คอซอวอ-เซอร์เบีย ความขัดแย้งแห่งภูมิภาคบอลข่าน

  การเผชิญหน้าระหว่างเซอร์เบียกับคอซอวอที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จุดที่เกิดการเผชิญหน้าคือเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งทางตอนเหนือของคอซอวอ หลังจากที่ชาวเซิร์บซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของเมืองรวมตัวกันประท้วงเพื่อขัดขวางไม่ให้นายกเทศมนตรีคนใหม่เข้าทำงาน   การประท้วงลุกลามกลายเป็นการเผชิญหน้ากัน และตำรวจของคอซอวอไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ จนทำให้นาโตต้องส่งหน่วยรักษาสันติภาพเข้าไป แต่เหตุการณ์กลับลุกลามบานปลาย เกิดการปะทะกันอีกครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงสมาชิกของกองกำลังนาโต   ล่าสุดรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียออกมาเตือนว่า ต้องจับตาดูสถานการณ์ดังกล่าวให้ดีเพราะจุดนี้กำลังร้อนระอุและอาจกลายเป็นจุดปะทะใหญ่ในยุโรปกลาง     ความขัดแย้งระหว่างเซอร์เบียและคอซอวอมีจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมาในเขตเทศบาลซเวซาน ทางตอนเหนือของประเทศคอซอวอ   ชาวเซิร์บในเมืองจำนวนมากออกมารวมตัวกันที่สำนักงานของเทศบาล เพื่อกันไม่ให้ ‘อิเลร เปซา’ นายกเทศมนตรีคนใหม่ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเข้าทำงาน   การเลือกตั้งนี้ถูกคว่ำบาตรจากประชาชนชาวเซิร์บซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในแถบนี้ ส่งผลให้มีผู้ใช้สิทธิเพียง 1,567 ราย จากทั้งหมด 45,000 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 3.47 เท่านั้น   เมื่อผลออกมาว่า อิเลร เปซา ผู้มีเชื้อสายแอลเบเนียชนะการเลือกตั้ง บรรดาชาวเซิร์บจึงไม่พอใจและนำมาสู่การประท้วง   การประท้วงอย่างสงบกลายเป็นความวุ่นวายเมื่อตำรวจที่ถูกส่งเข้ามาควบคุมสถานการณ์ใช้ระเบิดแฟลชและแก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุม   ผู้ชุมนุมตอบโต้กลับด้วยการขว้างปาขวดน้ำและสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ บางส่วนเผารถตำรวจ และบางส่วนพยายามบุกเข้าไปในอาคาร   นอกจากเขตซเวซานแล้ว…

สหรัฐฯ สั่งจำคุก 18 ปี แกนนำฝ่ายขวาจัด เหตุก่อจลาจลบุกอาคารรัฐสภาต้นปี 2021 หลังไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งทรัมป์แพ้ไบเดน

    ศาลสหรัฐอเมริกาสั่งจำคุก 18 ปี สจ๊วต โรดส์ แกนนำกลุ่มขวาจัดอย่าง Oath Keepers ที่ก่อเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงต้นปี 2021 หลังไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ให้กับ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต   โดยโรดส์นับเป็นผู้ต้องหารายแรกที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด และได้รับการลงโทษจากความพยายามยุยงปลุกปั่นจนก่อให้เกิดความไม่สงบและนำไปสู่การบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ นับเป็นผู้ต้องหาที่ได้รับโทษยาวนานที่สุดในขณะนี้จากคดีดังกล่าว   อย่างไรก็ตาม โทษที่โรดส์ได้รับยังน้อยกว่าโทษจำคุกที่อัยการเล็งเห็นว่าเขาควรจะได้รับโทษอย่างน้อย 25 ปี เนื่องจากมองว่าเขายังคงเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ   โดย เอมิต เมห์ตา ผู้พิพากษาเขตของสหรัฐฯ แสดงความเห็นว่า “โรดส์มีท่าทีเป็นภัยอย่างต่อเนื่อง การกระทำหลายอย่างของเขาบ่งชี้ว่าเขาต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้แปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรง และทันทีที่เขาได้รับการปล่อยตัว ไม่ว่าเมื่อไรก็ตามที่เขามีโอกาส เขาก็พร้อมที่จะหยิบจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลของเขา (ที่เขาไม่ได้สนับสนุน)”   เบื้องต้นโรดส์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนออกคำสั่งให้สมาชิกกลุ่ม Oath Keepers รวมถึงบรรดาผู้สนับสนุนทรัมป์บุกโจมตีอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 โดยเจตนาที่แท้จริงของเขาคือการปกป้องสหรัฐฯ จากกลุ่มคนที่พวกเขามองว่ากำลังทำลายประเทศชาติแห่งนี้ หลังจากเชื่อว่าผลการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ ครั้งที่ผ่านมาไม่โปร่งใส…

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินแกนนำ “พราวด์ บอยส์” และพวก มีความผิด ยุยงปลุกปั่นจลาจลรัฐสภา

    แกนนำกลุ่ม “พราวด์ บอยส์” และพวกพ้อง ถูกคณะลูกขุนตัดสินมีความผิด ฐานยุยงปลุกปั่นบุกจลาจลก่อรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ 2 ปีก่อน   เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2566 คณะลูกขุนของศาลรัฐบาลกลาง ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่า นายเอนริเก ทาร์ริโอ อดีตประธานกลุ่ม “พราวด์ บอยส์” (Proud Boys) กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายขวาจัดของสหรัฐฯ รวมทั้งสมาชิกกลุ่มอีก 3 คนที่เคยมีตำแหน่งแกนนำส่วนภูมิภาคของกลุ่ม ได้แก่ นายโจ บิกส์ นายอีธาน นอร์ดีน และนายแซ็ค เรห์ล มีความผิด ในข้อหามีบทบาทในการสมรู้ร่วมคิด ยุยงปลุกปั่นที่นำไปสู่เหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564   ในส่วนของจำเลยรายที่ 5 ได้แก่ นายโดมินิค เพซโซลา อดีตนาวิกโยธินที่เข้าร่วมกลุ่มพราวด์ บอยส์ และร่วมบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ แต่ไม่ได้มีบทบาทเป็นแกนนำ…

ม็อบฝรั่งเศสวางเพลิงศาลาว่าการเมืองบอร์กโดซ์

  ศาลาว่าการเมืองบอร์กโดซ์ถูกลอบวางเพลิงเสียหายหนัก ขณะที่ชาวฝรั่งเศสแสดงการต่อต้านการที่รัฐบาลของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผ่านกฎหมายปฏิรูประบบบำนาญโดยไม่ผ่านสภา ที่ขยายเพดานอายุเกษียณจาก 62 ปี เป็น 64 ปี   เหตุวุ่นวายดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมด้วยราชินีคามิลลา เสด็จเยือนฝรั่งเศส โดยพระองค์มีกำหนดจะเดินทางเยือนบอร์กโดซ์ ในวันที่ 2 ของการเสด็จฯ   โดยภาพที่เผยแพร่ตามสื่อโซเชียลต่างๆ เป็นภาพเปลวไฟที่กำลังลุกท่วมประตูหน้าศาลากลางในเมืองบอร์กโดซ์ ในช่วงเย็นวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการจัดไฟเผาครั้งนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถดับเพลิงได้ดับอย่างรวดเร็ว   กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสเปิดเผยว่า มีผู้ชุมประท้วงทั่วประเทศมากกว่า 1 ล้านคน เฉพาะในกรุงปารีสมีมากถึง 119,000 คน โดยมีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 172 คนทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 149 นาย ขณะที่การประท้วงนัดหยุดงานดำเนินมาเป็นวันที่ 9   โดยในกรุงปารีส โดยทั่วไปแล้วการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ แต่มีกลุ่มอันธพาลที่มีชื่อว่า “แบล็ก บล็อก” ได้ตระเวนก่อความไม่สงบ และทำลายทรัพย์สมบัติสาธารณะ ตามสถานที่หลายแห่งในกรุงปารีส และเกิดการปะทะระหว่างตำรวจกับผู้ก่อการจลาจลที่สวมหน้ากาก ซึ่งทุบทำลายหน้าต่างร้านค้าจำนวนมาก ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาและระเบิดแสงเพื่อสลายการชุมนุม…

ฝรั่งเศสประท้วงเดือด ต้านแผนปฏิรูปบำนาญ หลังรัฐบาลผ่านร่างกฎหมายโดยไม่ต้องลงคะแนน

  ฝรั่งเศสประท้วงเดือดต้านปฏิรูปบำนาญ อีกทั้งยังเป็นผลักดันร่างกฎหมายให้ผ่านสภา โดยไม่ต้องพึ่งพาการลงคะแนนเสียงในสภา ปะทุความโกรธเกรี้ยวให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ จนเกิดการปะทะรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ   —ผ่านร่างกฎหมาย ด้วยการ “ไม่ลงคะแนน”—   ประชาชนฝรั่งเศสต่างแสดงความโกรธแค้นมากขึ้นไปอีก เมื่อร่างปฏิรูประบบบำนาญของฝรั่งเศส ผ่านรัฐสภา “โดยไม่มีการลงคะแนน” เพราะกลัวว่าจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา เรื่องนี้ยิ่งส่งผลให้ประชาชนออกมาประท้วงกันหนักขึ้นอีก   แผนปฏิรูประบบบำนาญที่ผลักดันโดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง จะเพิ่มอายุเกษียณจาก 62 เป็น 64 ปี โดยแผนดังกล่าวผ่านสภาสูงได้เมื่อวันพฤหัสบดี (16 มีนาคม) แต่ทางคณะรัฐมนตรีเกร็งว่าจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร   ความกังวลดังกล่าว ทำให้ ‘เอลิซาเบธ บอร์น’ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส เลือกใช้อำนาจในมาตรา 49:3 ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลในการ “หลีกเลี่ยงการโหวตในรัฐสภา”   “เราไม่สามารถเอาอนาคตของเรามาขึงไว้กับเรื่องนี้ได้ เพราะการปฏิรูประบบบำนาญนั่นเป็นเรื่องจำเป็นมาก” นายกรัฐมนตรีบอร์น กล่าวท่ามกลางความวุ่นวายของสภาล่าง   ทันทีที่นายกฯ บอร์นขึ้นกล่าว ทาง ส.ส.ฝ่ายซ้ายได้ร้องเพลงชาติ ‘La Marseillaise’ พร้อมป้ายข้อความว่า “64 ANS…

เปรูประกาศเคอร์ฟิวทางภาคใต้ หลังผู้ประท้วงปะทะ จนท.

  เปรู 11 ม.ค.- ทางการเปรูประกาศเคอร์ฟิวในเขตปูโน ทางภาคใต้ หลังเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 18 คน   นายกรัฐมนตรีอัลเบอร์โต โอตาโรลา ประกาศเคอร์ฟิวเป็นเวลา 3 คืน ตั้งแต่เวลา 20.00-04.00 น.ของเช้าวันใหม่ เพื่อควบคุมสถานการณ์และรักษาความสงบเรียบร้อย หลังเกิดเหตุปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีเปโดร คาสตินโญ ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งไป เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา และเมื่อคืนนี้ยังมีการปล้นสะดมร้านค้า รวมทั้งทุบทำลายรถของตำรวจในพื้นที่ทางภาคใต้     ผู้เสียชีวิต 18 คน จากเหตุปะทะกันเมื่อวันก่อนในจำนวนนี้ 14 คน เป็นผู้ประท้วงที่พยายามจะบุกเข้าไปในสนามบินเมืองจูเลียกา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงคอยดูแลความปลอดภัยอยู่ และมีหลายคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้ประท้วงอีก 3 คน เสียชีวิตระหว่างก่อเหตุปล้นสะดมห้างสรรพสินค้า ใจกลางเมืองจูเลียกา และอีกคนหนึ่งเป็นตำรวจที่เสียชีวิต จากการถูกผู้ประท้วงจุดไฟเผารถยนต์ นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนที่แล้ว จนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 40 คน ขณะที่รัฐบาลเปรูกล่าวปกป้องปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในเมืองจูเลียกา ว่าเป็นการป้องกันและดูแลความปลอดภัยของสนามบิน ที่กำลังเผชิญกับความพยายามก่อรัฐประหารของผู้ประท้วงหลายพันคน แต่สหประชาชาติก็เรียกร้องให้ทางการเปรูเร่งสอบสวนเรื่องผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บ…