![]()
การที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดฉลาดล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อมีคำเตือนจากนักวิจัยและผู้พัฒนา AI ที่เคยทำงานกับบริษัท AI ระดับโลก เริ่มชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่ไม่จำกัดอยู่แค่ในโลกไซเบอร์ แต่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์!!
แม้แต่ ผู้บริหารระดับสูง ซีอีโอของ OpenAI และ Anthropic ได้กล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ถึงความเสี่ยงของโลกมนุษญ์ เรียกร้องให้โให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมกันตั้งมาตรฐานสากลเพื่อควบคุมความเสี่ยงจาก AI ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนอาจเกินการควบคุมของมนุษย์!! รวมถึงมี สียงเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนาเพื่อหารือกติกาควบคุมจึงดังขึ้นเรื่อยๆ ทว่าในความเป็นจริงกลับทำได้ยากยิ่ง เมื่อสองขั่วมหาอำนาจ อย่าง “จีน” และ “สหรัฐฯ” ต่างไม่ยอมกันและกัน กลัวพ่ายแพ้ให้คู่แข่ง
วันนี้ คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” ได้รวบรวมมุมมองจากสองผู้เชี่ยวชาญแถวหน้า ทั้งฝั่งภาครัฐและผู้ประกอบการเอกชน เพื่อเจาะลึกภัยคุกคาม เกมการเมืองโลก และทางรอดของประเทศไทยในยุคที่ AI ไร้จริยธรรม
เมื่อ AI หลุดจากสนามทดลอง-ทำงานเกินสั่ง
พล.อ.ต.อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สะท้อนภาพวิวัฒนาการความเสี่ยงว่า จุดเริ่มต้นจากการที่มนุษย์หลอกถาม AI เพื่อนำไปแฮกข้อมูล ได้ขยับมาสู่การใช้ AI เป็นเครื่องมือแฮกผู้อื่น จนล่าสุด AI เริ่มทำงานร่วมกับ AI ด้วยกันเองออกไปแฮกระบบโดยที่มนุษย์ไม่ได้สั่ง เช่น เหตุการณ์ Agentic AI กว่า 1,000 ตัว เข้าไปพูดคุยและวางแผนแฮกระบบกันเองในเว็บบอร์ด
“สาเหตุสำคัญเพราะ AI “ไม่มีจิตสำนึก” ไม่มีหัวใจ หรือสามัญสำนึกเหมือนมนุษย์ เมื่อมนุษย์ให้คำสั่ง (Prompt) ไม่ครบถ้วน AI จะทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนความถูกผิด ยิ่งในแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สอย่าง Hugging Face มีการนำโมเดลไปเทรนใหม่เพื่อปลดล็อกกติกาควบคุมภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ยิ่งน่ากลัวว่าหาก AI เข้าไปก่อกวนระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า หรือระบบสาธารณสุข อาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและเศรษฐกิจมหาศาล
ด้าน ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซแนปส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองในเชิงเทคนิคว่า ภัยคุกคามยุคใหม่มาจาก Frontier Model หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่เริ่มฉลาดใกล้เคียงมนุษย์ หรือ AGI (Artificial General Intelligence)
“ความน่ากังวลคือ AI ยุคนี้เริ่มมีความฉลาดพอที่จะหาวิธีหลบหลีกระบบป้องกัน หรือเจาะหาทางออกจาก Sand-box หรือ พื้นที่จำลองสำหรับทดลองในระบบปิด ซึ่งเกิดขึ้นแล้วกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกถึง 2 แห่ง สะท้อนว่า AI เริ่มมีความฉลาดที่จะ “ดื้อ” หรือหาช่องทางเลี่ยงคำสั่งคล้ายพฤติกรรมมนุษย์”
“เกมความมั่นคง” ชะลอพัฒนา…ไม่มีจริง?
แม้นักวิชาการจะเสนอให้ชะลอการพัฒนา AI แต่ “ดร.ชาญวิทย์” มองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะการแข่งขันทับซ้อนกับเรื่อง “ความมั่นคงของประเทศ” ระหว่างสองมหาอำนาจ จีนและสหรัฐฯ ที่ต่างฝ่ายต่างยอมไม่ได้ เพราะประเทศใดก็ตามที่ครองความเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี AI ย่อมได้เปรียบทั้งในเชิงสงคราม การวางแผน และการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ไปด้วย
ขณะที่ พล.อ.ต.อมร เสริมว่า ยูโรป (EU) เป็นเพียงภูมิภาคเดียวที่มีกฎหมายบังคับใช้อย่างจริงจัง ส่วนความพยายามสร้างกติกาโลกยังติดขัด เช่น จีนเสนอให้ใส่ “ลายน้ำ” ในสื่อที่สร้างด้วย AI หรือใช้ระบบ Whitelist คัดกรองข้อมูลเทรน แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธ เโดยมองว่าต้องนำข้อมูลทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ตมาเทรนโดยไม่มีการคัดเลือก
บทเรียนนิวเคลียร์สู่ความร่วมมือทั่วโลก
แม้ปัจจุบันเรื่องกฎ กติกา หรือ กฎหมาย เรื่อง AI ยังไม่มีการตกลงที่เป็นมาตรฐานสากล แต่ ทาง เลขาฯ สกมช. มองว่า แม้ความเสี่ยงเรื่อง AI จะสูง แต่เชื่อว่า มนุษย์จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ เหมือนในอดีตยุคสงครามเย็นที่โลกเคยตกอยู่ใต้ความกลัวของสงครามนิวเคลียร์ แต่สุดท้ายทุกฝ่ายก็สามารถตกลงกติการ่วมกันในการลดกำลังอาวุธเพื่อความอยู่รอด
ขณะที่ทาง “ดร.ชาญวิทย์” บอกว่า มองถึงความเสี่ยงที่อาตเกินขึ้น หากผู้ไม่หวังดีนำ Frontier Model ที่มีความฉลาดสูงมาใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์หรือก่ออาชญากรรม จะสร้างความเสียหายในระดับที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เนื่องจากความเนียนในการใช้ AIสร้างเรื่องราว ปลอมแปลงเอกสารทางการเงินทั้งชุด หรือสร้างแอปพลิเคชันปลอมได้เนียนจนแยกไม่ออก lสามารถขยายวงลวงเหยื่อได้อย่างรวดเร็ว
ทางรอดประเทศไทยสู่เป้าหมายพึ่งตนเอง
อย่างไรก็ตาม ทาง พล.อ.ต.อมร เปรียบเทียบว่า แม้ความเสี่ยงจะสูง สำหรับประชาชน คนไทย ต้องเริ่มจากการปรับ Mindset ว่า AI ไม่ใช่แค่แชทบอท แต่กำลังจะกลายเป็นผู้ตัดสินใจแทนมนุษย์ ต้องตระหนักถึงหลักจริยธรรม ความถูกต้อง และความปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อหรือใช้ AI ในทางที่ผิด
ขณะที่ ดร.ชาญวิทย์ ระบุว่า ไทยต้องเตรียมพร้อมในฐานะ “ผู้ประยุกต์ใช้งาน” โดยปัจจุบันประเทศไทย ได้มีการตั้ง บอรืด AI แห่งชาติ และตนก็ได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ โดยมองว่า ไทยควรเน้นการพัฒนา AI เฉพาะทาง เช่น การแพทย์ การเกษตร และความมั่นคง ซึ่งไทยได้ตั้งเป้าสร้าง AI Engineer 30,000 คน เพื่อให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้หากเกิดวิกฤตถูกตัดขาดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการเร่งคลอด พ.ร.บ. AI
แนวโน้มในอีก 10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยี AI จะก้าวไปสู่ยุค ASI (Artificial Super Intelligence) หรือยุคที่ AI มีความฉลาดและมีความคิดสร้างสรรค์เหนือกว่ามนุษย์ในทุกๆ ด้าน ซึ่งกำลังเป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังถกเถียงว่าเมื่อถึงเวลานั้นมุนษย์ยังจะสามารถควบคุมมันได้หรือไม่?
ที่มา : สำนักข่าวเดลินิวส์ / เผยแพร่วันที่ 27 ก.ย.69
Link : https://www.dailynews.co.th/news/6226281/










