ธนาคารญี่ปุ่นจะใช้ระบบจดจำใบหน้า เปิดบัญชี,ถอนเงินได้ในไม่กี่นาที

ธนาคารเซเวนในญี่ปุ่นจะใช้ระบบจดจำใบหน้าเพื่อระบุอัตลักษณ์บุคคล โดยไม่ต้องใช้เอกสารใดๆ อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีและทำธุรกรรมผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้อย่างรวดเร็ว ธนาคารเซเวนซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกับร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ในญี่ปุ่น จะนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้ในกลางปีนี้ โดยจะปรับปรุงเครื่องเอทีเอ็มให้สามารถระบุอัตลักษณ์บุคคลด้วยการจดจำใบหน้าได้ โดยลูกค้าเพียงแต่ถ่ายภาพตัวเองผ่านกล้องความละเอียดสูงที่เครื่องเอทีเอ็ม พร้อมกรอกรายละเอียดไม่กี่อย่างก็สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้เอกสารใด ๆ การเปิดบัญชีธนาคารในญี่ปุ่นยังคงต้องใช้เอกสารทางราชการ เช่น บัตรประจำตัว, หนังสือเดินทาง หรือใบขับขี่ นอกจากนี้ยังต้องมีตราประทับชื่อ ซึ่งใช้แทนลายเซ็นในญี่ปุ่น จึงมีความยุ่งยากอยู่มาก และในปัจจุบันยังไม่มีธนาคารใดสามารถเปิดบัญชีผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้ นอกจากนี้ ลูกค้ายังจะถอนเงิน โอนเงินได้ด้วยการสแกนใบหน้า โดยไม่ต้องใช้รหัสลับอีกด้วย ธนาคารเซเวนมีเครื่องเอทีเอ็มกว่า 24,000 เครื่องตามร้านสะดวกซื้อเซเวน อีเลฟเวน และสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น และจะติดตั้งเครื่องเอทีเอ็มเพิ่มเติมอีกหลายพันเครื่องตามเมืองใหญ่ภายในกลางปี 2020 ธนาคารเซเวนยังมีแผนที่จะเชื่อมโยงระบบจดจำใบหน้านี้เพื่อใช้ร่วมกับธนาคารออนไลน์และธนาคารท้องถิ่นอื่น ๆ ด้วย แรงงานต่างชาติเปิดบัญชี โอนเงินกลับบ้านได้สะดวก ธนาคารเซเวนยังจะตอบรับนโยบายเปิดรับแรงงานต่างชาติมาทำงานที่ญี่ปุ่น ที่จะมีผลในเดือนเมษายน ปีนี้ โดยจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้ากับระบบขอวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น ทางธนาคารจะได้รับข้อมูลและยืนยันตัวตนของผู้ที่ขอวีซ่าเพื่อมาทำงานในญี่ปุ่นได้ก่อนที่จะเดินทางมาถึง ทำให้ชาวต่างชาติสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ไม่นานหลังเดินทางมาถึงญี่ปุ่น ตามกฎหมายปัจจุบัน ชาวต่างชาติจะสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ก็ต่อเมื่อพำนักในญี่ปุ่นนานกว่า 6 เดือน เนื่องจากต้องตรวจสอบสถานะและรายได้ กฎระเบียบนี้ได้สร้างความไม่สะดวกในกับชาวต่างชาติอย่างมาก จนรัฐบาลญี่ปุ่นก็ระบุว่าต้องปรับปรุงให้รองรับการเปิดรับแรงงานต่างชาติ ผู้บริหารธนาคารเซเวน ระบุว่า ทางธนาคารจะอำนวยความสะดวกให้กับชาวต่างชาติให้มากที่สุด ทั้งการเปิดบัญชีและโอนเงินกลับไปยังประเทศบ้านเกิด โดยลดความยุ่งยากในการทำธุรกรรม…

ประมวล 10 แนวโน้มความขัดแย้งโลกปี 2562 (ตอนที่ 2)

ทหารไนจีเรียระหว่างการฝึก Operation Flintlock ร่วมกับทหารสหรัฐอเมริกาที่มาราดี ประเทศไนเจอร์เมื่อปี 2550 (ที่มา: แฟ้มภาพ/Michael Larson/Wikipedia) โรเบิร์ต มอลลีย์ ประธานองค์กรอินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ป (ICG) นำเสนอบทความในนิตยสาร Foreign Policy เกี่ยวกับความขัดแย้งที่น่าจับตามอง 10 กรณี โดยในตอนที่ 1 มีการนำเสนอโดยเน้นแถบภูมิภาคตะวันออกกลางและการคัดง้างกันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนไปแล้ว ในสัปดาห์นี้มีการระบุถึงกรณีไนจีเรีย ซูดานใต้ ชนกลุ่มน้อยผู้ใช้ภาษาอังกฤษในแคเมอรูน ยูเครน และเวเนซุเอลา เลือกตั้งไนจีเรีย และโบโกฮาราม ความขัดแย้งกรณีที่ 6 ที่มอลลีย์ระบุถึงคือกรณีไนจีเรียซึ่งกำลังจะมีการเลือกตั้งสองครั้งในเดือน ก.พ.- มี.ค. ปีนี้ อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งในไนจีเรียมักจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น และสภาพการณ์ในตอนนี้ของไนจีเรียก็มีปัจจัยพร้อมจะปะทุ จากการที่มีคู่แข่งทางการเมืองที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด ขณะเดียวกันการที่ฝ่ายค้านไม่เชื่อใจในทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งและกองกำลังรักษาความปลอดภัยทำให้อาจจะมีการประท้วงในช่วงที่มีการเลือกตั้งหรือหลังเลือกตั้งเกิดขึ้น โดยที่ก่อนหน้านี้เคยมีการประท้วงที่นำพาไปสู่ความรุนแรงในปี 2554 ที่มีการโจมตีชนกลุ่มน้อยในไนจีเรียทำให้มีคนเสียชีวิตมากกว่า 800 ราย ขณะเดียวกันสภาพพื้นที่ไนจีเรียก็ยังคงมีระดับอาชญากรรมความรุนแรงและความไม่ปลอดภัยทั่วไปในระดับสูง ประชาชนทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศต้องเผชิญกับการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มติดอาวุธโบโกฮาราม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มไอซิสแห่งแอฟริกาตะวันตกที่เริ่มยึดพื้นที่ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งระหว่างคนทำไร่เลี้ยงสัตว์ชาวมุสลิมกับชาวคริสต์ที่เคยเป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิตราว 1,500 ราย และถึงแม้ว่าจะเริ่มสงบลงบ้างแล้วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาแต่ความแตกแยกนี้ก็จะยิ่งทำให้การเลือกตั้งที่จะมีไม่ปีนี้ขับเคี่ยวกันหนักขึ้น ส่วนนักการเมืองไนจีเรียเองก็ใช้การยุยงให้เกิดการแบ่งแยกในการสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองให้ตัวเอง ซูดานใต้ แห่งต่อมาคือซูดานใต้…

ประมวล 10 แนวโน้มความขัดแย้งโลกปี 2562 (ตอนที่ 1)

กลุ่ม Antifa Manchester Crew ในกองกำลัง IFB ในโรจายา ทางตอนเหนือของซีเรียที่เป็นพื้นที่ยึดครองของกองกำลังชาวเคิร์ด ภาพถ่ายเดือนสิงหาคม 2560 (ที่มา: Wikipedia) โรเบิร์ต มอลลีย์ ประธานองค์กรอินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ป (ICG) เขียนบทความในนิตยสาร Foreign Policy ระบุว่าในยุคสมัยที่ความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐฯ เริ่มเสื่อมถอย กลุ่มผู้นำอำนาจนิยมทั้งหลายก็พากันฉวยโอกาสนี้เพิ่มอิทธิพลตัวเอง กระทำความผิดโดยลอยนวลไม่ต้องรับผิดชอบเป็นส่วนใหญ่ และพยายามลดทอนกำลังฝ่ายตรงข้าม ความร่วมมือแบบพหุพาคีกำลังถูกล้อมปราบทำให้มีการเมืองแบบปฏิกิริยาสัมพันธ์และการขยี้คู่แข่งเอาแพ้เอาชนะกันมากขึ้น ขณะเดียวกันกระบวนการของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและศาลโลกเองก็ถูกเพิกเฉยหรือไม่ก็ถูกสบประมาท ในโลกยุคปัจจุบันกลายเป็นโลกที่อิทธิพลของตะวันตกกำลังถูกกัดกร่อนโดยเฉพาะจากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันดูแคลนพันธมิตรดั้งเดิมของตัวเอง ขณะที่ยุโรปก็กำลังเผชิญกับกระแสการแยกตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เริ่มมีผู้นำหลายประเทศในโลกโอบรับแนวคิดชาตินิยมผสมกับอำนาจนิยมพร้อมทั้งปฏิเสธกฎเกณฑ์และสถาบันการเมืองนานาชาติ มีเหตุการณ์เลวร้ายหลายเหตุการณ์ที่ผู้กระทำผิดยังไม่ถูกลงโทษไม่ว่าจะเป็นกรณีสังหารจามาล คาชอกกี ในสถานทูตซาอุฯ หรือกรณีการสังหารหมู่โรฮิงญาโดยทางการพม่า หรือผู้นำอย่างทรัมป์เองก็แสดงความเหยียดหยามสิทธิมนุษยชน ท่ามกลางปรากฏการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มอลลีย์ได้ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้ง 10 กรณีในปี 2562 จะได้รับผลกระทบจากกระแสโลก ซึ่งดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยอุปสรรค มีความตะกุกตะกัก หรือแม้กระทั่งอันตราย เยเมน ความขัดแย้งกรณีที่ 1 คือเยเมน ซึ่งกำลังประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหารอย่างหนักและเกิดวิกฤตทางมนุษยธรรมที่นั่นจากความขัดแย้งที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 หลังจากกลุ่มกบฏฮูตีขับไล่รัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และสถานการณ์ก็หนักข้อขึ้นหลังจากที่แนวร่วมฝ่ายซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มเข้าไปปฏิบัติการทิ้งระเบิดและปิดกั้นไม่ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเข้าไปในเยเมน ทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอย่างหนักตามมากลายเป็นความเดือดร้อนและเจ็บปวดต่อประชาชนเยเมน…

สภาอินเดียถูกวิจารณ์ว่า “กีดกันศาสนา” หลังผ่านร่างกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่

Student activists burn effigies of India’s Prime Minister and Chief Minister of Assam in Guwahati, India, on Jan, 8, 2019, after India’s lower house passed legislation that will grant citizenship to members of certain religious minorities but not Muslims. สภาผู้แทนราษฎรของอินเดียผ่านร่างกฎหมายที่เป็นประเด็นร้อนทางสังคม เนื่องจากกฎหมายนี้เอื้ออำนวยต่อการได้สัญชาติอินเดียสำหรับชาวฮินดู ซิกข์และคริสต์ แต่ไม่ให้สิทธิ์ดังกล่าวต่อชาวมุสลิม ที่มาจากบังคลาเทศ ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน พรรคฝ่ายค้าน ต่อต้านร่างกฎหมายนี้โดยระบุว่าจะทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านชี้ว่าไม่ควรมีการกีดกันทางศาสนาในการให้สัญชาติ ดังนั้นจึงถือว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญของประเทศอินเดีย การคัดค้านยังมาจากผู้ต้องการให้กฎหมายเข้มงวดเรื่องคนเข้าเมืองโดยไม่ให้สิทธิ์พิเศษต่อศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ ความไม่พอใจร่างกฎหมายนี้ได้ทำให้ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเขตที่ติดกับประเทศบังคลาเทศ ในวันอังคารผู้ประท้วงปิดถนนหลวง…

เวียดนามเริ่มบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ควบคุมเนื้อหาพิษต่อต้านรัฐ

เอเอฟพี – กฎหมายที่กำหนดให้บริษัทอินเทอร์เน็ตในเวียดนามต้องลบเนื้อหาที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์เห็นว่าต่อต้านรัฐ มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันอังคาร (1ม.ค.62 ) ความเคลื่อนไหวที่นักวิจารณ์เรียกว่า “รูปแบบเผด็จการของการควบคุมข้อมูล” กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ฉบับใหม่ของเวียดนาม ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และผู้สนับสนุนเสรีภาพอินเทอร์เน็ต ที่กล่าวว่าเป็นการเลียนแบบการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของจีน กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้บริษัทอินเทอร์เน็ตลบเนื้อหาที่รัฐบาลมองว่าเป็น “พิษ” นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่างเฟซบุ๊ก และกูเกิล ยังต้องมอบข้อมูลผู้ใช้งานหากรัฐบาลร้องขอ และเปิดสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามได้ประกาศร่างกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายเมื่อเดือน พ.ย. โดยให้เวลาบริษัทต่างๆ ที่ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตในเวียดนามนาน 12 เดือน ที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ยังระบุว่า กฎหมายใหม่มีวัตถุประสงค์ที่จะป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ และกำจัด “กองกำลังฝ่ายตรงข้ามและผู้ที่เป็นปฏิปักษ์” ใช้อินเทอร์เน็ตยั่วยุปลุกปั่นความรุนแรงและการเห็นต่าง  เฟซบุ๊กตอบสนองต่อกฎหมายที่ได้รับการรับรองจากรัฐสภาเวียดนามเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า พวกเขามุ่งมั่นต่อการปกป้องสิทธิของผู้ใช้งานและทำให้ผู้คนสามารถแสดงความเห็นของตนเองได้อย่างอิสระและปลอดภัย “เราจะลบเนื้อหาที่ละเมิดมาตรฐานของเฟซบุ๊กเมื่อเรารับทราบถึงเนื้อหานั้น” เฟซบุ๊ก ระบุ และเสริมว่า บริษัทมีกระบวนการที่ชัดเจนในการจัดการกับคำร้องขอจากรัฐบาลทั่วโลก ฮานอย กล่าวว่า กูเกิลกำลังดำเนินการที่จะเปิดสำนักงานในเวียดนามเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ กฎหมายยังห้ามมิให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในเวียดนามเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกมองว่าเป็นการต่อต้านรัฐ ต่อต้านรัฐบาล หรือใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์ และโพสต์ข้อมูลไม่ถูกต้องที่อาจก่อความสับสนและสร้างความเสียหายต่อกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ นักวิจารณ์ กล่าวว่า เสรีภาพออนไลน์กำลังถดถอยลงภายใต้การบริหารของรัฐบาลสายแข็งกร้าวที่เข้าบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2559 และในช่วงหลายปีมานี้ มีนักเคลื่อนไหวหลายสิบรายถูกจำคุก …