‘โบลท์’ เสริมมาตรการความปลอดภัยบริการในไทย

  “โบลท์” เดินหน้าลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยบนแอป เสริมระบบอัตโนมัติ การตรวจสอบภาพถ่ายหน้าคนขับ ปุ่มช่วยเหลือฉุกเฉิน แชร์ทริปการเดินทาง ระบุหากถูกร้องเรียนจะไม่สามารถให้บริการ – รับบริการจากผู้โดยสารหรือผู้ขับขี่รายเดิมโดยอัตโนมัติ โบลท์ (Bolt) แอปพลิเคชันการเดินทางจากยุโรป ประกาศเปิดตัวมาตรการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในประเทศไทย   โดยมาตรการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยนี้ประกอบไปด้วย การตรวจสอบภาพถ่ายหน้าของคนขับ และมาตรการความปลอดภัยในระหว่างการเดินทางสำหรับการเดินทางผ่านยานพาหนะในแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นการสนับสนุนความปลอดภัยของผู้ขับขี่ และผู้โดยสารจากฝ่ายด้านความปลอดภัยที่ได้รับการฝึกอบรมภายในบริษัท   การตรวจสอบภาพถ่ายหน้าของคนขับเป็นมาตรการใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนของผู้ขับขี่ เเละลดการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยโดยรวมในการใช้บริการของทั้งผู้โดยสาร และผู้ขับขี่ผ่านแอปพลิเคชันโบลท์   ภายในมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยเพิ่มเติมในการเดินทาง โบลท์จะมีระบบในการเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติกับผู้โดยสาร และคนขับผ่านแอปพลิเคชันเมื่อยานพาหนะหยุดเคลื่อนไหวเป็นเวลาที่ผิดสังเกต   เพื่อเป็นการยืนยันว่าทั้งผู้โดย และผู้ขับขี่ไม่ตกอยู่ภายในอันตรายใด ๆ ระบบจะให้ทางผู้ขับขี่ และผู้โดยสารได้รับตัวเลือกในการโทรติดต่อกับศูนย์บริการฉุกเฉินโดยตรง ให้ข้อมูลของการเดินทาง ความช่วยเหลือจากโบลท์ได้ด้วยการแจ้งเตือนในแอปพลิเคชัน   ในอนาคตโบลท์มีการวางแผนที่จะนำระบบตรวจสอบความปลอดภัยในการเดินทางอื่นๆ เพิ่มเติมในการใช้งานแอปพลิเคชัน เช่น การแจ้งเตือนเมื่อมีการออกนอกเส้นทาง และการสิ้นสุดการเดินทางที่ล่าช้า   โดยมาตรการในอนาคตเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนต่อเนื่องของโบลท์ในการพัฒนาทางด้านความปลอดภัยในแพลตฟอร์มของตน เพื่อให้โบลท์สามารถให้การสนับสนุนที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร และเป็นมาตรการที่ช่วยเหลือในการระบุ และป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารได้   นอกจากนี้ ระบบที่ช่วยให้การเดินทางของโบลท์ปลอดภัยสำหรับคนขับ และผู้โดยสารมีเพิ่มเติมดังนี้   ระบบความปลอดภัย…

สิงคโปร์ตั้งเป้าปีหน้าผู้โดยสารเดินทางจากสนามบินชางงีไม่ต้องใช้พาสปอร์ต

ในอนาคตอันใกล้นี้ ผู้โดยสารบางรายจะสามารถเดินทางออกจากสนามบินชางงีของสิงคโปร์ได้โดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง เนื่องจากสิงคโปร์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงกฎหมายการเข้าเมืองของประเทศที่จะอนุญาตให้ผู้โดยสารยืนยันตัวตนผ่านระบบข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลแบบครบวงจร แทนการใช้หนังสือเดินทาง

สนามบินทั่วสหรัฐฯ ยึดอาวุธปืนได้มากสุดเป็นประวัติการณ์

  ณ วันที่ 16 ธ.ค. สนามบินทั่วสหรัฐฯ สามารถสกัดกั้นและยึดอาวุธปืนได้มากถึง 6,301 กระบอก ทุบสถิติปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 5,972 กระบอก   ใครที่เคยโดยสารเครื่องบินน่าจะคุ้นเคยดีกับหนึ่งในข้อกำหนดที่ว่า ห้ามนำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสิ่งเทียมอาวุธปืน ซึ่งถือเป็นวัตถุอันตรายและวัตถุต้องห้าม เข้าไปในเขตหวงห้ามของสนามบินและนำขึ้นเครื่องบิน ยกเว้นจะได้รับการอนุญาตตามขั้นตอน   นี่เป็นกฎเกณฑ์สากลที่มีการบังคับใช้ในสนามบินที่ได้มาตรฐานทุกแห่งทั่วโลกเพื่อรับรองความปลอดภัยของทุกฝ่าย แต่เมื่อมีกฎแน่นอนว่าก็ต้องมีคนพยายามแหก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งได้ชื่อว่ามีผู้ครอบครองปืนจำนวนมาก     ในปี 2022 นี้ สนามบินสหรัฐฯ ถึงขั้นปวดเศียรเวียนเกล้า เมื่อสามารถสกัดกั้นและยึดอาวุธปืนที่ผู้โดยสารพยายามนำขึ้นเครื่องได้มากเป็นประวัติการณ์ ทุบสถิติเดิมของปีที่แล้ว   หน่วยงานรักษาความปลอดภัยด้านการคมนาคม (TSA) เปิดเผยว่า ณ วันที่ 16 ธ.ค. สนามบินทั่วสหรัฐฯ สามารถสกัดกั้นและยึดอาวุธปืนได้มากถึง 6,301 กระบอก ในจำนวนนั้นกว่า 88% ถูกโหลดกระสุนไว้ในแม็กกาซีน   ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาประมาณ 300 กระบอกจากปีที่แล้ว ซึ่งยึดได้ 5,972…

ผวาทั้งลำ! กัปตันตัดสินใจยกเลิกเทคออฟ หลังผู้โดยสารได้รับรูปซากเครื่องบินตก ผ่าน Airdrop

  มิร์เรอร์ รายงานเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระบุว่า เกิดเหตุเครื่องบินที่เตรียมที่จะเทคออฟ ที่สนามบินเบกูเรียน ในเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ต้องยกเลิกเที่ยวบินลงหลังจากผู้โดยสารจำนวนหนึ่งได้รับ “ภาพซากเครื่องบินตก” จากผู้ส่งปริศนา ผ่านทางระบบ Airdrop ของ iPhone โดยเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบกระเป๋าเดินทางซ้ำและสืบสวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด รายงานระบุว่า มีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งบนเรื่องบินโบอิ้ง 737 ของสายการบินอนาโดลูเจ็ต สายการบินในเครือของเตอร์กิชแอร์ไลน์ ได้รับรูปซากเครื่องบินของสายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์ ที่ประสบอุบัติเหตุตกลงในกรุงอัมสเตอร์ดัม ในปี 2009 ที่ผ่านมา ผ่านทางระบบ Airdrop ของ iPhone ส่งผลให้บรรดาผู้โดยสารบนเครื่องแตกตื่น ขณะที่กัปตันตัดสินใจวนเครื่องกลับและยกเลิกเที่ยวบินเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวทันที   ภาพที่ผู้โดยสารได้รับจากบุคคลปริศนา รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ต้องนำกระเป๋าเดินทางทั้งหมดมาตรวจสอบซ้ำ และยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ส่งภาพดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าต้องเป็นฝีมือของคนใดคนหนึ่งที่อยู่บนเครื่อง ทั้งนี้ มีผู้โดยสารหลายรายที่ได้รับคำขอส่งภาพเข้าสู่ระบบ Airdrop แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ได้กดรับภาพดังกล่าว โดยนอกจากภาพซากเครื่องเตอร์กิชแอร์ไลน์แล้ว ยังมีภาพซากเครื่องของสายการบินเอเชียนา เที่ยวบิน 214 ที่ตกในเมืองซานฟรานซิสโก ในปี 2013 ด้วย     ที่มา…

“เดลตา แอร์ไลน์” ทดสอบระบบจำใบหน้าลดขั้นตอนตรวจสอบ-ประหยัดเวลา

    สายการบินเดลตา แอร์ไลน์ของสหรัฐฯ เริ่มทดสอบการใช้งานระบบจดจำใบหน้าของผู้โดยสาร ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบและประหยัดเวลามากขึ้น 29 ต.ค.2564 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้โดยสารที่ต้องการเข้าร่วมการทดสอบจะต้องบันทึกข้อมูลในแอปพลิเคชันของสายการบินเดลตา แอร์ไลน์ และต้องลงทะเบียนกับสำนักงานความมั่นคงด้านการคมนาคม หรือ ทีเอสเอ     ซึ่งผู้โดยสารที่ใช้งานระบบจดจำใบหน้าจะต้องนำสัมภาระไปเช็คอินและโหลดลงสายพานด้วยตัวเอง จากนั้นสามารถเดินขึ้นเครื่องบินได้ ด้วยการสแกนใบหน้า เบื้องต้น การทดสอบระบบดังกล่าวจะเริ่มที่เมืองแอตแลนตา จากนั้นจะขยายไปที่เมืองดีทรอยต์     ผู้อำนวยการสายการบินเดลตา แอร์ไลน์ กล่าวว่า แนวคิดที่จะใช้ระบบจดจำใบหน้ากับผู้โดยสารมีขึ้นก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของโควิด-19 แต่เมื่อเกิดการระบาดขึ้น     จำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมาก ซึ่งถือเป็นโอกาสดี ที่จะใช้เวลาในช่วงดังกล่าวสร้างระบบและทดสอบการใช้งาน เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารยังมีไม่มาก เท่ากับว่าการระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งที่ทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่วางแผนไว้ ที่มา : AP   —————————————————————————————————- ที่มา : ThaiPBS            / วันที่เผยแพร่ 29 ต.ค.2564 Link…

สนามบินสิงคโปร์ชางงีเริ่มทดสอบระบบจำแนกใบหน้าเพื่อตามหาตัวผู้โดยสารที่ไม่มาขึ้นเครื่อง

  ปัญหาของผู้โดยสารหายไม่มาขึ้นเครื่องจนสายการบินต้องประกาศตามนั้นเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้เที่ยวบินล่าช้า เนื่องจากผู้โดยสารอาจกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ภายในสนามบินจนอาจลืมดูเวลาไม่ได้มาขึ้นเครื่องบินตามกำหนด ล่าสุดท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงีเริ่มทดสอบระบบจำแนกใบหน้าเพื่อตามหาผู้โดยสารหายมาใช้งานในสนามบินแล้ว โดยจะใช้ภาพจากกล้องเปรียบเทียบกับภาพบุคคลในฐานข้อมูลเพื่อตามผู้โดยสารที่อยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ของท่าอากาศยานให้มาขึ้นเครื่อง เพื่อลดระยะเวลาล่าช้าของเที่ยวบินลง Steve Lee หัวหน้าฝ่ายข้อมูลของกลุ่มท่าอากาศยานชางงีกล่าวว่า “เรามีรายงานผู้โดยสารที่หายไปจำนวนมาก ดังนั้นหนึ่งในวิธีที่เราคิดได้คือจะต้องสืบและค้นหาผู้โดยสารที่กำลังจะเดินทาง แน่นอนว่าจะต้องได้รับอนุญาตจากสายการบินด้วย” ปัจจุบัน T4 ซึ่งเป็นเทอร์มินัลใหม่ของสนามบินชางงีก็ได้นำมาใช้ในระบบบริการตนเองบ้างแล้ว เช่น เช็คอิน, แบ็คดรอป, ตรวจคนเข้าเมือง, ขึ้นเครื่องบิน ซึ่งท่าอากาศยานก็เตรียมนำระบบจำแนกใบหน้ามาปรับปรุงใช้ในเทอร์มินัล 1-3 ด้วย ซึ่ง Lee บอกว่าในอนาคตอาจจะสามารถใช้ไบโอเมตริกแทนพาสปอร์ตได้ Lee เผยว่านอกจากระบบรู้จำใบหน้าแล้ว ท่าอากาศยานชางงียังทดสอบเทคโนโลยีใหม่อยู่เรื่อย ๆ อย่างเช่นการใช้เซนเซอร์ตรวจสอบเมื่อเครื่องบินถอยกลับจากเกทหรือเมื่อเทคออฟ ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยให้ประสิทธิภาพการตัดสินใจสั่งการบนหอบังคับการบินดีขึ้น และลดเวลา taxiing ของเครื่องบินลงได้ถึง 90 วินาทีต่อเที่ยวในช่วงพีค หรือระบบ AI ที่ทำนายสภาพอากาศ, ลม และเส้นทางการแลนดิ้งของเครื่องบินเพื่อทำนายเวลาถึงสนามบินได้แม่นยำขึ้น   —————————————————————————————————————– ที่มา : Blognone nutmos / วันที่ 1…