การบ่อนทำลายครั้งสำคัญในสมัยอยุธยา การบ่อนทำลายนับแต่โบราณมักดำเนินการอย่างแอบแฝง เกิดขึ้นจากความต้องการของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจทางการปกครอง ด้วยการสนับสนุนให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อยู่ใต้อิทธิพลไปกระทำแทน โดยมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามเป้าประสงค์ที่ตนวางไว้ และนับเป็นวิธีการล้มล้างฝ่ายตรงข้ามที่เสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่าวิธีการทำลายล้างวิธีอื่น อย่างเช่น วินาศกรรมหรือจารกรรม อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับปฏิบัติการ ในปัจจุบันการบ่อนทำลายนับเป็นหนึ่งในวิธีก่อการร้าย แต่สำหรับกลุ่มก่อการร้ายเชื่อได้ว่าไม่นิยมวิธีการนี้ เพราะกว่าจะบรรลุผลต้องใช้เวลาดำเนินการยาวนาน เดิมการบ่อนทำลายส่วนใหญ่เป็นการกระทำระหว่างกลุ่มปกครองรัฐ ปัจจุบันการบ่อนทำลายต่อรัฐกระทำได้จากทุกกลุ่มชนชั้นที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ และมีรูปแบบเพิ่มมากขึ้น จากกระทำการแบบแอบแฝงเพื่อสร้างข้อมูลข่าวสารในทางลบไปสู่การกระทำที่จงใจสร้างให้เกิดข้อมูลข่าวสารเปิดในทางลบ แต่ขั้นตอนการบ่อนทำลายกลับไม่เคยปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติ โดยขอยกตัวอย่างจากพงศาวดารการเสียกรุงศรีอยุธยาทั้ง 2 ครั้งตามข้อมูลที่บันทึกไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน โดยนำมาเปรียบเทียบตามขั้นตอนของการบ่อนทำลายในปัจจุบัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 1. ก่อให้เกิดการเอาใจออกห่าง 2. ยุยงปลุกปั่น 3. ทรยศหรือกบฏ ข้อมูลจากพงศาวดารหลายฉบับเกี่ยวกับการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกแก่พม่าเมื่อ พ.ศ.2112 ซึ่งเกิดขึ้นจากวิธีการบ่อนทำลาย ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ก่อให้เกิดการเอาใจออกห่าง คือ จากกรณีสงครามช้างเผือก พ.ศ.2106 พระมหาจักรพรรดิ์ทรงรับเงื่อนไขสงบศึกของพระเจ้าบุเรงนอง โดยส่วนหนึ่งของเงื่อนไข คือ ให้ส่งตัวเจ้าพระยาจักรีมหาเสนาให้แก่พระเจ้าบุเรงนอง เพื่อนำตัวกลับไปเป็นประกันที่เมืองหงสาวดี ทั้งที่เจ้าพระยาจักรีมหาเสนาเป็นเสนาบดีที่ซื่อสัตย์ มีความสามารถ และมีความดีความชอบจากการสู้รบป้องกันพระนครมาโดยตลอด กรณีที่เกิดขึ้นเป็นกุศโลบายของพระเจ้าบุเรงนอง ที่ทำให้เจ้าพระยาจักรีมหาเสนาเกิดความรู้สึกน้อยใจ “ที่ทำดี ไม่ได้ดี” และเอาใจออกห่างจากฝ่ายพระมหาจักรพรรดิ์ สงครามช้างเผือก ชนวนก่อเหตุให้เกิดสงคราม ขั้นตอนที่ 2 ยุยงปลุกปั่น เมื่อ…