![]()
ManageEngine เผยโลกการเงินตื่นรับมือภัย “Synthetic Identity” หลังโจรไซเบอร์อัปเกรดใช้ Deepfake สร้างตัวตนเสมือนผ่านการตรวจสอบสแกนใบหน้า ผู้เชี่ยวชาญชี้กลโกงแนบเนียนระดับอุตสาหกรรม จี้ไทยยกระดับระบบยืนยันตัวตนรับมือด่วน
การฉ้อโกงโดยใช้เอกลักษณ์บุคคลปลอมหรือที่เรียกว่า “Synthetic Identity” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอาชญากรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ทวีความรุนแรงและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลแบบเดิม เพราะไม่ใช่แค่เป็นการโจรกรรมข้อมูลประจำตัวจากบุคคลจริง แต่กลุ่มมิจฉาชีพจะนำข้อมูลจริงและข้อมูลที่สร้างขึ้นใหม่มาปะติดปะต่อกันเพื่อสร้างเป็น “บุคคลใหม่” ขึ้นมาอย่างแนบเนียน สามารถเล็ดลอดผ่านกระบวนการตรวจสอบยืนยันตัวตนตอนเปิดใช้งานและแอบสร้างประวัติเครดิตอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่จะลงมือก่อเหตุ
นายณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์ Regional Technical Head ManageEngine
นายณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์ Regional Technical Head ManageEngine ระบุว่า การจะตรวจจับเอกลักษณ์บุคคลปลอมในปัจจุบันนั้นทำได้ยากขึ้นเพราะมีการใช้เครื่องมือ AI ระบบการเงินอัตโนมัติ ประกอบกับเกิดการรั่วไหลของข้อมูลเพิ่มสูงมากขึ้น อีกทั้งยังเกิดเหตุโจรกรรมแพร่กระจายในวงกว้างเกินกว่าจะตามไล่ตรวจจับ สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาลให้แก่องค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคาร กลุ่มฟินเทค โทรคมนาคม และกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย
สำหรับประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันนี้ เนื่องจากบริการทางการเงินและดิจิทัลต้องพึ่งพาการยืนยันตัวตนทางไกลเพื่อขยายฐานผู้ใช้งาน ขณะที่เทคนิคการสร้างเอกลักษณ์บุคคลปลอมมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จึงได้ออกมาเตือนว่าเทคโนโลยี Deepfake อาจทำให้ความปลอดภัยของระบบ Digital ID และ e-KYC ที่ใช้การจดจำใบหน้าด้อยประสิทธิภาพลง โดยเปิดช่องให้มิจฉาชีพสามารถยืนยันตัวตนปลอมและหลบเลี่ยงการตรวจสอบความปลอดภัยตามปกติได้
ManageEngine ได้เสนอประเด็นเรื่องเอกลักษณ์บุคคลปลอมทั้ง 5 ประเด็น พร้อมชี้ให้เห็นถึงทิศทางการยกระดับการรับมือกับภัยคุกคามดังต่อไปนี้
1) วิธีสกัดกั้นภัยคุกคามจาก AI 3 รูปแบบที่กำลังพลิกโฉมหน้าการฉ้อโกงอัตลักษณ์แบบตรงตัว
เครื่องมือ AI ที่มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะยกระดับให้มิจฉาชีพใช้ก่อเหตุโจมตี Identity ในวงกว้าง เช่น การใช้ภาพเซลฟี Deepfake การปลอมแปลงเอกสาร และการฉ้อโกงโดยใช้เอกลักษณ์บุคคลปลอมที่สามารถเอาชนะระบบยืนยันตัวตนแบบเดิมและสร้างความเสี่ยงให้กับสถาบันการเงิน โดยบทความได้ชี้ให้เห็นว่า แม้กลวิธีการฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วย AI ดังกล่าวจะเแพร่กระจายในวงกว้างและทำงานได้โดยอัตโนมัติได้ แต่ธนาคารก็สามารถนำเทคโนโลยีรูปแบบเดียวกันนี้มาใช้ป้องกัน เพื่อตรวจจับความผิดปกติ เสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบการยืนยันตัวตน และกู้คืนความเชื่อมั่นใจของลูกค้าได้เช่นกัน
2) เอกลักษณ์บุคคลปลอม: กลโกงที่พรางตาอยู่
การฉ้อโกงโดยใช้เอกลักษณ์บุคคลปลอมเป็นภัยคุกคามหนึ่งที่กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและอันตรายที่สุดที่สถาบันการเงินต้องเผชิญในปัจจุบัน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เห็นว่าอาชญากรสามารถเข้าถึงข้อมูลที่รั่วไหลและตลาดออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ทำให้การฉ้อโกงกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ทั้งต้นทุนต่ำและแทบทุกคนสามารถสร้างข้อมูลตัวตนปลอมที่ผ่านการตรวจสอบของระบบยืนยันตัวตนแบบเดิมได้อย่างง่ายดาย
3) การฉ้อโกงโดยใช้เอกลักษณ์บุคคลปลอม: อาชญากรรมทางไซเบอร์รูปแบบใหม่
การฉ้อโกงรูปแบบนี้กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่าหลายพันล้าน และมีความแนบเนียนสมจริงยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีอย่าง Generative AI และการปลอมแปลงเอกสารด้วย Deepfake นอกจากนี้ บทความยังได้สรุปแนวทางที่บุคคลทั่วไปและสถาบันต่าง ๆ สามารถป้องกันตนเองได้ ด้วยการติดตามรายงานเครดิต การใช้เครื่องมือยืนยันตัวตนแบบหลายระดับ และการวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อตรวจจับสิ่งผิดปกติ
4) เทรนด์การฉ้อโกงที่น่าจับตามองในปี 2569 และอนาคต: ยุคแห่ง Deepfake และเอกลักษณ์บุคคลปลอม
ภาพรวมในปี 2569 สถาบันการเงินกำลังเผชิญกับภูมิทัศน์การฉ้อโกงที่เปลี่ยนไป โดยมีเอกลักษณ์บุคคลปลอมและ Deepfake ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นภัยคุกคามหนึ่งที่สำคัญและแพร่กระจายเร็วที่สุด อีกทั้งยังอธิบายว่า เมื่อกระบวนการออนบอร์ดดิ้งและยืนยันตัวตนทำได้รวดเร็วและเป็นระบบดิจิทัลมากขึ้น ความเสียหายจากการฉ้อโกงคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้น เว้นเสียแต่ว่าองค์กรต่าง ๆ จะนำกลยุทธ์การตรวจจับขั้นสูงที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องมาปรับใช้
5) การฉ้อโกงเอกลักษณ์บุคคลปลอมเปลี่ยนโฉมไปอย่างไรในยุค AI
การเข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะระบบ Generative AI และ Agentic AI ส่งผลให้อาชญากรสามารถสร้างเอกลักษณ์บุคคลปลอมและวางแผนการฉ้อโกงหลายขั้นตอนที่มีความซับซ้อนแนบเนียนจนตรวจจับได้ยากขึ้น ซึ่งรูปแบบการเกิดภัยคุกคามนี้มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละท้องที่ ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่พัฒนาไปเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง จึงจำเป็นต้องมีระบบยืนยันตัวตนที่รู้เท่าทัน AI ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ตลอดจนกรอบกฎหมายที่ปรับเปลี่ยนได้ทันท่วงที เพื่อให้ก้าวทันเทคนิคการฉ้อโกงที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
การที่ประเทศไทยสามารถตรวจจับการฉ้อโก้งได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลานั้นสะท้อนให้เห็นว่า ไทยมีประสบการณ์ในการรับมือกับอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 ธนาคารต่าง ๆ ในไทยได้ระงับการให้บริการผู้ต้องสงสัยว่ามีพฤติกรรมฉ้อโกงไปแล้วกว่า 223,000 ราย และอายัดบัญชีม้าไปมากกว่า 3.47 ล้านบัญชี และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการตรวจจับรวมถึงความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ส่งผลให้ระยะเวลาที่ใช้ในการระบุและปิดบัญชีม้าลดลงจากประมาณ 3 วันในเดือนมกราคม 2568 เหลือเพียง 10 ชั่วโมงในเดือนกรกฎาคม
เนื่องจากภัยคุกคามนี้ยังคงมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง องค์กรจึงไม่สามารถพึ่งพาวิธีการตรวจจับการฉ้อโกงแบบเดิมที่สร้างขึ้นมารับมือกับภัยในอดีตได้อีกต่อไป การต่อสู้กับการฉ้อโกงที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วนี้จำเป็นต้องอาศัยการยืนยันตัวตนแบบหลายระดับ
การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ และความร่วมมือระหว่างสถาบันและหน่วยงานกำกับดูแลที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในช่วงเวลาที่อาชญากรสามารถผลิตเอกลักษณ์บุคคลปลอมขึ้นมาได้ในระดับอุตสาหกรรม ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่แท้จริงจึงอยู่ที่การสร้างระบบให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีความยืดหยุ่นและชาญฉลาดเท่าทันกับเพื่อหยุดยั้งไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพการก่อการโจรกรรมได้อีก
ที่มา : moneyandbanking.co.th / เผยแพร่วันที่ 13 ก.ย.69
Link : https://moneyandbanking.co.th/2026/269691/







