![]()

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 กันยายน) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในคำสั่ง บังคับผู้ที่จะสมัคร “วีซ่า H-1B” หรือวีซ่าสำหรับผู้ที่ย้ายถิ่นฐานตามประเภทการจ้างงาน เป็นวีซ่าที่จะอนุญาตให้บริษัทในสหรัฐฯ สามารถจ้างแรงงานต่างชาติที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาทำงานเฉพาะทางได้ โดยผู้ที่สมัครวีซ่านี้จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมวีซ่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.2 ล้านบาท ตามแนวทางการปรับกฎหมายคนเข้าเมืองที่โดนัลด์ ทรัมป์ต้องการจะจัดการอย่างจริงจัง
วีซ่า H-1B คืออะไร?
ตามที่กล่าวไปเบื้องต้น วีซ่า H-1B คือวีซ่าที่ถือโดยแรงงานต่างชาติที่มีทักษะและต้องการจะไปทำงานในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ถือจะทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ต้องการผู้มีทักษะสูง
วีซ่า H-1B นี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปี 1990 เป็นหนึ่งในแนวทางของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาช่วงนั้น ที่ต้องการจะเพิ่มจำนวนแรงงานในประเทศ เนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ 20 ช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่าน สหรัฐอเมริกาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก
นอกจาก แรงงานในภาคการเกษตร และพยาบาลแล้ว สหรัฐฯ ต้องการจะดึงแรงงานในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เข้ามาเพิ่มอีก จนกระทั่งถึงปัจจุบัน นายจ้างสามารถยื่นขอแรงงานต่างชาติเพื่อเข้ามาทำงานเกษตรชั่วคราวภายใต้โครงการ H-2A และสำหรับแรงงานในตำแหน่งงานชั่วคราวประเภทอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงงานตามฤดูกาล จะอยู่ภายใต้โครงการ H-2B
สำหรับวีซ่ากลุ่ม H สำหรับแรงงานประเภทต่าง ๆ ได้แก่
- H-1B หรือแรงงานฝีมือในสาขาวิชาชีพเฉพาะทาง: เป็นวีซ่าที่นิยมมากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการเงิน ผู้สมัครต้องมีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไป และทำงานในตำแหน่งที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง เช่น วิศวกร, โปรแกรมเมอร์, นักบัญชี วีซ่านี้มีโควต้าจำกัดในแต่ละปีและต้องผ่าน “ระบบลอตเตอรี่” หรือการจับสลาก
- H-2A หรือแรงงานภาคเกษตรชั่วคราว: สำหรับการจ้างงานชั่วคราวหรือตามฤดูกาลในภาคการเกษตร
- H-2B หรือแรงงานทั่วไปชั่วคราว: สำหรับการจ้างงานชั่วคราวนอกภาคการเกษตร เช่น งานโรงแรม งานก่อสร้าง งานสวนสนุกในช่วงที่มีความต้องการสูง

ขั้นตอนการยื่นขอวีซ่า H-1B (ขอบคุณภาพจาก Bloomberg)
ผู้ที่ถือวีซ่า H-1B ส่วนใหญ่จะอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และผู้บริหารในอุตสาหกรรมนี้ยังคงมองว่า ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ โดยในปีงบประมาณ 2023 ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65% ของวีซ่า H-1B ที่ได้รับการอนุมัติทั้งหมด
โดยผู้ที่สมัครจะต้องมีวุฒิการศึกษาอย่างน้อยในระดับปริญญาตรี วีซ่าประเภทนี้เป็นวีซ่าชั่วคราวซึ่งมีอายุสูงสุด 6 ปี แต่สามารถต่ออายุได้ไม่มีกำหนด หากบริษัทนายจ้างเป็นสปอนเซอร์ในการยื่นขอกรีนการ์ด (ใบอนุญาตพำนักถาวรในสหรัฐฯ) ประเภทการจ้างงานให้กับลูกจ้าง
ทำไม “บิ๊กเทค” ถึงกระทบ?
นายจ้างที่ต้องการจ้างแรงงานผ่านวีซ่า H-1B จะต้องยื่นคำร้องต่อรัฐบาล จำนวนวีซ่าใหม่ที่ออกให้ในแต่ละปีมีโควต้าจำกัดอยู่ที่ 65,000 ฉบับ และมีโควต้าเพิ่มเติมอีก 20,000 ฉบับสำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือสูงกว่าจากสถาบันในสหรัฐฯ
เนื่องจากความต้องการจากนายจ้างมีสูงเกินกว่าโควต้าที่กำหนดไว้มาก นายจ้างจึงต้องลงทะเบียนแรงงานที่ต้องการจ้างในระบบลอตเตอรี่ประจำปี เพื่อจับสลาก ซึ่งเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนมาใช้รูปแบบออนไลน์ตั้งแต่ปี 2020 สำหรับการจับสลากวีซ่าในปีงบประมาณ 2025 บริษัทต่าง ๆ ได้ยื่นรายชื่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนกว่า 470,000 รายการ
โครงการวีซ่า H-1B ถูกใช้อย่างแพร่หลายในภาคเทคโนโลยี ตามมาด้วยบริษัทด้านการเงิน และบริษัทที่ปรึกษาก็ใช้โครงการนี้เช่นกัน
จากข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ บริษัทที่ได้รับการอนุมัติวีซ่า H-1B จำนวนมากที่สุด ได้แก่
- Amazon
- Tata Consultancy Services
- Microsoft
- Meta Platforms
- Apple
- ส่วนบริษัท JPMorgan Chase และ Walmart Inc. อยู่ในอันดับที่ 8 และ 9 ตามลำดับ

ผู้ที่ถือวีซ่า H-1B ในปัจจุบัน เริ่มออกมาแสดงความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จากรายงานของ Bloomberg ระบุว่า บิ๊กเทคอย่าง Microsoft, Alphabet และ Amazon ได้ส่งข้อความถึงพนักงาน ให้ผู้ที่ถือ H-1B กลับมาสหรัฐอเมริกาภายในวันเสาร์ที่ 20 ที่ผ่านมา หลังจากทรัมป์ประกาศว่านโยบายนี้จะเริ่มมีผลวันอาทิตย์
อย่างไรก็ตาม ทางทำเนียบขาวได้ออกมายืนยันว่า นโยบายนี้จะมีผลกับเฉพาะผู้ที่ทำวีซ่าใหม่เท่านั้น
แต่ทั้งนี้ ทุกอย่างยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เลยส่งผลให้หลายฝ่ายสับสน
ที่มา: Bloomberg [1][2][3], US Department of Labor
ที่มา สำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ / วันที่เผยแพร่ 22 กันยายน 2568
Link https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation/tech_companies/2884315






