ฮ่องกงฮือ “ประท้วง” กม.ความมั่นคงชาติจีน ตร.ยิงแก๊สน้ำตา-เตือนแล้วห้ามชุมนุม

ฮ่องกงฮือ “ประท้วง” – วันที่ 24 พ.ค. ซีเอ็นเอ็น รายงานสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่หวนระอุใน ฮ่องกง อีกครั้ง หลังจากตำรวจและเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลยิง แก๊สน้ำตา รวมถึง สเปรย์พริกไทย ใส่กลุ่มผู้ชุมนุมหลายพันคนที่รวมตัวเดินขบวนต่อต้าน ร่างกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง ซึ่งสภาประชาชนแห่งชาติจีน (เอ็นพีซี) จะพิจารณาและลงมติในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางความหวาดวิตกของชาวฮ่องกงจำนวนมากที่เกรงว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่สามารถควบคุมและแทรกแซงการปกครองฮ่องกงได้ Protesters march on a road during a pro-democracy rally against a proposed new security law in Hong Kong on May 24, 2020. (AFP) รายงานระบุว่ากลุ่มผู้ประท้วงเริ่มเดินขบวนเมื่อช่วงเที่ยงของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น เริ่มเดินจากย่านคอสเวย์เบย์ ศูนย์กลางการค้าปลีกขนาดใหญ่ของฮ่องกง โดยผู้ประท้วงหลายคนตะโกนวลีที่ว่า “ปลดแอกฮ่องกง การปฏิวัติแห่งยุคสมัยของเรา” อีกหลายคนโบกธงสีน้ำเงินแสดงถึงการสนับสนุนการแยกดินแดนเป็นเอกราชจากจีน พร้อมตะโกนว่า “ฮ่องกงเป็นเอกราชคือทางออกทางเดียว” น.ส.เมซี หว่อง วัย 26 ปี หนึ่งในผู้ประท้วง กล่าวว่าไม่หวาดกลัวหากจะถูกดำเนินคดีจากการกล่าวถ้อยคำส่งเสริมการแยกดินแดน และว่าอิสรภาพคือเป้าหมายระยะยาวของฮ่องกง แม้จะไม่สามารถบรรจุจุดมุ่งหมายได้ในอนาคตอันใกล้ แต่นั่นคือสิ่งที่ชาวฮ่องกงต้องการมากที่สุด ด้าน นายวินเซนต์ ชายวัย 25 ปี…

จบกัน จีนดันกม.ความมั่นคงกำราบฮ่องกง ขณะฝ่ายปชต.ปลุกม็อบนับล้านต้าน

นักเคลื่อนไหวและ ส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตยฮ่องกงแถลงข่าวตอบโต้การเสนอกฎหมายความมั่นคงเข้าสภาของจีนเมื่อวันศุกร์ ไม่รอสภาฮ่องกงแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์จีนเสนอกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเข้าสภาตรายางของจีนในวันศุกร์ กำราบพวกกบฏแบ่งแยกดินแดนปลุกปั่นโค่นล้มระบอบในฮ่องกง ฝ่ายประชาธิปไตยพิโรธ ระบุเป็นอวสานของฮ่องกง ประกาศระดมคนหลายล้านประท้วงต่อต้านสุดสัปดาห์นี้ ร่างกฎหมายความมั่นคงที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนประชาชนจีน (เอ็นพีซี) ในวันเปิดประชุมประจำปีเช้าวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม เป็นผลต่อเนื่องจากคำเตือนซ้ำหลายครั้งของบรรดาผู้นำในพรรคว่าจีนจะไม่ทนอดกลั้นกับการต่อต้านขัดขืนในฮ่องกงอีกต่อไป หลังจากเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ของฝ่ายประชาธิปไตยที่ยืดเยื้อยาวนาน 7 เดือนเมื่อปีที่แล้ว เอเอฟพีรายงานว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นการบังคับใช้มาตรา 23 ของกฎหมายพื้นฐานของฮ่องกง ที่ห้าม “การก่อกบฏ, การแบ่งแยกดินแดน, การปลุกปั่นให้ขัดขืนอำนาจปกครอง และการบ่อนทำลาย” รัฐบาลจีน ซึ่งไม่เคยถูกนำมาบังคับใช้เนื่องจากการต่อต้านของชาวฮ่องกงที่เห็นว่าเป็นกฎหมายที่ทำลายสิทธิพลเมืองของพวกเขา ภายใต้รูปแบบกึ่งปกครองตนเองตามหลักหนึ่งประเทศ สองระบบ ที่จีนให้คำมั่นไว้ภายหลังรับมอบเกาะศูนย์กลางการเงินแห่งนี้คืนจากอังกฤษเมื่อปี 2550 เมื่อปี 2556 สภานิติบัญญัติของฮ่องกงเคยพยายามผ่านมาตรานี้ แต่ก็ต้องยกเลิกเนื่องจากชาวฮ่องกงราว 500,000 คนออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้าน ความพยายามผลักดันกฎหมายนี้อีกครั้งเมื่อปีที่แล้วกลับเผชิญการต่อต้านหนักหน่วงยิ่งกว่าเก่า หวัง เฉิน รองประธานคณะกรรมการประจำของเอ็นพีซี กล่าวอย่างชัดเจนเมื่อวันศุกร์ว่า ร่างกฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อกำราบขบวนการประชาธิปไตยของฮ่องกง “เราต้องใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกัน, หยุดยั้ง และลงโทษพวกเขาตามกฎหมาย” หวังกล่าวถึงขบวนการต่อต้านจีนในฮ่องกง การดำเนินการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะข้ามกระบวนการทางนิติบัญญัติของฮ่องกงโดยถือเป็นการผ่านกฎหมายจากสภาแห่งชาติ หวังกล่าวว่าความล่าช้าในการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงของฮ่องกงบังคับให้ผู้นำจีนต้องดำเนินการเอง “เป็นเวลานานกว่า 20 ปีแล้วนับแต่รับมอบฮ่องกงคืนมา ที่กฎหมายเหล่านี้ยังไม่ได้บังคับใช้เพราะการลอบทำลายและขัดขวางโดยพวกที่พยายามหว่านปัญหาในฮ่องกงและจีน…

ม็อบประชาธิปไตยเมินเว้นระยะห่าง ชุมนุมกลางห้างเย้ยวันเกิดผู้นำฮ่องกง

รอยเตอร์ – ผู้ประท้วงฝักใฝ่ประชาธิปไตยหลายร้อยคนรวมตัวกันตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั่วฮ่องกงในวันพุธ (13พ .ค.) เพิกเฉยต่อกฎระเบียบเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อเยาะเย้ยผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษแห่งนี้ ในวันคล้ายวันเกิดของเธอ ตำรวจทั้งในชุดปราบจลาจลและนอกเครื่องแบบ เข้าไปในห้างสรรพสินค้าบางแห่ง และมีผู้ชุมนุมถูกจับกุมอย่างน้อย 1 คนหลังจากพวกเจ้าหน้าที่ใช้สเปรย์พริกไทยผลักดันพวกผู้ประท้วงให้ล่าถอยไป ความวุ่นวายที่ทำให้ร้านค้าเกือบทั้งหมดต้องปิดทำการ เหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณแห่งสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยทางสังคมล่าสุดที่คืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในฮ่องกง หลังจากเมืองแห่งนี้ค่อนข้างประสบความสำเร็จในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ซึ่งจนถึงวันพุธ (13พ.ค.) ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 1,051 คนและเสียชีวิต 4 ราย แม้รัฐบาลอนุญาตให้บาร์, โรงยิมและโรงภาพยนตร์กลับมาเปิดทำการ ส่วนข้าราชการก็เริ่มกลับมาทำงานแล้ว แต่พวกเขายังคงคำสั่งห้ามประชาชนรวมกลุ่มกันเกิน 8 คน ลัม ซึ่งมีอายุครบ 63 ปี และเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุดของฮ่องกง นับตั้งแต่อังกฤษส่งมอบเกาะแห่งนี้คืนสู่อ้อมอกของจีนในปี 1997 พยายามผลักกันร่างกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งจะเปิดทางส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีในจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อปีที่แล้ว โหมกระพือการประท้วงที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากและบ่อยครั้งได้เลี้ยวเข้าสู่ความรุนแรง “ผมอวยพรให้ แคร์รี ลัม มีอายุยืนๆ เพื่อที่เธอจะได้อยู่รับผิดชอบการตัดสินใจต่างๆ ของเธอ” เคน ผู้ประท้วงวัย 20 ปีกล่าว “เราจะเดินหน้าขัดขืนต่อไป หากเราไม่พยายามสู้ พวกเขาจะพยายามปราบปรามเราหนักหน่วงขึ้น” ที่ห้างสรรพสินค้านิว ทาวน์…

มิชิแกนประท้วงดุล็อคดาวน์โควิด-19 พกปืนบุกเข้าสภา

วันนี้ ( 1 พ.ค. 63 )ผู้ประท้วงมาตรการล็อคดาวน์โควิด19 ในรัฐมิชิแกนหลายร้อยคน โดยมีหลายคนพกปืนซึ่งรวมไปถึงปืนไรเฟิล บุกเข้าไปประท้วงภายในอาคารสภาของรัฐมิชิแกน ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแลนซิ่ง ผู้ประท้วงเรียกร้องกดดันให้ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน ยกเลิกมาตรการล็อคดาวน์ และให้ธุรกิจกลับมาเปิดทำการได้ทันทีในวันนี้ 1 พฤษภาคม การพกปืนเข้าไปภายในอาคารสภา สามารถทำได้ไม่ผิดกฎหมายในรัฐมิชิแกน และผู้ประท้วงหลายคนได้พกปืนอย่างเปิดเผย เข้าไปภายในส่วนของวุฒิสภา ทำให้วุฒิสภาหลายคนถึงกับต้องสวมเสื้อกันกระสุน ผู้ประท้วงจำนวนมากไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย และไม่รักษาระยะห่างโซเชียล ดิสแทนซิ่ง ซึ่งเป็นการละเมิดคำสั่งล็อคดาวน์ แต่ตำรวจได้มีการตรวจวัดไข้ ก่อนที่จะปล่อยให้ผู้ประท้วงบางส่วน เข้าไปภายในสภาได้ ในขณะที่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ด้านนอกของอาคารสภา  มีผู้สมัครสมาชิกสภารัฐมิชิแกนจากพรรครีพับลิกันบางคน ออกมาสนับสนุนการประท้วงด้วย การประท้วงเมื่อวานนี้ นับเป็นการประท้วงมาตรการล็อคดาวน์ ที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งในรัฐมิชิแกน หลังจากเคยเกิดการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา โดยผู้ประท้วงใช้วิธีนั่งนิ่งเฉยอยู่ภายในรถพร้อมกับบีบแตรเสียงดังสนั่น จงใจทำให้การจราจรติดขัดบนถนนรอบอาคารสภามิชิแกน การประท้วงในวันนั้น ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ได้มีการทวิตข้อความ “ปลดปล่อยมิชิแกน” สนับสนุนการประท้วงด้วย การประท้วงเกิดขึ้นในขณะที่ภายในสภารัฐมิชิแกน ซึ่งพรรครัฐบาลรีพับลิกันครองเสียงข้างมาก มีการลงมติไม่รับรองการประกาศขยายเวลาล็อคดาวน์ของ เกรทเช่น วิตเมอร์ ผู้ว่าการหญิงรัฐมิชิแกน ที่มาจากพรรคฝ่ายค้านเดโมแครตส์ หลังจากวิตเมอร์เพิ่งประกาศขยายเวลาภาวะฉุกเฉินและมาตรการล็อคดาวน์โควิด19 ที่เพิ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา…

ปากีฯจับกุมแพทย์กว่า50คน ชุมนุมประท้วงขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันสู้โควิด-19

เอเอฟพี – แพทย์มากกว่า 50 คนถูกจับกุมที่เมืองเกตตา ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถานในวันจันทร์(6เม.ย.) หลังร่วมชุมนุมประท้วงต่อกรณีขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันสำหรับต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่(โควิด-19) การจับกุมครั้งนี้มีขึ้นหลังจากแพทย์และเจ้าหน้าที่ด้านการรแพทย์มากกว่า 100 คนเดินขบวนใกล้โรงพยาบาลหลักของเมืองเกตตา จากนั้นก็ย้ายไปประท้วงบริเวณด้านหน้าบ้านพักของมุขมนตรีแห่งรัฐ ตามรายงานของผู้สื่อข่าวเอเอฟพี ตำรวจใช้ตะบองเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม หลังจากพวกเขาพยายามเข้าไปในเขตบ้านพักของมุขมนตรี ผลก็คือเกิดเหตุตะลุมบอนกระทบกระทั่งกันระหว่างสองฝ่าย “เรามีแพทย์ 53 คนที่อยู่ภายใต้การควบคุมตัวฐานละเมิดกฎหมาย” อับดุล ราซซัก ชีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุโสบอกกับเอเอฟพีหลังจากเกิดเหตุ พร้อมเผยว่าตำรวจควบคุมตัวแพทย์เหล่านั้นไว้นานหลายชั่วโมง ก่อนมีคำสั่งจากรัฐบาลท้องถิ่นให้ปล่อยตัวพวกเขา โฆษกรัฐบาลท้องถิ่นบาลูจิสถาน เปิดเผยกับเอเอฟพีว่าแพทย์เหล่านั้นประท้วงต่อปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล(PPE)อย่างเช่นหน้ากากอนามัยและแว่นตานิรภัย “เราให้คำรับประกันว่าจะจัดหา PPE ให้พวกเขาเร็วๆนี้ แต่พวกเขาได้เริ่มประท้วงกันไปแล้ว” โฆษกรัฐบาลท้องถิ่นกล่าว พร้อมบอกว่าเข้าหน้าที่กำลังวางแผนแจกจ่ายอุปกรณ์ป้องกันให้แก่คณะแพทย์ หลังได้รับจัดมอบมาจากรัฐบาลกลางก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ (6เม.ย.) เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ทั่วปากีสถานคร่ำครวญมานานหลายสัปดาห์เกี่ยวกับปัญหาอุปกรณ์ป้องกันขาดแคลนอย่างรุนแรงตามโรงพยาบาลต่างๆ ในขณะที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้มันสำหรับรักษาคนไข้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ บาซีร์ อาชาไซ ประธานสมาคมแพทย์เกตตาระบุว่ารัฐบาลไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ในการปกป้องแพทย์และคนงานด้านสาธารณสุขอื่นๆ “พวกเขาบีบให้เราต้องประท้วงเพื่อสิทธิของพวกเราเอง” ปากีสถานพบผู้ติดเชื้อแล้ว 3,277 คน ในนั้นเสียชีวิต 50 คน อย่างไรก็ตามตัวเลขที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้หลายเท่า เนื่องจากชุดตรวจมีอยู่อย่างจำกัดในชาติยากจนซึ่งมีประชากรมากกว่า 215 คน เมื่อเดือนที่แล้ว แพทย์คนหนึ่งและพยาบาลอีกคนในปากีสถานเสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ นอกจากนี้แล้วยังมีเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์อีกหลายสิบคนที่มีผลตรวจโควิด-19 ออกมาเป็นบวก…

บทเรียน 4 ประการ สำหรับการประท้วงยุคโซเชียลฯ

ผู้ชุมนุมต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวนักโทษข้ามแดน เมื่อ 9 มิ.ย. 2019 ที่ฮ่องกง (ที่มา: แฟ้มภาพ/HKFP/Apple Daily) บทความในวอชิงตันโพสต์เมื่อพฤศจิกายน 62 โดยนักวิจัยด้านการประท้วงหลายคนระบุถึงบทบาทของโซเชียลมีเดียที่มีต่อการชุมนุมทั้งในแง่ที่เป็นคุณและเป็นโทษ รวมถึงข้อชี้แนะ 4 ประการว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อให้การเรียกร้องสำเร็จ ศึกษาจากบทเรียนการประท้วงร่วมสมัยจากหลายประเทศ โดยบทความในวอชิงตันโพสต์ระบุถึงยุคสมัยที่มีการประท้วงอย่างสันติในหลายประเทศเพื่อเรียกร้องให้ผู้นำพ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นในโบลิเวีย, ชิลี, เลบานอน, เอกวาดอร์, อาร์เจนตินา, ฮ่องกง, อิรัก หรืออังกฤษ ที่ตามมาหลังจากการประท้วงในซูดานและแอลจีเรียที่ทำให้เกิดการโค่นล้มอำนาจเผด็จการลงได้ วอชิงตันโพสต์มองว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนในการทำให้เกิดกระแสการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก เพราะโซเชียลมีเดียทำให้เกิดการจั้ดตั้งประสานงาน อย่างไรก็ตามมันก็ทำให้การประท้วงคลี่คลายได้ยากขึ้น ในขณะที่การประท้วงยกระดับมากขึ้นทั่วโลก ก็มีปัญหาท้าทายในหลายเรื่องที่ทำให้การประท้วงคลี่คลายได้ยากและทำให้ประสบความสำเร็จเพียงแค่ได้ข้อตกลงระยะสั้นๆ โดยเฉพาะกับการประท้วงที่ไม่มีผู้นำและไม่มีการจัดตั้ง วอชิงตันโพสต์นำเสนอถึง 4 สาเหตุที่ทำให้เกิดอุปสรรคนี้ ประการแรก การปล่อยให้มี “ปีกที่ใช้ความรุนแรง” จะส่งกระทบต่อขบวน แม้ว่าจะเป็นการขบวนการประท้วงส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสันติ วอชิงตันโพสต์ระบุว่า “ปีกที่ใช้ความรุนแรง” อาจจะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางขบวนการเสียเองได้ โดยถึงแม้ว่าจะมีงานวิจัยบางส่วนที่ระบุว่ากลุ่มที่ใช้ความรุนแรงและต่อสู้บนท้องถนนด้วยระเบิดเพลิงหรือขว้างปาหินจะเป็นกลุ่มที่สามารถเรียกร้องความสนใจและสร้างความกดดันชนชั้นนำให้ต้องทำการยุติวิกฤตได้ตราบใดที่การประท้วงเป็นไปอย่างมีการจัดตั้งที่ดี แต่ก็มีงานวิจัยอื่นๆ ที่ระบุว่าปีกหัวรุนแรงเหล่านี้จะทำให้ขบวนการมีโอกาสสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาวน้อยกว่า ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาจะทำให้คนไม่กล้าเข้าร่วมหรือสนับสนุน อีกส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีโอกาสยอมตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมได้น้อยกว่า วอชิงตันโพสต์ระบุว่าขบวนการประท้วงส่วนใหญ่จะช่วงชิงพื้นที่ชัยชนะได้มากจากการส่งอิทธิพลทางทัศนคติและนโยบายโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง พวกเขาทำการจัดตั้งประสานงานอย่างระมัดระวังและวางแผนการต่อสู้ไปในระยะยาว ขบวนการอื่นๆ ที่สามารถชนะได้แม้ว่าจะมีพวกปีกรุนแรงอยู่พวกเขาทำได้เพราะยังทำให้มวลชนจำนวนมากยังคงเข้าร่วมขบวนได้และเบนความสนใจออกไปจากการใช้ความรุนแรง ประการที่สอง เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียไม่ได้ให้พลังแก่ผู้ชุมนุมอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังให้พลังกับฝ่ายตรงข้ามด้วย…