มิจฉาชีพหลอกช่วยโหวตออนไลน์ หวังขโมยข้อมูล-ยึดบัญชีโซเชียล

กระทรวงมหาดไทย เตือนกลลวงมิจฉาชีพแอบอ้างให้ช่วยโหวต กดไลก์ หรือร่วมกิจกรรมออนไลน์ ผ่านลิงก์ใน LINE, Facebook เพื่อหลอกขโมยข้อมูลส่วนตัวและยึดบัญชีโซเชียล พร้อมแนะวิธีสังเกตและป้องกันก่อนตกเป็นเหยื่อ

Top 5 ช่องทางออนไลน์ ที่มิจฉาชีพใช้หลอกคนไทยบ่อยที่สุด

ปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้อยู่แค่แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่มันเข้าไปแทรกแซงแฝงตัวอยู่ทุกที่ที่มีคนสนใจ พร้อมใช้กลลวงหลากหลายรูปแบบ ทั้งเพจลวง ลิงก์หลอก รีวิวปลอม หรือแอบอ้างเป็นคนรู้จัก เพื่อหลอกให้โอนเงินหรือรอขโมยข้อมูลส่วนตัว

ระวัง!มิจฉาชีพ ปลอมแอปฯ’ทางรัฐ‘ขโมยข้อมูล ‘เงินหมื่นเฟส3’

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) และ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)ได้ติดตามและตรวจสอบการกระทำที่อาจเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมออนไลน์

เตือนภัย มิจฉาชีพใช้ QR Code เป็นเครื่องมือหลอกลวง และขโมยข้อมูลส่วนตัว

ปัจจุบัน QR Code กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเว็บไซต์ ชำระเงิน หรือดูเมนูดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน อาชญากรไซเบอร์ก็ใช้ประโยชน์จากความนิยมนี้เพื่อก่ออาชญากรรมผ่านวิธีที่เรียกว่า QR phishing หรือ quishing โดยการล่อลวงให้เหยื่อสแกน QR Code ปลอม

มุกใหม่ระบาดหนัก! มิจฉาชีพแสบสวมรอยเป็นเหยื่อ หลอกให้เทรดหวังขโมยข้อมูล

หลังเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 68 มีผู้ใช้เพจเฟซบุ๊ก “Drama-Addict” ได้โพสต์ข้อความเตือนภัย หลังมีลูกเพจรายหนึ่งเจอมิจฉาชีพเปิดเพจโรงเเรมปลอม จนกระทั่ง มีผู้เสียหายสวมรอยเป็นบทเหยื่อเหมือนกัน และจะหลอกให้เทรดหุ้นเพื่อหวังขโมยข้อมูล ทำเอาเจ้าตัวคิดว่าคงจะเป็นแก๊งเดียวกันอีกด้วย

คนไม่ไหว AI ต้องช่วย! ระวังปี 67 ภัยไซเบอร์ล้นมือ (Cyber Weekend)

  ชัดเจนแล้วว่าแนวโน้มหลักในวงการไซเบอร์ซิเคียวริตีปี 2567 จะต่อยอดจากปี 2566 ทั้งภาวะภัยออนไลน์ที่ส่อแววล้นทะลักยิ่งขึ้นจนมนุษย์ไม่อาจจัดการได้เอง และการยกทัพปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยเสริมแกร่งกระบวนการต้านโจรไฮเทค   สถานการณ์แบบนี้ทำให้หลายบริษัทหนักใจกับระบบไซเบอร์ซิเคียวริตีของตัวเอง โดยเฉพาะบริษัทที่ยังใช้งานอุปกรณ์เครือข่ายรุ่นดั้งเดิม ซึ่งอาจใช้งานคนละยี่ห้อหรือมีการแยกกันทำงานเป็นชิ้นเพราะเมื่อทำงานร่วมกันไม่ได้ การสร้างระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่ทำงานอัตโนมัติก็เกิดไม่ได้จึงต้องมีการเพิ่มพนักงานเข้ามาดูแล และสุดท้ายทำให้ไม่สามารถพาตัวเองให้รองรับภัยมหาศาลในปีถัด ๆ ไป แถมยังอาจทำให้เสียต้นทุนโดยใช่เหตุ   ความเสียหายนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะผลวิจัยบอกว่าเวลาที่ถูกโจมตี บริษัทส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ยกว่า 21 วันในการตรวจสอบพบเจอ แปลว่ากว่าจะได้เริ่มดำเนินการอุดช่องโหว่แฮ็กเกอร์สามารถนำข้อมูลไปทำสิ่งร้ายได้นานหลายสัปดาห์แล้ว ความท้าทายเหล่านี้ทำให้คำว่าการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัย (Security Operations) หรือที่คนทั่วโลกเรียกกันว่า SecOps นั้นมีความสำคัญมากขึ้น โดยการสำรวจล่าสุดพบว่า 52% ของบริษัททั่วโลกนั้นมอง SecOps เป็นงานมีความยุ่งยาก และบริษัทในประเทศไทยจำนวนมากยังไม่มี   ***ภัยล้นคนไม่ไหว   รัตติพงษ์ พุทธเจริญ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมระบบ ฟอร์ติเน็ต ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจใหม่ที่จัดทำร่วมกับ IDC เกี่ยวกับสถานการณ์การดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัย ในหัวข้อ The State of…