![]()
ปี 2569 ชี้ AI เป็นความเสี่ยงโดดเด่นที่สุด ส่วน Ransomware ยังเป็นภัยสำคัญ แนะองค์กรอ่านผลระดับประเทศเป็น “ภาพรวม” แล้วดูบริบทของตนเอง พร้อมเตรียมรับมือผลกระทบต่อเนื่องข้ามภาคส่วน
รายงานข่าว จากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผบว่า สกมช. ได้ เผยแพร่ “รายงานการประเมินความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ของประเทศไทย พ.ศ. 2569” ซึ่งพัฒนาต่อยอดจาก กรอบการประเมินความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ของประเทศไทย พ.ศ. 2568 สะท้อนภาพความเสี่ยงไซเบอร์ ที่ประเทศไทยต้องจับตาในช่วง 2 ปีข้างหน้า ซึ่งได้ประเมินจาก จาก 134 หน่วยงาน พบว่า 49.8% อยู่ในระดับความเสี่ยงสูง ขณะที่เมื่อมองในระดับสถานการณ์ จาก 20 สถานการณ์ที่ประเมิน มี 9 สถานการณ์ที่ตำแหน่งเฉลี่ยอยู่ในระดับความเสี่ยงสูง 10 สถานการณ์อยู่ในระดับปานกลาง และ 1 สถานการณ์อยู่ในระดับต่ำ

“จากรายงาน พบว่า การใช้ เอไอ สนับสนุนการโจมตีและการโจมตีระบบ เอไอ เป็นความเสี่ยงที่โดดเด่นในหลายมิติของผลการประเมิน โดย 40.0% ของผู้ตอบทั้งหมด เลือกเป็นความเสี่ยงอันดับ 1 และ 70.0% ของผู้ที่เลือกประเมินว่าอยู่ในระดับความเสี่ยงสูง ขณะที่ ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีควอนตัม สะท้อนความเสี่ยงที่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า ซึ่งองค์กรควรเริ่มสำรวจการใช้การเข้ารหัสและข้อมูลที่ต้องรักษาความลับระยะยาว เพื่อวางแผนเปลี่ยนผ่านสู่ การเข้ารหัสลับหลังควอนตัม ขณะที่ ภัยที่องค์กรคุ้นเคยยังคงเป็นฐานความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การใช้ช่องโหว่ซอฟต์แวร์เจาะระบบ เรนซัมแวร์ การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต การยึดบัญชี และการขโมยข้อมูล และ หลอกลวง ฉ้อโกง ฯลฯ”
อย่างไรก็ตามสกมช. ระบุว่าตัวเลข 49.8% ไม่ได้หมายความว่า 49.8% ของความเสี่ยงไซเบอร์ทั้งหมดของประเทศไทยอยู่ในระดับสูงแต่เป็นสัดส่วนของรายการที่ผู้ตอบคัดเลือกว่าสำคัญและนำมาประเมินต่อ

ทั้งนี้ ทาง สกมช. ยังระบุถึง ผลกระทบต่อเนื่องข้ามภาคส่วน จากการโจมตีห่วงโซ่อุปทาน หรือระบบ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ที่อาจลุกลามกระทบบริการภาครัฐ การเงิน การโทรคมนาคม และเศรษฐกิจในวงกว้าง ทางองค์กรจึงควรเร่งวางระบบธรรมาภิบาล เอไอ , ยกระดับความปลอดภัยด้วย ซีโร่ ทรัสต์ และ เอ็มเอฟเอ หรือ การยืนยันตัวตนโดยใช้หลายปัจจัย , สำรองข้อมูลรับมือแรนซัมแวร์ รวมถึงฝึกซ้อมแผนรับมือเหตุภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ที่มา : สำนักข่าวเดลินิวส์ / เผยแพร่วันที่ 5 ต.ค.69
Link : https://www.dailynews.co.th/news/6250053/







