‘เพนตากอน’ เตรียมส่งทหารเพิ่ม 3,500 นาย ไปประจำพรมแดนติดเม็กซิโก

FILE – Members of the U.S. military install multiple tiers of concertina wire along the banks of the Rio Grande near the Juarez-Lincoln Bridge at the U.S.-Mexico border in Laredo, Texas, Nov. 16, 2018. กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน เตรียมส่งกำลังทหารเพิ่มอีก 3,500 นาย ไปประจำตามแนวพรมแดนทางใต้ของสหรัฐฯ ติดกับเม็กซิโก เพื่อช่วยด้านการรักษาความปลอดภัยตามชายแดน เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวกับ VOA ว่า ทหาร 3,500 นายนี้จะไปสมทบกับกำลังทหารและเนชั่นแนล การ์ด ราว 4,600 นาย…

เอฟบีไอเผย ชายรัฐจอร์เจียวางแผนใช้ ‘จรวดยิงรถถัง’ โจมตีทำเนียบขาว

Winter Weather เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ชายผู้หนึ่งจากรัฐจอร์เจียถูกจับกุมในข้อหาวางแผนใช้จรวดยิงรถถังเพื่อโจมตีทำเนียบขาว หลังจากที่เขาขายรถยนต์ของเขาเพื่อแลกกับอาวุธและระเบิดหลายลูก อัยการของสหรัฐฯ ระบุว่า นายฮาเชอร์ จาลาล ทาเฮ็บ วัย 21 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันพุธ และถูกฟ้องในข้อหาพยายามทำลายอาคารของรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยระเบิด รายงานระบุว่า สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า นายทาเฮ็บถูกล้างสมองโดยกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง และได้เปลี่ยนชื่อรวมทั้งวางแผนเดินทางไปยังพื้นที่ที่กลุ่มรัฐอิสลามครอบครองอยู่ นอกจากนี้ นายทาเฮ็บยังได้พบกับสายลับแฝงตัวและแหล่งข่าวของเอฟบืไอหลายครั้งเมื่อเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม และเผยกับแหล่งข่าวว่า เขามีแผนจะโจมตีทำเนียบขาว และรูปปั้นเทพีเสรีภาพในนครนิวยอร์กด้วย โดยในการพบกันครั้งหนึ่ง นายทาเฮ็บ บอกว่า หากเขาไปปฏิบัติการในต่างประเทศ เขาจะเป็นแค่หนึ่งในกองทัพผู้ก่อการรา้ย แต่หากปฏิบัติการในอเมริกา เขาสามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่า รวมทั้งเขายังพร้อมจะสละชีพในการโจมตีด้วย สายลับของเอฟบีไอที่แฝงตัวใกล้ชิดกับนายทาเฮ็บ เผยด้วยว่า นายทาเฮ็บวางแผนโจมตีทำเนียบขาวด้วยตนเอง โดยใช้อาวุธปืนและระเบิด รวมทั้งจะใช้จรวดยิงรถถังยิงเข้าใส่ประตูหน้า และจะสรา้งความเสียหายให้มากที่สุด โดยมีแผนจะบันทึกวิดีโอการโจมตีเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ด้วย ในวันพุธ นายทาเฮ็บได้นัดพบกับสายลับแฝงตัวของเอฟบีไอเพื่อแลกรถยนต์ของเขากับระเบิด จรวดยิงรถถังและอาวุธปืนไรเฟิล และถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ทันที ———————————————————- ที่มา : VOA Thai / มกราคม…

ใครคือ ‘ซีซาร์ ซายอค’? แล้วอะไรจูงใจให้ส่งพัสดุระเบิด 14 ชิ้น ถึงศัตรูทางการเมืองของ โดนัลด์ ทรัมป์

ใครคือ ‘ซีซาร์ ซายอค’? แล้วอะไรจูงใจให้ส่งพัสดุระเบิด 14 ชิ้น ถึงศัตรูทางการเมืองของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในที่สุด ก็พบตัวผู้ต้องสงสัยที่ส่งพัสดุบรรจุระเบิดไปป่วนนักการเมืองเดโมแครต ผู้สนับสนุน ผู้วิจารณ์โดนัลด์ ทรัมป์ และสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รวมจำนวนทั้งหมด 14 ลูก เขาคือ ซีซาร์ ซายอค จูเนียร์ (Cesar Sayoc Jr.) วัย 56 ปี อาศัยอยู่ในรัฐฟลอริดา หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส ตามไปดูชีวิตบนโซเชียลมีเดียของ ซีซาร์ ซายอค จูเนียร์ ซึ่งแต่ก่อนก็ไม่มีอะไรโดดเด่น เขาโพสต์รูปอาหาร การออกกำลังกาย ผู้หญิง และการแข่งขันกีฬา ในแบบที่พบมากในชายวัยกลางคนทั่วไป จนกระทั่งปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โพสต์ของเขาน่ากลัวขึ้น มีน้ำเสียงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากกว่าเดิม เขาเปิดบัญชีทวิตเตอร์ใหม่ และเริ่มโพสต์ข่าวที่แสดงออกด้านอารมณ์ของฝ่ายขวา หน้าฟีดส์ของเต็มไปด้วยรูปที่เข้าข้างทรัมป์ ข่าวเกี่ยวกับมุสลิมและกลุ่มไอเอส โดยเฉพาะทฤษฎีสมคบคิด และข่าวจากฟ็อกซ์นิวส์ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกระตุ้นความสนใจของซายอคด้วยอารมณ์โกรธและการแบ่งฝ่ายสุดขั้วของโพสต์จำพวกคลิกเบต และทำให้เขาประกาศตัวต่อสาธารณะว่า อยู่ข้างเดียวกับทรัมป์ และเกลียดชังศัตรูของทรัมป์…

‘ทรัมป์’ ประณามพัสดุบรรจุระเบิดส่งถึงบุคคลสำคัญทางการเมือง “น่ารังเกียจ”

A member of the New York Police Department bomb squad is pictured outside the Time Warner Center in the Manhattan borough of New York City after a suspicious package was found inside the CNN Headquarters in New York, Oct. 24, 2018. President Donald Trump speaks about crude pipe bombs targeting Hillary Clinton, former President Barack…

‘สายลับต่างชาติ’ นิยมแฝงตัวเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ

ภายในรั้วมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐฯ คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นสถานที่เเรกที่นักสอดแนมจะแฝงตัวเข้าไปปนเปกับนักศึกษา เเต่ แดน โกลด์เดน (Dan Golden) ผู้สื่อข่าวสายสอบสวน กล่าวว่าคุณจะแปลกใจ เพราะมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เต็มไปด้วยนักสอดแนมหรือสายลับ โกลด์เดน กล่าวว่า ในมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ มีนักศึกษาเเละศาสตราจารย์ชาวต่างชาติจำนวนมากมาย บางคนมาหาข้อมูลให้แก่ประเทศของตน ไม่ว่าจะเป็นความลับทางวิทยาศาสตร์หรือมาสร้างเเหล่งข่าว โกลด์เดน พูดถึงตัวอย่างการสอดแนมในรั้วมหาวิทยาลัยในหนังสือที่เขาเขียน เรื่อง“สปาย สคูลส์” (“Spy Schools”) เขากล่าวว่ามหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เป็นแหล่งดึงดูดนักสอดแนม เพราะมีการเเลกเปลี่ยนทางความคิดและวัฒนธรรมกันอย่างอิสระ ชาร์ลี แม็คกอลนิกัล (Charlie Mcgonigal) เจ้าหน้าที่พิเศษที่ดูแลฝ่ายต่อต้านข่าวกรองของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ กล่าวว่า นี่เป็นปัญหาใหญ่มากเ พราะในสหรัฐฯ สถาบันการศึกษาเปิดกว้าง มีการศึกษาวิจัยและการพัฒนามากมายที่บรรดารัฐบาลต่างชาติต้องการได้ข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ และจะส่งนักศึกษาของตนเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยอเมริกันเพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ ส่วนชาวอเมริกันที่ไปเรียนในต่างประเทศก็มักตกเป็นเหยื่อของรัฐบาลต่างชาติที่ต้องการใช้เป็นนักสอดแนม ในปี พ.ศ. 2557 เอฟบีไอได้สนับสนุนเงินในการสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่อิงเนื้อหาจากเรื่องจริง เกี่ยวกับนาย เกลน ชริฟเฟอร์ (Glenn Shriver) นักศึกษาชาวอเมริกันที่รัฐบาลจีนว่าจ้างให้เป็นนักสอดแนมแก่จีน เเม็คกานิกัลกล่าวว่า นักศึกษาถูกใช้โดยรัฐบาลต่างชาติให้เป็นสายลับ เเละสั่งให้ไปสมัครทำงานในรัฐบาลสหรัฐฯ หรือในภาคเอกชนที่ต้องการได้ข้อมูลไปใช้ประโยชน์ อเล็กซ์ แวน…

สิทธิความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัลกำลังเป็นประเด็นพิจารณาในศาลสูงสุดสหรัฐฯ

  ศาลสูงสุดแห่งสหรัฐฯ กำลังทบทวนอำนาจของตำรวจในการดูข้อมูลในโทรศัพท์มือถือโดยไม่มีหมายค้น ศาลสูงสุดแห่งสหรัฐฯ เเสดงท่าทีเมื่อเร็วๆ นี้ว่าอาจจะออกกฏระเบียบใหม่เพื่อควบคุมอำนาจของหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายของสหรัฐฯ ในการติดตามการเคลื่อนไหวของปัจเจกบุคคลด้วยการเข้าไปดูข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของคนที่ตกเป็นเป้าสงสัย การไต่สวนคำร้องในศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ครั้งนี้ อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่สำคัญในประเด็นที่ถกเถียงกันมาตลอด เกี่ยวกับการปกป้องเสรีภาพประชาชนในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเด็นที่ถกกันคือ ควรหรือไม่ที่ตำรวจมีอำนาจจะเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ ที่ช่วยระบุว่าผู้ใช้อยู่ที่ไหนได้โดยไม่ต้องขอหมายค้นจากศาล การทบทวนเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากการตัดสินให้ชายอเมริกัน นายทิโมธี คาร์เพนเตอร์ (Timothy Carpenter) มีความผิดในข้อหาการปล้นหลายครั้ง ย้อนไปในปี 2010 กับ 2011 เพราะคณะอัยการได้ข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของนายคาร์เพนเตอร์ที่ระบุว่าเขาอยู่ที่ใดในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่เกิดเหตุ ข้อมูลนี้มีส่วนสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินว่าเขามีความผิดตามข้อกล่าวหา เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทีมทนายความของ American Civil Liberties Union หรือ ACLU ได้เเสดงข้อโต้เเย้งต่อศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ว่าควรมีข้อกำหนดว่าตำรวจจะต้องได้รับหมายค้นจากศาลเสียก่อนที่จะสามารถเข้าไปดูข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา ทีมทนายความดังกล่าวยังโต้เเย้งด้วยว่า การอนุญาตให้ตำรวจเข้าไปดูข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือของผู้ต้องสงสัยโดยไม่มีหมายค้น ถือว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลตามที่ระบุไว้ในกฏหมายรัฐธรรมนูญ ในบทบัญญัติฉบับเเก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ที่ห้ามตำรวจทำการค้นตัวเเละยึดของใช้ส่วนตัวของผู้ต้องหาอย่างไม่มีเหตุผล เนธาน ฟรีด วีสสเล่อร์ (Nathan Freed Wessler) ทนายความของเอซีเอลยู (ACLU) กล่าวกับบรรดาผู้สื่อข่าวด้านนอกศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน หลังการไต่สวนของศาลว่า เป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนจะใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ทิ้งร่องรอยของการใช้โทรศัพท์มือถือที่ชี้ว่า ณ…