![]()
KEY POINT
- ช่องโหว่ AI เป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สำคัญที่สุด
- “Shadow AI” เพิ่มความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลและการละเมิดความปลอดภัย
- การที่พนักงานใช้เครื่องมือ AI ภายนอก เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญทำให้องค์กรต้องเผชิญแรงกดดันในการจัดการความปลอดภัยภายใน
- ธุรกิจที่บูรณาการความปลอดภัยไซเบอร์เข้ากับกลยุทธ์ AI ตั้งแต่เริ่มต้น จะอยู่ในจุดที่ดีกว่าในการสร้างสรรค์นวัตกรรม
การเร่งนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กรกำลังเปลี่ยนโจทย์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ จากการรับมือภัยคุกคามภายนอก สู่การควบคุมความเสี่ยงที่เกิดขึ้นภายในองค์กรควบคู่กัน
ผลการวิจัยล่าสุดของ “แคสเปอร์สกี้” พบว่า องค์กรทั่วโลก 41% ระบุว่า การนำ AI มาใช้ในองค์กรเป็นปัจจัยที่ทำให้เพิ่มการลงทุนด้านความปลอดภัยไอที ขณะที่องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีระดับความพร้อมในการนำ AI มาใช้แตกต่างกัน และเริ่มให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากช่องโหว่ของ AI ดีฟเฟก รวมถึงการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI จากภายนอกมาใช้ในการทำงาน
ผลสำรวจโดยศูนย์วิจัยภายในของแคสเปอร์สกี้พบว่า องค์กรทั่วเอเชียแปซิฟิก 13% ระบุว่า ช่องโหว่ AI เป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สำคัญที่สุด ขณะที่การโจมตีช่องโหว่ซอฟต์แวร์อยู่ที่ 20% และการโจมตีด้วยฟิชชิงอยู่ที่ 19% เมื่อพิจารณารายประเทศ อินเดียมีสัดส่วนองค์กรที่ระบุช่องโหว่ AI เป็นภัยคุกคามสำคัญสูงที่สุดที่ 20% ตามด้วยมาเลเซีย 15% ไทยและเวียดนาม 13% เท่ากัน อินโดนีเซีย 10% และจีน 7% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่องค์กรในภูมิภาคต้องนำมาพิจารณาควบคู่กับภัยไซเบอร์รูปแบบเดิม
‘Shadow AI’ เพิ่มแรงกดดันองค์กร
นอกจากภัยคุกคามจากช่องโหว่ของ AI แล้ว อีกความเสี่ยงที่องค์กรกำลังเผชิญคือการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI จากภายนอกมาใช้ในการทำงาน เช่น ChatGPT และ DeepSeek โดยอาจเกิดขึ้นในปริมาณมากและอยู่นอกการควบคุมขององค์กร หรือที่เรียกว่า “Shadow AI”
ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิก 30% ระบุว่า การที่พนักงานนำเครื่องมือ AI ภายนอกมาใช้งานเป็นปัจจัยเสี่ยงทั่วไป โดยอินเดียมีสัดส่วนสูงสุด 36% ตามด้วยมาเลเซีย 35% เวียดนาม 33% จีน 31% อินโดนีเซีย 24% และไทย 18%
การใช้เครื่องมือ AI ภายนอกโดยไม่มีการควบคุมอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลและการละเมิดความปลอดภัย ทำให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดแนวทางและการควบคุมการใช้งาน AI ของพนักงาน
อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรยังเปิดให้ใช้เครื่องมือ AI จากภายนอกภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยผลสำรวจพบว่า 60% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกอนุญาตให้พนักงานใช้เครื่องมือ AI เธิร์ดปาร์ตี้ได้ภายใต้ข้อจำกัดบางประการ เช่น ห้ามอัปโหลดชื่อบริษัทหรือเอกสารภายใน รวมถึงมีการจัดทำแนวทางและฝึกอบรมเพื่อให้ใช้งานอย่างปลอดภัย
แนวทางดังกล่าวพบในหลายประเทศ โดยจีนอยู่ที่ 62% ส่วนอินเดีย มาเลเซีย และเวียดนามอยู่ที่ 61% เท่ากัน แม้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่การนำ AI มาใช้ในองค์กรเอเชียแปซิฟิกยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดย 85% ของบริษัทอยู่ระหว่างการหารือ พัฒนา หรือทดลองใช้เครื่องมือ AI ภายในองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ขณะที่ 10% ขององค์กรได้บูรณาการเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ากับกระบวนการทำงานแล้ว สำหรับองค์กรที่นำโซลูชัน AI ภายในมาใช้งาน แรงผลักดันหลักประกอบด้วยการตัดสินใจที่ดีขึ้น ประสิทธิภาพของกระบวนการที่เพิ่มขึ้น และการลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์
ความปลอดภัยต้องเดินคู่ AI
วลาดิสลาฟ ทุชคานอฟ ผู้จัดการกลุ่ม ศูนย์วิจัยเทคโนโลยี AI แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า เนื่องจากองค์กรนำ AI มาใช้เพื่อเร่งกระบวนการทางธุรกิจและลดภาระงานประจำ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทั้งช่องโหว่ของ AI และ Shadow AI ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ทุชคานอฟระบุว่า กลยุทธ์การป้องกันที่มีประสิทธิภาพคือการใช้โซลูชันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบครบวงจร เพื่อช่วยลดต้นทุนจากการป้องกันการละเมิดและปรับปรุงการจัดการความปลอดภัย เพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานผ่านการควบคุมและลดผลกระทบที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน และรวมเครื่องมือด้านความปลอดภัยเข้าด้วยกัน ด้าน เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า องค์กรกำลังก้าวข้ามคำถามว่า AI จะมีบทบาทในการดำเนินธุรกิจหรือไม่ ไปสู่การหาวิธีนำ AI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ
การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลไม่ได้วัดจากการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการเข้าใจความเสี่ยง สร้างระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม และสร้างความไว้วางใจเมื่อนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง โดยธุรกิจที่บูรณาการความปลอดภัยทางไซเบอร์เข้ากับกลยุทธ์ AI ตั้งแต่เริ่มต้น จะอยู่ในจุดที่ดีกว่าในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยความมั่นใจ
‘3 แนวทาง’ รับมือความเสี่ยงจาก AI
แคสเปอร์สกี้เสนอแนวทางสำหรับองค์กรในการรับมือภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้แก่
1. ใช้โซลูชันแบบครบวงจร เพื่อการป้องกันแบบเรียลไทม์ การมองเห็นภัยคุกคาม การตรวจสอบ และความสามารถในการตอบสนองของ EDR และ XDR
โดยความสามารถที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถช่วยทำให้กระบวนการรักษาความปลอดภัยเป็นอัตโนมัติ ลดภาระงานของทีม และลดช่องว่างด้านทักษะ
นอกจากนี้ โมเดล AI เชิงสร้างสรรค์ภายในแพลตฟอร์มป้องกันสามารถแปลงข้อมูลที่รวบรวมได้เป็นข้อมูลที่มีโครงสร้างและนำไปใช้ได้สำหรับทีมรักษาความปลอดภัยและผู้มีอำนาจตัดสินใจ
2. เพิ่มการมองเห็นภัยคุกคามที่มุ่งเป้าองค์กร ใช้ข้อมูลเชิงลึกและบริบทตลอดวงจรการจัดการเหตุการณ์ เพื่อช่วยระบุความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้เร็วขึ้น
ระบบใช้การเรียนรู้ของเครื่องและ AI เชิงสร้างสรรค์สนับสนุนการจำแนกมัลแวร์ การวิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคามขนาดใหญ่ และการสร้างบทสรุปด้วย AI ของตัวบ่งชี้การประนีประนอม เพื่อช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น
3. ประเมินการใช้ AI ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมขององค์กร โดยองค์กรสามารถสำรวจคุณสมบัติ AI ขั้นสูงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
การวิจัยดังกล่าวสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและความปลอดภัยทางไซเบอร์จำนวน 1,800 คน ซึ่งเป็นตัวแทนขององค์กรใน 18 ประเทศ ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น ไอที การผลิต การเงิน การค้าปลีกและค้าส่ง ฯลฯ
ที่มา : bangkokbiznews.com / เผยแพร่วันที่ 28 ส.ค.69
Link : https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1249451







