![]()
การก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นดาบสองคมที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อคำเตือนจากผู้พัฒนาและนักวิจัยระดับโลก รวมถึงผู้ที่เคยพัฒนา AI…
เมื่อคำเตือนจากผู้พัฒนาและนักวิจัยระดับโลก รวมถึงผู้ที่เคยพัฒนา AI ในบริษัทระดับโลกเริ่มชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกไซเบอร์ แต่ส่งผลกระทบถึงชีวิตของมนุษย์ได้ในอนาคต
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นและความกังวลในทั่วโลก ถึงขนาดที่มีการนำเสนอให้ชะลอการพัฒนาเอไอออกไป เพื่อหารือถึงมาตรการควบคุมดูแลก่อนที่จะสายเกินไป
ในเรื่องนี้ ทาง “เดลินิวส์” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “พลอากาศตรี อมร ชมเชย” เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในมุมมองของภาครัฐ ต่อเรื่องนี้
วิวัฒนาการความเสี่ยง AI
พลอากาศตรีอมร บอกว่า ที่หลายฝ่ายมีการออกมาเตือนกัน เพราะเห็นแนวโน้มหลายอย่าง ที่เริ่มเป็นข่าวในทางไม่ดีของการใช้ AI หากย้อนมองจุดเริ่มต้นของการใช้ AI ในทางที่ผิด เริ่มต้นจากการที่มนุษย์หลอกถาม AI เพื่อนำไปใช้แฮกข้อมูล ขยับมาสู่การที่มนุษย์ใช้ AI เป็นเครื่องมือไปแฮกผู้อื่น จนกระทั่งล่าสุด AI เริ่มทำงานร่วมกับ AI ด้วยกันเองเพื่อออกไปแฮกคนอื่น รวมถึงมีความพยายาม นำ AI ไปใช้สร้างไวรัสทางด้านสาธารณสุขที่ไม่ใช่การสร้างวัคซีน แสดงให้เห็นถึงความฉลาดของ AI คนก็อาจนำไปใช้ในทางที่ผิด รวมถึงในประเทศจีนที่มีการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ (Humanoid) ที่ใช้ AI ที่สามารถประกอบตัวเองขึ้นมาได้แล้ว ซึ่งหากสังคมมองข้ามและปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไข ก็อาจสายเกินไปและสร้างความเสียหายอย่างมหันต์
เมื่อ AI ‘ไม่มีจิตสำนึก’ และทำงานเกินคำสั่ง
พลอากาศตรีอมร บอกต่อว่า ความน่ากลัวของ AI ในปัจจุบันคือการทำงานในลักษณะอัตโนมัติที่เกินกว่ามนุษย์จะควบคุมหรือสั่งการ ดังเช่นเหตุการณ์ที่ Agentic AI กว่า 1,000 ตัว เข้าไปพูดคุยและวางแผนร่วมกันในเว็บบอร์ดเพื่อทำการแฮกระบบด้วยตัวเอง ฯลฯ
“สาเหตุสำคัญมาจาก AI ไม่มีคุณธรรม จริยธรรม หรือ Common Sense (สามัญสำนึก) เหมือนมนุษย์ ที่รู้ว่า การกระทำอันไหนผิดกฎหมาย หรือเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่การใช้งาน AI หากมนุษย์ให้กติกา หรือ เขียนคำสั่ง Prompt ระหว่างการใช้งานไม่ครบถ้วน AI ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมายตามโจทย์โดยไร้กรอบความคิดแบบมนุษย์ที่รู้ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ ยิ่งในปัจจุบัน โมเดล AI ที่แจกจ่ายในแพลตฟอร์มอย่าง Hugging Face ที่เป็นแพลตฟอร์มและชุมชนโอเพนซอร์ส (Open-source) ศูนย์กลางที่รวบรวมโมเดลปัญญาประดิษฐ์ นั้น ได้มี AI ถูกนำไปเทรนใหม่โดยตัดกติกาควบคุมออกภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ทำให้ AI ทำงานได้โดยไม่มีการห้ามใด ๆ”
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในอนาคต ไม่ใช่แค่เรื่องการถูกแฮกข้อมูลทั่วไป แต่คือการที่ AI เข้าไปก่อกวนหรือหยุดชะงัก (Disrupt) ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ควบคุมการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่น ระบบรถไฟฟ้า จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและความเสียหายทางเศรษฐกิจ เนื่องจาก AI “ไม่มีหัวใจ” และไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปสร้างความเสียหายให้ใคร
สงครามกติกาโลก: ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์
แม้ทั่วโลกจะพยายามหารือเรื่องการควบคุม AI ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากตกลงกันไม่ได้ ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจาก AI ได้กลายเป็นเรื่องความมั่นคงไปแล้ว
.จีน vs สหรัฐ เรื่องการควบคุม: ฝ่ายจีนเสนอให้มีการใส่ “ลายน้ำ” ในคลิปวิดีโอหรือสื่อที่สร้างจาก AI เพื่อให้ประชาชนรู้ทันว่าเป็นของปลอม หรือ เจน โดย AI แต่ฝั่งสหรัฐอเมริกาปฏิเสธและนำลายน้ำออก หรือกรณีจีนเสนอให้ใช้ระบบ Whitelist คัดกรองเฉพาะข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาเทรน AI แต่สหรัฐ มองว่าต้องนำข้อมูลทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ตมาเทรนโดยไม่มีการคัดเลือก
.มิติทางการเมือง: เมื่อมีข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มองว่าการควบคุม AI เป็นเรื่องหลอกลวงเพราะเกรงว่าสหรัฐจะพ่ายแพ้การแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีแก่ประเทศจีน
ปัจจุบัน มีเพียงสหภาพยุโรป (EU) เท่านั้นที่มีการออกกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจัง ในขณะที่ประเทศไทย โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้วางตัวเป็นกลางโดยอิงหลักการของ UN และ UNESCO พร้อมออกแนวปฏิบัติ (Guideline) ตามมาตรฐานอาเซียน และประเทศไทยก็อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมาย AI (AI Law) โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบต่อการพัฒนาเทคโนโลยี
บทเรียนนิวเคลียร์ สู่ความร่วมมือทั่วโลก
แม้ปัจจุบันเรื่องกฎ กติกา หรือ กฎหมาย เรื่อง AI ยังไม่มีการตกลงที่เป็นมาตรฐานสากล แต่ทาง เลขาฯ สกมช. มองว่า แม้ความเสี่ยงเรื่อง AI จะสูง แต่ยังคงมองโลกในแง่ดีว่า มนุษย์จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ เหมือนในอดีตยุคสงครามเย็นที่โลกเคยตกอยู่ใต้ความกลัวของสงครามนิวเคลียร์ แต่สุดท้ายทุกฝ่ายก็สามารถตกลงกติการ่วมกันในการลดกำลังอาวุธเพื่อความอยู่รอด หรือ อย่างกรณีการควบคุมภาพลามกอนาจารเด็กและการค้าขายยาเสพติดบนอินเทอร์เน็ต ที่ในอดีตทั่วโลกต่างกลัว และกังวลว่า ต่อไปอินเทอร์เน็ตต้องเต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้าย การกระทำร้ายกับเด็ก การแลกเปลี่ยนภาพโป๊อนาจารเด็ก แต่เมื่อทั่วโลกมีความเห็นร่วมกันกำหนดให้เป็นเรื่องความผิดกฎหมายในทั่วโลกและร่วมมือกันสอดส่องดูแลจนควบคุมไม่ให้แพร่หลายอย่างเสรีได้
เปลี่ยนแนวคิดสร้างเกราะป้องกันยุคดิจิทัล
พลอากาศตรีอมร แนะนำว่า สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งสำคัญที่สุดในปัจจุบันคือการเริ่มต้นดูแลตนเอง ไม่ใช้ AI ในทางที่ผิดโดยขาดการควบคุม และไม่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง พร้อมทั้งต้องปรับเปลี่ยนกรอบความคิด ว่า AI ไม่ใช่แค่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ธรรมดา แต่กำลังจะกลายเป็นผู้ตัดสินใจแทนมนุษย์
“ระบบต่าง ๆ ที่เราใช้ หรือข้อมูลที่เราเห็น ต้องระมัดระวัง ไม่ให้ AI มาทำร้าย มาหลอก หรือมาแฮกระบบ เพราะตอนนี้มันค่อนข้างเหนือการควบคุม มันอาจจะไม่ใช่แค่คนที่ไม่ดี มาสั่ง AI แต่ AI อาจจะพยายามทำของมันเอง โดยเฉพาะเรื่องการแฮก บางทีมันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสร้างความเสียหายให้ใคร มันอาจจะทำไปตามที่คนที่สั่ง โดยที่คนที่สั่งก็ไม่รู้ว่ามันทำไปถึงไหนแล้ว”
แนวทางป้องกันภัยจาก AI สรุปข้อมูลจาก CCN-CERT ของสเปน
ทุกคนต้องเข้าใจใหม่ว่าการใช้ AI ต้องคำนึงถึงหลักการสำคัญ ได้แก่ ความยุติธรรม (Fairness), การไร้อคติ (Bias), ความรับผิดชอบ (Accountability), ความแม่นยำ (Accuracy), ความโปร่งใสตรวจสอบได้ (Transparency), จริยธรรม (Ethical) รวมถึง ความปลอดภัย (Safety & Security)
“ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เราต้องเปลี่ยนความคิด เพราะถ้าคิดว่าคุยกับคอมพิวเตอร์ ก็จะนึกว่าเหมือนเขียนแชตแล้วมันตอบ แต่จริง ๆ มันมากกว่านั้น เพราะต่อไป AI จะ Automate จะตัดสินใจแทนเรา จะทำอะไรหลากหลายแทนเรามากขึ้น”
สุดท้ายแล้วเราต้องเปลี่ยนกรอบความคิดก่อน เพื่อจะได้รู้เท่าทันมัน และเบื้องต้นดูแลตัวเองก่อนในการใช้ AI ในทางที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม!!
ที่มา : สำนักข่าวเดลินิวส์ / เผยแพร่วันที่ 21 ก.ย.69
Link : https://www.dailynews.co.th/news/6207478/










