ญี่ปุ่นผวา!จดหมายไซยาไนด์ในนาม “โอมชินริเกียว” ขู่เรียกเงินเหยียบล้าน ถ้าไม่ได้ จะเกิดโศกนาฎกรรม

นายโชโก อาซาฮารา ผู้นำกลุ่มลัทธิโอมชินริเกียว (AFP) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยว่า มีบริษัทอย่างน้อย 9 แห่งในญี่ปุ่น ซึ่งรวมทั้งบริษัทผู้ผลิตยาและหนังสือพิมพ์ ได้รับจดหมายแบล็คเมล์ที่บรรจุผงสีขาวที่ต้องสงสัยว่าเป็น “ไซยาไนด์” บรรจุอยู่ โดยโฆษกสำนักงานตำรวจญี่ปุ่น เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า จดหมายที่ถูกส่งออกไป ใช้ชื่อผู้ส่งเป็นชื่อของสมาชิกโอมชินริเกียว ที่ถูกประหารชีวิตไปแล้ว จากการก่อเหตุปล่อยก๊าซซารินโจมตีผู้คนในกรุงโตเกียว เมื่อปี ค.ศ.1995 โดยในจดหมายดังกล่าวเรียกเงินเป็นเงินบิทคอยน์คิดเป็นมูลค่า 35 ล้านวอน หรือราว 987,000 บาท แต่ไม่มีการเปิดเผยว่า บริษัทที่ได้รับจดหมายเป็นบริษัทใดบ้าง ระบุเพียงว่า หนึ่งในนั้นเป็นบริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ ในจดหมายยังได้ขู่ว่า จะทำยาปลอมขึ้นมาที่มีส่วนผสมของโปแตสเซียม ไซยาไนด์ และจะแจกจ่ายออกไป พร้อมกับเตือนว่า จะเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น หากไม่มีการโอนเงินภายในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ——————————————————– ที่มา : MATICHON Online / 27 มกราคม 2562 Link : https://www.matichon.co.th/foreign/news_1337301

ธนาคารญี่ปุ่นจะใช้ระบบจดจำใบหน้า เปิดบัญชี,ถอนเงินได้ในไม่กี่นาที

ธนาคารเซเวนในญี่ปุ่นจะใช้ระบบจดจำใบหน้าเพื่อระบุอัตลักษณ์บุคคล โดยไม่ต้องใช้เอกสารใดๆ อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีและทำธุรกรรมผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้อย่างรวดเร็ว ธนาคารเซเวนซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกับร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ในญี่ปุ่น จะนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้ในกลางปีนี้ โดยจะปรับปรุงเครื่องเอทีเอ็มให้สามารถระบุอัตลักษณ์บุคคลด้วยการจดจำใบหน้าได้ โดยลูกค้าเพียงแต่ถ่ายภาพตัวเองผ่านกล้องความละเอียดสูงที่เครื่องเอทีเอ็ม พร้อมกรอกรายละเอียดไม่กี่อย่างก็สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้เอกสารใด ๆ การเปิดบัญชีธนาคารในญี่ปุ่นยังคงต้องใช้เอกสารทางราชการ เช่น บัตรประจำตัว, หนังสือเดินทาง หรือใบขับขี่ นอกจากนี้ยังต้องมีตราประทับชื่อ ซึ่งใช้แทนลายเซ็นในญี่ปุ่น จึงมีความยุ่งยากอยู่มาก และในปัจจุบันยังไม่มีธนาคารใดสามารถเปิดบัญชีผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้ นอกจากนี้ ลูกค้ายังจะถอนเงิน โอนเงินได้ด้วยการสแกนใบหน้า โดยไม่ต้องใช้รหัสลับอีกด้วย ธนาคารเซเวนมีเครื่องเอทีเอ็มกว่า 24,000 เครื่องตามร้านสะดวกซื้อเซเวน อีเลฟเวน และสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น และจะติดตั้งเครื่องเอทีเอ็มเพิ่มเติมอีกหลายพันเครื่องตามเมืองใหญ่ภายในกลางปี 2020 ธนาคารเซเวนยังมีแผนที่จะเชื่อมโยงระบบจดจำใบหน้านี้เพื่อใช้ร่วมกับธนาคารออนไลน์และธนาคารท้องถิ่นอื่น ๆ ด้วย แรงงานต่างชาติเปิดบัญชี โอนเงินกลับบ้านได้สะดวก ธนาคารเซเวนยังจะตอบรับนโยบายเปิดรับแรงงานต่างชาติมาทำงานที่ญี่ปุ่น ที่จะมีผลในเดือนเมษายน ปีนี้ โดยจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้ากับระบบขอวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น ทางธนาคารจะได้รับข้อมูลและยืนยันตัวตนของผู้ที่ขอวีซ่าเพื่อมาทำงานในญี่ปุ่นได้ก่อนที่จะเดินทางมาถึง ทำให้ชาวต่างชาติสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ไม่นานหลังเดินทางมาถึงญี่ปุ่น ตามกฎหมายปัจจุบัน ชาวต่างชาติจะสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ก็ต่อเมื่อพำนักในญี่ปุ่นนานกว่า 6 เดือน เนื่องจากต้องตรวจสอบสถานะและรายได้ กฎระเบียบนี้ได้สร้างความไม่สะดวกในกับชาวต่างชาติอย่างมาก จนรัฐบาลญี่ปุ่นก็ระบุว่าต้องปรับปรุงให้รองรับการเปิดรับแรงงานต่างชาติ ผู้บริหารธนาคารเซเวน ระบุว่า ทางธนาคารจะอำนวยความสะดวกให้กับชาวต่างชาติให้มากที่สุด ทั้งการเปิดบัญชีและโอนเงินกลับไปยังประเทศบ้านเกิด โดยลดความยุ่งยากในการทำธุรกรรม…

สภาอินเดียถูกวิจารณ์ว่า “กีดกันศาสนา” หลังผ่านร่างกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่

Student activists burn effigies of India’s Prime Minister and Chief Minister of Assam in Guwahati, India, on Jan, 8, 2019, after India’s lower house passed legislation that will grant citizenship to members of certain religious minorities but not Muslims. สภาผู้แทนราษฎรของอินเดียผ่านร่างกฎหมายที่เป็นประเด็นร้อนทางสังคม เนื่องจากกฎหมายนี้เอื้ออำนวยต่อการได้สัญชาติอินเดียสำหรับชาวฮินดู ซิกข์และคริสต์ แต่ไม่ให้สิทธิ์ดังกล่าวต่อชาวมุสลิม ที่มาจากบังคลาเทศ ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน พรรคฝ่ายค้าน ต่อต้านร่างกฎหมายนี้โดยระบุว่าจะทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านชี้ว่าไม่ควรมีการกีดกันทางศาสนาในการให้สัญชาติ ดังนั้นจึงถือว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญของประเทศอินเดีย การคัดค้านยังมาจากผู้ต้องการให้กฎหมายเข้มงวดเรื่องคนเข้าเมืองโดยไม่ให้สิทธิ์พิเศษต่อศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ ความไม่พอใจร่างกฎหมายนี้ได้ทำให้ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเขตที่ติดกับประเทศบังคลาเทศ ในวันอังคารผู้ประท้วงปิดถนนหลวง…

มาเลเซียใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าจับอาชญากร

รัฐปีนังของมาเลเซียนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้าและ AI ที่พัฒนาโดยบริษัท IBM มาใส่ในกล้องวงจรปิด 767 ตัวทั่วเกาะ เพื่อใช้ตรวจจับอาชญากรรม หลายคนอาจจะกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวแต่ทางสภาของรัฐยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้จะใช้เพื่อตรวจจับใบหน้าของอาชญากรเท่านั้น เพื่อลดการก่อเหตุบนท้องถนน Chow Kon Yeow ผู้ว่าการรับปีนังให้สัมภาษณ์ว่า “เทคโนโลยีนี้จะช่วยจับภาพใบหน้าของอาชญากรหรือคนที่ตำรวจต้องการตัว ด้วยการควบคุมจากห้องควบคุมของ MBPP ที่สภาของเมือง และสำนักงานตำรวจของรัฐปีนัง การตรวจจับจะทำผ่านกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งทั่วเกาะ เป้าหมายเบื้องต้นคือลดอาชญากรรมบนท้องถนน เพื่อสร้างความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีกับประชาชน เค้าตั้งเป้าจะเพิ่มกล้องพร้อมเทคโนโลยีจดจำใบหน้าให้เป็น 3,000 ตัวทั่วรัฐ เพื่อป้องกันการเกิดอาชญากรรมได้ดีขึ้น รวมถึงขยายพื้นที่ไปยังพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่ใต้การปกครองของรัฐ Seberang Perai Municipal Council (MPSP)” ส่วนทาง A. Thaiveegan ผู้บัญชาการตำรวจแห่งรัฐปีนังบอกว่า ได้ทำการอัพโหลดรูปของผู้ร้ายและคนที่ตำรวจต้องการตัวขึ้นไปในระบบเรียบร้อยแล้ว ถ้ามีการตรวจเจอใบหน้าเมื่อไหร่ AI ก็จะแจ้งเตือนทันที ซึ่งทางปีนังได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศจีนที่เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่ปี 2005 แม้ว่าเทคโนโลยีจดจำใบหน้านั้นอาจจะไม่ได้ไว้วางใจได้ 100% เพราะอย่างในจีนนั้นก็มีปัญหากล้องที่เอาไว้ตรวจจับคนข้ามถนนผิดที่ ตรวจจับโฆษณาข้างรถเมล์ ส่งใบสั่งไปให้คนที่อยู่ในรูปแทนทั้งที่ไม่ได้ทำความผิดซึ่งอันนี้ก็ต้องมารอดูการปรับปรุงระบบให้ฉลาดขึ้น แต่เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ทางการของจีน ช่วยระบุตัวคนที่น่าสงสัยได้ถึง 2,000 คน จับกุมอาชญากรได้ถึง 200 คดี ————————————————————— ที่มา…

สอดแนมกันตั้งแต่เด็ก โรงเรียนจีนใช้เครื่องแบบ ‘สมาร์ทยูนิฟอร์ม’ เก็บข้อมูล-ติดตามตัวเด็ก

ที่มาภาพประกอบ: wikipedia.org โรงเรียนในมณฑลกุ้ยโจวและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของประเทศจีนใช้เครื่องจีพีเอสติดตามตัวเด็กโดยติดอยู่กับชุดเครื่องแบบที่เรียกว่า ‘สมาร์ทยูนิฟอร์ม’ โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนโดดเรียนและรับรองความปลอดภัยของเด็กแก่ผู้ปกครอง มีการนำมาตรการยูนิฟอร์มติดตามตัวนักเรียนดังกล่าวมาใช้ใน 9 โรงเรียนของกุ้ยโจวและกว่างซีจ้วง โดยในกว่างซีจ้วงซึ่งเป็นพื้นที่ๆ ยากจนกว่ามีอัตราการหนีเรียนของนักเรียนมากกว่า ชิพติดตามตัวดังกล่าวจัดทำโดยบริษัทกุ้ยโจวกวนอูเทคโนโลยี พวกเขาแถลงว่าจะมีการบันทึกวันและเวลาเริ่มต้นนับตั้งแต่เด็กที่สวมใส่ชุดเหล่านี้เดินเข้าโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีการบันทึกวิดีโอการเคลื่อนไหวของเด็กนักเรียนที่สวมใส่ชุดนี้ซึ่งสามารถให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถรับชมวิดีโอผ่านโปรแกรมแอพพลิเคชันของโทรศัพท์มือถือได้ รวมถึงจะมีระบบส่งเสียงเตือนครูและผู้ปกครองถ้าหากเด็กนักเรียนเดินออกจากโรงเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนสับเปลี่ยนเครื่องแบบกันได้ด้วย บิซิเนสอินไซเดอร์ระบุว่า “จีนเป็นประเทศผู้นำโลกในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสอดแนม” นอกจากกรณีการสอดแนมเด็กนักเรียนเช่นนี้แล้ว พวกเขายังเพิ่มการสอดแนมในเขตปกครองพิเศษซินเจียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามชาวมุสลิมชนชาติอุยกูร์ และแม้แต่ในเมืองใหญ่ๆ เศรษฐีของจีนที่ขับรถพลังงานไฟฟ้าก็ถูกสอดแนมโดยที่รถยนต์ของพวกเขาเองเก็บข้อมูลส่งให้ ‘ศูนย์ติดตามผลที่ได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาล’ ครูของโรงเรียนซิ่วเหวินในกุ้ยโจวรายหนึ่งบอกว่านักเรียนชั้นเทียบเท่าประถมปีที่ 1 เกือบ 1,000 รายสวมใส่ชุดนักเรียนสอดแนมนี้มามากกว่า 1 เดือนแล้วและครูผู้นี้ก็สนับสนุนให้มีการสวมเครื่องแบบแบบนี้โดยบอกว่ามันเป็นการกดดันให้นักเรียนไม่โดดเรียนเพราะพวกเขารูู้ว่าจะมีการส่งสัญญาณเตือน ทางบริษัทผู้พัฒนาชุดเครื่องแบบนี้กล่าวว่าพวกเขา ‘ปกป้องความเป็นส่วนตัว’ ของนักเรียนด้วยการให้ผู้ปกครองและครูเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลของเด็กได้ อย่างไรก็ตามบิซิเนสอินไซเดอร์ระบุว่าการที่จีนนำเสนอเรื่องนี้ผ่านสื่อรัฐบาลไชนาเดลีก็แสดงให้เห็นว่าทางการจีนกำลังทำให้การสอดแนมแบบนี้กลายเป็น ‘เรื่องธรรมดา’ ที่มีการพูดถึงหรือส่งเสริมให้เกิดขึ้นในสังคม สื่อบิซิเนสอินไซเดอร์ตั้งข้อสังเกตอีกว่าทางการจีนภายใต้รัฐบาลสีจิ้นผิงนั้นเริ่มมีความเผด็จการทางดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีการสอดแนมเพื่อควบคุมประชาชนของตัวเอง ในเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่งและเซียงไฮ้มีการใช้ซอฟท์แวร์ที่ให้ทางการสามารถถึงขั้นระบุได้ว่าคนๆ หนึ่งมีลักษณะการเดินอย่างไรแม้กระทั่งแค่มองจากข้างหลัง นอกจากนี้ยังมีแผนการนำ ‘ระบบเครดิตทางสังคม’ มาใช้เพื่อจัดลำดับขั้นของพลเมืองจีนโดยส่งเสริมพฤติกรรมที่ยอมตามภาครัฐจากการให้คะแนนและสิทธิพิเศษขณะเดียวกันก็ลดระดับขั้นและลงโทษคนที่กระทำในสิ่งที่จะถูกตัดคะแนนจากรัฐ ————————————————————- ที่มา : ประชาไท / 6 มกราคม 2562 Link : https://prachatai.com/journal/2019/01/80413

รัฐบาลเกาหลีใต้เร่งปฏิรูปงานข่าวกรองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2561 รัฐบาลเกาหลีใต้เห็นชอบจะเร่งผลักดันกฎหมายแก้ไขอำนาจหน้าที่ของสำนักข่าวกรองเกาหลีใต้ (National Intelligence Service – NIS) เพื่อลดอำนาจและบทบาทของ NIS ต่อภารกิจข่าวกรองในประเทศและภารกิจต่อต้านข่ายงานจารกรรมของเกาหลีเหนือ โดยให้เน้นงานรวบรวมและวิเคราะห์ข่าวกรองต่างประเทศและข่าวกรองเกาหลีเหนือ ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวประสบภาวะชะงักงันในรัฐสภาเกาหลีใต้เป็นเวลาหลายเดือน เนื่องจากเกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาลเกาหลีใต้ว่าควรถ่ายโอนอำนาจการสืบสวนงานจารกรรมของเกาหลีเหนือให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเกาหลีใต้ยังอนุมัติในหลักการให้จัดตั้งศูนย์บูรณาการข้อมูลต่อต้านข่าวกรองในสังกัด NIS และมอบอำนาจให้กระทรวงยุติธรรมและกรมศุลกากรมีสถานะเป็นหน่วยงานต่อต้านข่าวกรองเช่นเดียวกับ NIS เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือการจารกรรมจากหน่วยข่าวกรองต่างประเทศที่ใช้กระบวนการอันสลับซับซ้อนในการละเมิดความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติของเกาหลีใต้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายช่วงการรณรงค์หาเสียงของประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ที่จะปฏิรูปงานด้านความมั่นคง โดยเน้นการลดอำนาจและบทบาทของ NIS ซึ่งเคยกระทำการปลุกปั่นกระแสความคิดของประชาชนทางสื่อสังคมออนไลน์ให้แทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้เมื่อ 19 ธันวาคม 2555 ———————————————————— องค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน 22 พฤศจิกายน 2561