ระวัง ! มัลแวร์ตัวใหม่ชื่อ Clipper ดูดรหัสและข้อมูลในอุปกรณ์ของคุณ

นักวิจัยจาก ESET ค้นพบมัลแวร์ที่มากับแอพอันตรายบน Google Play Store บนแอนดรอยด์ ที่สามารถเปลี่ยนข้อมูลบนคลิปบอร์ดได้ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อมัลแวร์ “Clipper” โดยจ้องดูดข้อมูลรหัสผ่านและคีย์ไพรเวทบนอุปกรณ์ รวมทั้งแก้ไขที่อยู่วอลเล็ททั้งบิตคอยน์และ Ethereum ที่ถูกคัดลอกบนคลิปบอร์ดให้กลายเป็นที่อยู่วอลเล็ทของแฮ็กเกอร์แทนด้วย ผู้พัฒนามัลแวร์ตัวนี้ใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมของผู้ใช้เงินคริปโตทั้งหลายที่ไม่มานั่งจำหรือพิมพ์ที่อยู่วอลเล็ทที่ยาวเหยียดด้วยตัวเอง แต่มักใช้การคัดลอกและวางผ่านคลิปบอร์ดมากกว่า จึงกลายเป็นช่องทางทำมาหากินของมัลแวร์ Clipper ตัวนี้ มีการพบมัลแวร์นี้ครั้งแรกบนแอพชื่อ MetaMask ซึ่งเป็นปลั๊กอินสำหรับเว็บบราวเซอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการโอนเงิน Ethereum บนเว็บทั่วไป ซึ่งใช้ได้กับทั้ง Chrome, Firefox, และ Brave ประเด็นคือ ปลั๊กอิน MetaMask จากผู้ผลิตที่ถูกต้องปลอดภัยนั้นมีให้ใช้เฉพาะบนพีซีเท่านั้น ดังนั้นแอพ MetaMask ที่โผล่ให้โหลดบนมือถือจึงกลายเป็นแอพปลอมของอาชญากรแทน จริงๆมัลแวร์ Clipper นั้นระบาดครั้งแรกบนพีซีที่ใช้วินโดวส์ตั้งแต่ปี 2017 และต่อมาก็หันมาระบาดในแอพบนสโตร์จากเธิร์ดปาร์ตี้ของแอนดรอยด์ แต่ล่าสุดไม่กี่วันนี้สามารถแฝงตัวเข้ามาอยู่ใน Google Play Store ทางการได้ ซึ่งแม้ทางกูเกิ้ลจะลบแอพอันตรายดังกล่าวแล้ว แต่ก็ทำให้เกิดคำถามถึงความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของสโตร์ทางการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ——————————————————– ที่มา : EnterpriseITPro / กุมภาพันธ์ 18, 2019 Link : https://www.enterpriseitpro.net/clipper-malware-play-store-replace-btc-eth-wallet-address/

เจ้าของเว็บ WickedGen เว็บขายรหัสผ่าน Netflix, Spotify, Hulu ถูกจับในออสเตรเลีย

ภาพจากตำรวจรัฐบาลกลางออสเตรเลีย ตำรวจรัฐบาลกลางออสเตรเลีย (Australian Federal Police – AFP) ออกจดหมายข่าวจับชายอายุ 21 ผู้ดำเนินการเว็บ WickedGen.com ที่ขายบัญชีผู้ใช้เว็บที่ต้องสมัครสมาชิกหลายเว็บ รวมถึง Netflix, Spotify, และ Hulu WickedGen อาศัยฐานข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่เคยรั่วมาก่อนหน้า แล้วนำมาตรวจสอบว่าใช้งานกับบริการเป้าหมายได้หรือไม่ เรียกว่า credential stuffing ก่อนที่เว็บจะปิดตัวลงไป ทางเว็บไซต์มีสมาชิกถึง 120,000 คน ขายบัญชีผู้ใช้ของบริการต่างๆ เกือบล้านบัญชี ทำเงินทั้งหมดประมาณ 300,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือ 6.7 ล้านบาท คดีนี้เริ่มมาจากฝั่ง FBI ที่สอบสวนตั้งแต่กลางปีที่แล้ว แล้วจึงขอความร่วมมือกับตำรวจออสเตรเลีย ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหา 5 กระทง ตั้งแต่ความผิดทางอาชญากรรมคอมพิวเตอร์, การฟอกเงิน, การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล, และการละเมิดลิขสิทธิ์ —————————————————————— ที่มา : Blognone / 16 March 2019 Link…

NYT รายงาน อัยการกำลังสอบสวนที่ Facebook แชร์ข้อมูลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์หลายราย

ภาพจาก Shutterstock โดย michelmond The New York Times รายงานว่า ตอนนี้อัยการกลางกำลังสืบสวนคดีเกี่ยวกับข้อตกลงแชร์ข้อมูลของ Facebook กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยคณะลูกขุนใหญ่ในนิวยอร์กได้ทำการสืบสวนและบันทึกหมายศาลว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ผลิตสมาร์ทโฟนอย่างน้อยสองราย ได้ทำข้อตกลงกับ Facebook เพื่อจะได้เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ เช่น รายชื่อเพื่อนและข้อมูลติดต่อโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อย่างชัดเจน โฆษกของ Facebook บอกกับ The New York Times ว่าบริษัทได้ให้ความร่วมมือกับผู้ตรวจสอบและสอบสวนปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง และได้เปิดเผยต่อสาธารณะต่อประเด็นข้อสงสัยหลายครั้ง และบริษัทมุ่งจะทำเช่นนั้นต่อไป ประเด็นนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2018 ที่ The New York Times ออกมาเผยว่า Facebook แชร์ข้อมูลผู้ใช้ให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายรายช่วงสิบปีที่ผ่านมา และยังเปิดแชร์อยู่ โดยในตอนนี้ Facebook มีคดีฟ้องร้องค้างคาหลายอย่าง เช่น กระทรวงยุติธรรมกำลังสอบสวนเรื่องข้อมูลหลุดกับบริษัท Cambridge Analytica นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Facebook กำลังเจรจาปรับหลายพันล้านดอลลาร์กับ FTC เกี่ยวกับความล้มเหลวด้านการจัดการความเป็นส่วนตัว และยังมีการสืบสวนเรื่องข้อมูลหลุดในยุโรปที่อาจจบด้วยค่าปรับสูง 1.63 พันล้านดอลลาร์ ————————————————– ที่มา : Blognone…

‘กูเกิล’ โดนปรับ 57 ล้านดอลลาร์จากกฎหมายใหม่ของฝรั่งเศส

FILE – The Google logo is seen at a start-up campus in Paris, France, Feb. 15, 2018. สำนักงานตรวจสอบด้านข้อมูลของฝรั่งเศส สั่งปรับเงินบริษัทกูเกิล (Google) เกือบ 57 ล้านดอลลาร์ จากข้อกล่าวหาว่า กูเกิลไม่มีความโปร่งใสของข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายผู้บริโภค และการที่ข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภคถูกนำไปใช้ในการโฆษณาที่มุ่งเป้ามายังพวกเขาเหล่านั้น สำนักงาน CNIL ของทางการฝรั่งเศส ระบุด้วยว่า กูเกิลทำให้การควบคุมความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นเรื่องยากและสับสนเกินไป นับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้กฎหมายฉบับใหม่ของสหภาพยุโรปว่าด้วยปกป้องข้อมูลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมาบังคับใช้เพื่อลงโทษบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หลังจากที่มีการบังคับใช้กฎหมายนี้เมื่อปีที่แล้ว ทางกูเกิลระบุว่า กำลังศึกษากฎหมายฉบับนี้ให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะมีการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ——————————————————– ที่มา : VOA Thai / 22 มกราคม 2562 Link : https://www.voathai.com/a/france-fines-google-for-data-privacy-violation/4752723.html

กต.ฟิลิปปินส์ไม่ต่อสัญญาเอาต์ซอร์ส บริษัทเอาข้อมูลออกไป, ทางการต้องพิสูจน์เจ้าของหนังสือเดินทางใหม่หมด

กระทรวงต่างประเทศฟิลิปปินส์ไม่ต่อสัญญาจ้างบริษัทเอาต์ซอร์สที่ดูแลระบบหนังสือเดินทางให้ และหลังจากไม่ต่อสัญญาบริษัทก็ “นำข้อมูลออกไป” ทั้งหมด ทำให้ทางกระทรวงต่างประเทศไม่มีข้อมูลใช้งาน ตอนนี้กระทรวงต่างประเทศฟิลิปปินส์ต้องใช้ใบเกิดในการออกหนังสือเดินทาง เพื่อสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ขณะที่คณะกรรมการข้อมูลส่วนบุคคลฟิลิปปินส์ (National Privacy Commission – NPC) กำลังเรียกทั้งบริษัทเอาต์ซอร์สและผู้เกี่ยวข้องมาให้ปากคำเพราะกรณีนี้เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก ———————————————- ที่มา : Blognone / 14 January 2019 Link : https://www.blognone.com/node/107535

15 ม.ค. เริ่มใช้ใบขับขี่ดิจิทัล แต่ข้อมูลกรมขนส่ง-ตร. ยังไม่เชื่อมกัน ต้องพกบัตรจริงไปก่อน

วันที่ 15 มกราคมนี้ กรมการขนส่งทางบกจะเปิดใช้งานใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นทางการ เพื่ออำนวยความสะดวก ให้ใช้แทนการพกใบขับขี่ที่ใช้ในปัจจุบัน เรียกได้ว่า ลงแอปเอาไว้ เมื่อตำรวจขอดู ก็เปิดจากมือถือให้ดูได้เลย เรื่องนี้นำมาสู่คำถามว่า แล้วระบบยึดใบขับขี่เวลาที่ทำผิดกฎจราจรจะยังมีอยู่ไหม พอเปลี่ยนมาเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้วตำรวจจะทำอย่างไรต่อ ซึ่งเจ้าหน้าที่สายด่วน 1584 ของกรมการขนส่งทางบกตอบได้เพียงว่า ตำรวจยึดโทรศัพท์มือถือเราไม่ได้ ส่วนเรื่องที่ว่า ตำรวจจะดำเนินการอย่างไรต่อนั้น ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ ด้าน พีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ก็ให้สัมภาษณ์เมื่อ 14 มกราคมว่า การบังคับใช้กฎหมายจราจรกับผู้ถือใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์กรณีกระทำผิดนั้น เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไปวางระบบการดำเนินการ เชื่อมโยงข้อมูลและกำหนดบทลงโทษแทนการยึดใบขับขี่ ทั้งนี้ เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พลตำรวจตรี เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อถึงปัญหาในการใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวแทนใบขับขี่ตัวจริงว่า ยังมีปัญหาทั้งในทางปฏิบัติและในทางกฎหมาย พร้อมให้ประชาชนพกใบขับขี่ตัวจริงไปก่อน พลตำรวจตรี เอกรักษ์ ระบุว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกันระหว่างกรมการขนส่งทางบก และทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมยกตัวอย่างกรณีใบสั่งอัตโนมัติและการอายัดทะเบียน ซึ่งยังไม่สามารถเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ข้อมูลกันได้ นอกจากนี้ยังชี้ด้วยว่า อาจส่งผลถึงเรื่องการตรวจสอบว่าข้อมูลในแอปพลิเคชันดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่ เพราะอาจมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีปลอมแปลงขึ้นมา ขณะที่ในทางกฎหมาย พลตำรวจตรี เอกรักษ์ ระบุว่า ตามมาตรา…