ความเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคาม

จากบทความที่แล้ว (ความจำเป็นที่ต้องมีการรักษาความปลอดภัย) ภัยคุกคามที่มี  ต่อประเทศชาติ สังคม และหน่วยงาน ก็มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยลำดับ ผู้เขียนไม่อยากใช้คำว่า   “พัฒนาการ” เพราะการเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคามเป็นสิ่งเลวร้าย ในบริบทคำว่าพัฒนาการ  ควรจะใช้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความดีงาม หลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โลกแบ่งเป็น 2 ขั้วอำนาจ นำโดยสหรัฐอเมริกา และประเทศยุโรปตะวันตก ซึ่งเรียกตัวเองว่าโลกเสรี ยึดแนวการปกครองแบบประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้ง ในขณะที่อีกฝ่ายนำโดยสหภาพโซเวียตและประเทศยุโปตะวันออก โดยมีแนวคิดสังคมนิยมทางเศรษฐกิจและการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ อาจเรียกแนวทางสังคมนิยม ทั้งสองค่ายแข่งอิทธิพลต่อกันอย่างเต็มที่ เนื่องจากทั้งสองค่ายเป็นผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง จึงมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ไม่สามารถเอาชนะต่อกันในทางสงครามหรือการทหาร จึงต้องหาทางทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอด้วยการจารกรรมเพื่อให้ล่วงรู้จุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม บ่อนทำลายเพื่อมุ่งให้ฝ่ายตรงข้ามแตกแยกไม่สามัคคี  และการก่อวินาศกรรมเพื่อให้ขีดความสามารถในการป้องกันประเทศลดลง เกิดสภาพการณ์ที่ มุ่งจะเอาชนะกัน แต่ไม่กล้าทำสงครามต่อกัน รอให้อีกฝ่ายอ่อนแอหรือเพลี่ยงพล้ำ จึงเป็นสภาวะ ที่เรียกกันว่ายุคสงครามเย็น การป้องกันประเทศเพื่อให้มีความมั่นคง จึงต้องให้สอดคล้องกับบริบทของภัยคุกคาม ในขณะนั้น การรักษาความปลอดภัยของประเทศจึงเน้นไปที่การป้องกันต่อการจารกรรมของประเทศโลกสังคมนิยม จึงเกิดระเบียบขึ้นเพื่อหวังรักษาความลับของทางราชการให้เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศในฝ่ายโลกเสรีกำหนด รวมทั้งเพื่อการเป็นสมาชิกในองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียอาคเนย์ หรือที่เรียกย่อว่าองค์การ สปอ.(ที่ทำการอยู่ที่บริเวณที่ตั้งกระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา ในปัจจุบัน) จากนั้นประเทศก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุงระเบียบเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของประเทศให้รอบด้านยิ่งขึ้น โดยการจัดทำมาตรการให้ครอบคลุมภัยคุกคามทุกด้านเป็นระเบียบ ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2511 แต่อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมายของระเบียบฯ ปี…

การบ่อนทำลาย

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒  ให้ความหมายคำว่า “การบ่อนทำลาย”(Subversion) คือ การกระทำใดๆ ที่มุ่งก่อให้เกิดความแตกแยก ความปั่นป่วน ความกระด้างกระเดื่อง อันจะนำไปสู่ความไม่สงบ หรือความอ่อนแอภายในประเทศ หรือมุ่งเฉพาะต่อสภาพทางการเมือง การทหาร การเศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา หรือทางใดทางหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง หรือล้มล้างสถาบันการปกครองของประเทศ หรือมุ่งทำลายความจงรักภักดีของชนในชาติต่อสถาบันของชาติ หรือเพื่อเอื้อประโยชน์แก่รัฐต่างชาติ  นอกจากนี้  การบ่อนทำลายนับเป็นกลวิธีที่สามารถนำมาใช้กับเป้าหมายพื้นฐานทุกกลุ่มของประเทศได้อีกด้วย   แต่เดิมการบ่อนทำลายนับเป็นยุทธวิธีที่ต้องดำเนินการอย่างปิดบังในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายที่ตกเป็นเป้าหมาย การบ่อนทำลายจึงเป็นการดำเนินภารกิจร่วมเฉพาะเพียงผู้ให้การสนับสนุนกับผู้ปฏิบัติเท่านั้น จำเป็นต้องจำกัดการรับทราบได้เท่าที่จำเป็น เนื่องจากเป็นการแฝงเข้าไปค้นหาจุดอ่อนของฝ่ายที่ตกเป็นเป้าหมายเพื่อทำลาย ขณะที่ฝ่ายที่ตกเป็นเป้าหมายอาจมีความเข้มแข็งเท่าเทียมกันหรือสูงกว่า จึงนับเป็นภารกิจที่เสี่ยงภัยอันตรายจนอาจถึงชีวิตของผู้ปฏิบัติ  อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าไปสร้างความอ่อนแอ แตกแยกจนประสบผลแล้ว จะสามารถดำเนินการทำลายอำนาจของฝ่ายที่ตกเป็นเป้าหมายให้สูญสลาย  วิธีการบ่อนทำลายนี้อาจไม่ทำลายหรือส่งผลกระทบต่อทรัพย์สิน สิ่งก่อสร้าง หรือก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตเช่นวิธีการต่อสู้อื่น อย่างเช่นการก่อวินาศกรรม หรือการก่อการร้าย หรือการทำสงครามสู้รบ การบ่อนทำลายเป็นวิธีที่ยากต่อการป้องกันหรือแม้แต่การวางมาตรการป้องปราม เพราะเป็นการสร้างหรือนำอคติของมนุษย์ที่มีต่อกันมาเป็นแนวทางในการต่อสู้และเอาชนะกัน  การบ่อนทำลายเป็นกลวิธีที่มีการนำใช้มานับแต่สมัยพุทธกาล เห็นได้จากคำสอนเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์ ซึ่งเล่าถึงกลวิธีเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม  เริ่มจากความต้องการขยายดินแดนและนำไปสู่การสู้รบระหว่างแคว้นมคธกับแคว้นวัชชีในอินเดีย โบราณ เมื่อไม่สามารถสู้รบให้ประสบผลแพ้-ชนะต่อกัน  ฝ่ายแคว้นมคธจึงใช้วิธีบ่อนทำลายแคว้นวัชชี ด้วยการทำอุบายส่งวัสสการพราหมณ์ ปุโรหิตแห่งแคว้นมคธ เข้าไปยุยงกลุ่มกษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชี จนแตกความสามัคคี และเป็นเหตุให้แคว้นวัชชีอ่อนแอลง  แคว้นมคธจึงส่งกองทัพเข้ายึดครองได้สำเร็จ  …

ความจำเป็นที่ต้องมีการรักษาความปลอดภัย

การรักษาความปลอดภัยหรือที่เรียกโดยย่อว่า “รปภ.” เป็นสิ่งที่คนจำนวนมากคิดว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นหรือไม่ เพราะเมื่อใดที่มีการใช้มาตรการ รปภ. จะทำให้คนที่เกี่ยวข้องต้องสูญเสียความสะดวกคล่องตัวไป โดยที่ไม่เห็นว่าจะได้อะไรขึ้นมา ในทางกลับกันหากเกิดเหตุร้ายหรือเหตุผิดปกติขึ้น เช่น เมื่อเกิดการโจรกรรมหรือเหตุระเบิดขึ้นภายในหน่วยงาน ผู้คนก็จะวิพากษ์วิจารณ์กันว่าทำไมจึงไม่มีมาตรการ รปภ. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นการให้ติดป้ายแสดงตนหรือกำหนดเส้นทางเข้า-ออก กลับเป็นสิ่งที่คนเกี่ยวข้องบ่นกันถึงความไม่สะดวกที่จะได้รับ เราควรตระหนักกันหรือไม่ว่า ภัยคุกคามนั้นมีผลเสียหายต่อหน่วยงานชีวิตและทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงาน ชุมชนที่พักอาศัย หรือแม้แต่ประเทศชาติอย่างไร ในระดับประเทศ เรายังมีภัยคุกคามจากประเทศที่หวังแสวงหาความได้เปรียบต่อประเทศของเรา เพื่อไม่ให้มีศักยภาพที่เข้มแข็ง มียุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งจนอาจจะส่งผลต่อศักยภาพของประเทศหรือเป็นประเทศที่ยอมคล้อยตามแนวทางของประเทศมหาอำนาจที่ต้องการแผ่ขยายอิทธิพลในภูมิภาค ในอดีตวิธีการที่ประเทศมหาอำนาจใช้ดำเนินการต่อประเทศไทยก็คือ การจารกรรม     บ่อนทำลายไปจนถึงการก่อวินาศกรรม ตัวอย่างที่เห็น คือ การจารกรรมแนวทางต่อสู้คดีกรรมสิทธิ์   เขาพระวิหาร จนเราต้องตกเป็นประเทศที่เสียสิทธิ์ในปราสาทพระวิหารไป การพยายามสกัดขัดขวางการศึกษาวิจัย เพื่อโครงการขุดคลองเชื่อมผ่านระหว่างฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย เพราะเกรงว่าจะทำให้ความเป็นศูนย์กลางของการเดินเรือในช่องแคบมะละกาจะสูญเสียไป การรู้เห็นเป็นใจหรือสนับสนุนผู้ก่อเหตุไม่สงบในพื้นที่ชายแดนจังหวัดภาคใต้ เพื่อให้คนในพื้นที่เอาใจออกห่างจากประเทศ  หรือการแทรกแซงด้วยข้ออ้างสิทธิมนุษยชนและระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก  เพื่อให้การเมืองของเราไม่นิ่งและเป็นสาเหตุที่ต่างประเทศไม่กล้าเข้ามาลงทุนในระยะยาว ในระดับท้องถิ่นหรือชุมชน การเป็นประเทศที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อหวังรายได้มาผลักดันเศรษฐกิจ ทำให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าออกประเทศไทยได้อย่างไม่ลำบาก เรามีชาวต่างชาติอยู่ในชุมชนต่างๆ ทั้งแบบนักท่องเที่ยว  ผู้ประกอบการและผู้พักอาศัย  โดยไม่มีความสงสัยว่าทำไมเขาจึงมาอยู่ในชุมชนเหล่านี้  กรณีรถบรรทุกระเบิดที่มุ่งหน้าไปสถานทูตอิสราเอลเมื่อ ๓๐ ปีก่อน ก็เกิดจากชาวตะวันออกกลางที่มาเช่าบ้านในชุมชนย่านคลองจั่น โดยไม่มีชาวชุมชนคนใดเฉลียวใจหรือสงสัยในพฤติการณ์แต่อย่างใด  ซึ่งถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดเหตุก่อวินาศกรรมโดยชาวต่างชาติที่มีแนวคิดสุดโต่งเช่นในปัจจุบันแล้วเราอาจจะเฉลียวใจบ้าง  แต่ถ้าพฤติกรรมเป็นรูปแบบอื่นล่ะ  เราจะให้ความสำคัญเป็นหูเป็นตาให้ฝ่ายปกครองปราบปรามหรือไม่…