82:1 นี่คือการเติบโตแบบก้าวกระโดดมหาศาล เมื่อเทียบกับสถิติของปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่เพียง 40:1