![]()

ประมาณการกันว่า ประเทศอิหร่านกำลังเผชิญหน้ากับการประท้วงที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังมากที่สุด นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามเมื่อปี 1979
เป็นเวลากว่าสองสัปดาห์ นับตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมปี 2025 ที่ผู้ชุมนุมรวมตัวประท้วงรัฐบาลภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐอิสลาม ต้นธารสำคัญมาจากปัญหาเศรษฐกิจที่เข้าขั้นวิกฤตมาตั้งแต่กลางปี 2025 และเพื่อตอบโต้การประท้วงนี้ อาลี คอเมเนอี (Ali Khamenei) ผู้นำคนสูงสุดคนปัจจุบันสายอนุรักษนิยม มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้กระสุนจริงปราบปรามผู้เข้าร่วมชุมนุม ยังผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน นับเป็นเหตุปะทะทางการเมืองที่มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ในอิหร่าน
“ผมเห็นกับตาตัวเองเลย ว่าเจ้าหน้าที่รัฐยิงปืนใส่กลุ่มผู้ประท้วง ซึ่งล้มคว่ำลงตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่นั่นแหละ” ผู้เข้าร่วมการชุมนุมให้สัมภาษณ์กับบีบีซี “เราสู้ระบอบอันอำมหิตด้วยมือเปล่า”
วิกฤตค่าเงินและเศรษฐกิจทรุดตัว
ต้นทางของการชุมนุมมาจากปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องเป็นสำคัญ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งของอิหร่าน โดยเฉพาะเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรอิหร่าน ทำให้การส่งออกน้ำมันซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจทั้งมวลในประเทศต้องชะลอตัวลง
ถ้ายังจำกันได้ หลังสาบานตนรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีได้ไม่นาน ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ทรัมป์ก็ประกาศฉะฉานว่าจะ “เดินหน้านโยบายกดดันอิหร่านเต็มกำลัง” และมาตรการดังกล่าวก็คายดอกผลออกมาในไตรมาสสุดท้ายของปี เมื่ออัตราเงินเฟ้อของอิหร่านกระชากขึ้นไปที่ 48.6 เปอร์เซ็นต์ในเดือนตุลาคม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทุกครัวเรือน โดยมีการสำรวจว่าชาวอิหร่านราว 22-50 เปอร์เซ็นต์ ใช้ชีวิตอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน
“เราเข้าถึงความสุขเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้เลย แค่จะไปร้านอาหารก็เป็นเรื่องยากเกินกำลังแล้ว เพราะเราไม่มีเงินจะจ่าย” ชาวอิหร่านคนหนึ่งให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอัลจาซีรา สื่อตะวันออกกลาง “หรือแค่จะซื้อของอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันอย่างนม เนื้อสัตว์ ก็ทำแทบไม่ได้แล้ว การใช้ชีวิตแบบปกติสุขมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย”
“ตลาดนิ่งไปหมด” พ่อค้าขายรองเท้าในอิหร่านกล่าวกับอัลจาซีรา “เจ้าของธุรกิจก็ทนแบกต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ไหว รัฐบาลพูดทุกวันว่าจะไม่มีการขึ้นราคาไปมากกว่านี้ แต่ราคาสิ่งของต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ผมอยากให้รัฐบาลมีทางออกให้เรื่องนี้อย่างเร็วที่สุดจริงๆ”
เศรษฐกิจภาคใหญ่ของอิหร่านพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลักนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเมืองระหว่างประเทศในเวลาต่อมา อันที่จริง ตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์จะเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง และดำเนินนโยบายคว่ำบาตร อิหร่านก็เผชิญหน้ากับภาวะยุ่งยากด้านพลังงานมาตั้งแต่ต้นปี 2024 เมื่อทั้งประเทศต้องรับมือกับวิกฤตขาดแคลนพลังงานแทบทุกรูปแบบ สถานราชการต้องปิดทำการเร็วขึ้น, ห้างสรรพสินค้าเงียบสนิทเนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้ และถนนหลายสายก็มืดสนิทเนื่องจากไฟฟ้าไม่เพียงพอ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่เป็นผลมาจากพิษการถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหามาจากการจัดการภายในประเทศ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานในสังคมที่ไม่แข็งแรงมากพอ ทำให้เมื่อประเทศต้องรับมือกับวิกฤตบางอย่าง แผลจึงขยับขยายตัวเร็วกว่าที่รัฐจะแก้ไขได้ทัน
มาซูด เปเซซเคียน (Masoud Pezeshkian) ประธานาธิบดีอิหร่านออกมากล่าวขอโทษประชาชนผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ว่า “เรากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการขาดแคลนก๊าซ, ไฟฟ้า, พลังงาน, น้ำ, เงินและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งหมดนี้ อาจกลายเป็นปัญหาระดับวิกฤตในภายหน้าได้”
ปัญหาต่างๆ ยกระดับกลายเป็นภาวะวิกฤตดังที่เปเซซเคียนกล่าวไว้ในเดือนธันวาคมปี 2024 โรงไฟฟ้าต้องปิดทำงาน 17 แห่งเนื่องจากไม่มีทรัพยากรมากพอในการขับเคลื่อนโรงงาน ส่งผลกระทบต่อทั้งภาครัฐบาลและเอกชนที่อาจต้องรับมือกับความเสียหายเป็นเม็ดเงินหลายพันล้านเหรียญฯ
ปัญหาของอิหร่านเรื้อรังข้ามมายังปี 2025 และถูกซ้ำแผลด้วยนโยบายกดดันทางการค้าจากทรัมป์ ที่หวังสร้างเงื่อนไขควบคุมการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ตลอดจนประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่สหรัฐฯ พยายามยับยั้งไม่ให้อิหร่านส่งอาวุธให้กลุ่มพันธมิตรทางการเมือง เช่น กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ (Hezbollah -หมายถึงพรรคการเมืองของชีอะห์) ในเลบานอน หรือกลุ่มฮูษี (Houthis -หมายถึงกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ) ในเยเมน ซึ่งสหรัฐฯ มองว่ามีแนวโน้มจะเป็นกลุ่มก่อการร้าย นำมาสู่การพยายามเข้า มากดดันและแทรกแซงการเมืองระหว่างประเทศของอิหร่านนานนับทศวรรษ
อย่างไรก็ดี ช่วงปลายปี 2025 ค่าเงินอิหร่านอ่อนลงในระดับปรากฏการณ์ ปัญหาเงินเฟ้อในประเทศกระโดดตัวสูงลิ่ว สำนักงานสถิติแห่งอิหร่านระบุว่าราคาอาหารสูงขึ้นราว 72 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เครื่องมือและอุปกรณ์ด้านสาธารณสุขสูงขึ้นราว 50 เปอร์เซ็นต์ และที่อาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายของประชาชนคือปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ค่าเงินเรียลอิหร่าน (Iranian Rial) ต่ำมากที่สุด คืออยู่ที่ 1.45 ล้านเรียลอิหร่านต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และรัฐบาลพยายามควบคุมความโกรธเคืองของฝูงชนด้วยการกระตุ้นค่าเงินให้มากขึ้น หากแต่ก็ยังไม่เป็นผล เพราะถึงที่สุด ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคสูงขึ้นจนประชาชนทั่วไปใช้ชีวิตไม่ได้ และนั่นคือชนวนแรกของการชุมนุมถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม 2025
บทบาทของ ‘บะซาร์’
ไม่กี่ชั่วโมงหลังวิกฤตค่าเงินเรียลอิหร่านอ่อนตัวเป็นประวัติการณ์ เจ้าของร้านค้าในตลาดบะซาร์ (bazaar) กลางกรุงเตหะราน -ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของภาคเศรษฐกิจของอิหร่าน- พากันปิดร้านและลงถนนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหาทางออกให้ปัญหานี้
อย่างไรก็ดี ตลาดบะซาร์ในกรุงเตหะรานแนบชิดมากับประวัติศาสตร์แห่งการปฏิวัติอิสลามเมื่อปี 1979 เมื่อเหล่าพ่อค้าชนชั้นกลางเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ให้การสนับสนุนโค่นล้ม ชาห์ โมฮัมหมัด ปาห์ลาวี (Mohammad Reza Pahlavi -ชาห์แห่งอิหร่านรัชกาลสุดท้ายก่อนการปฏิวัติอิสลาม) รวมทั้งให้เงินทุนเยียวยา ช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการต่อต้านระบอบชาห์ โดยภายหลังจากการปฏิวัติสิ้นสุดลง ชาวบะซาร์หลายคนก็กลายเป็นพลังสำคัญที่มีบทบาทในการสนับสนุนและขับเคลื่อนสังคมอิหร่านในลักษณะอนุรักษนิยม ซึ่งมีรูปแบบการปกครองที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจของพวกเขามากเป็นพิเศษ
ในช่วงทศวรรษ 1990s รัฐอิสลามสนับสนุนให้มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ กลุ่มบะซาร์ก็ได้ผลประโยชน์และยังทรงอิทธิพลต่อการเมืองอิหร่านในเวลานั้น สถาบันทางการเมืองหลักของอิหร่าน ไม่ว่าจะสภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council) หรือศาล ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝั่งขวาซึ่งหมายรวมถึงกลุ่มอำนาจบะซาร์ด้วย
แต่ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และอิทธิพลในกำกับทิศทางเชิงการเมืองของกลุ่มบะซาร์เริ่มสั่นคลอน เมื่อรัฐบาลตั้งแต่สมัยของ มะฮ์มูด อาฮ์มาดีเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) เริ่มให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (the Islamic Revolutionary Guard Corps -IRGC) เข้ามามีบทบาทในการควบคุมภาคเศรษฐกิจมากขึ้น โดยกลุ่ม IRGC ดูแลประเด็นทางเศรษฐกิจเกือบทุกมิติ ตั้งแต่ภาคการเกษตรไปจนถึงสายการบิน สินค้าที่จะส่งออกและนำเข้า ตลอดจนน้ำมันและยุทโธปกรณ์
อันที่จริง ที่ผ่านมานับตั้งแต่สมัยอาฮ์มาดีเนจาด กลุ่มบะซาร์และอิหร่านเคยต้องเผชิญหน้ากับความกดดันทางเศรษฐกิจอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อและกินเวลานานนับสิบปี ที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านตอบโต้มาตรการของชาติตะวันตกด้วยการเพิ่มอำนาจให้กลุ่ม IRGC ซึ่งยิ่งลดบทบาทของกลุ่มบะซาร์กว่าที่เคย ยิ่งสร้างความขัดแย้งและไม่พอใจระหว่างกลุ่มบะซาร์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มอำนาจแบบ ‘ขวาเก่า’ กับกลุ่ม IRGC ที่มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในบริบทที่อิหร่านกำลังถูกบีบคั้นทั้งจากสหรัฐฯ และยุโรป “เราจนตรอกกันสุดๆ นำเข้าสินค้าอะไรก็ไม่ได้เพราะสหรัฐฯ คว่ำบาตร และกลุ่มกองกำลังฯ ก็เข้ามาควบคุมเศรษฐกิจ แล้วพวกเขาก็ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เฉพาะกับกลุ่มของตัวเอง” พ่อค้าชาวบะซาร์คนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ส
วิกฤตค่าเงินที่ระเบิดตัวในปลายเดือนธันวาคม ทำให้กลุ่มบะซาร์และเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่ทำมาหากินในตลาดกลางกลุ่มเตหะราน รวมตัวลงถนนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ก่อนที่การรวมตัวจะขยับขยายไปยังเมืองอื่นๆ และมีประชาชน นักศึกษาเข้าร่วมเรียกร้องด้วยเป็นจำนวนมาก พร้อมกับที่ภาครัฐตอบโต้ด้วยการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาเพื่อยับยั้งการขยายตัวของการชุมนุม การชุมนุมลากยาวข้ามปี และในวันแรกของปี 2026 ก็มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมเป็นครั้งแรก
เลือด เนื้อและความรุนแรง

มัสยิดในกรุงเตหะราน หลังการประท้วง (ภาพจาก ATTA KENARE / AFP)
สำนักข่าว AP รายงานว่ามีผู้เข้าร่วมการชุมนุมวัย 21 ปีเสียชีวิตในเมืองอัซนา จังหวัดโลเรสถาน ขณะที่ประธานาธิบดีมาซูด เปเซซเคียน พยายามประนีประนอมด้วยการยอมรับว่า อิหร่านกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และรัฐบาลกำลังหาทางออกโดยเร็วที่สุด เช่นเดียวกับอาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่ยอมรับความหนักหนาที่ประชาชนต้องเผชิญ หากแต่ก็ชี้ว่า การรุกราน แทรกแซงของชาติตะวันตกคือภัยที่แท้จริง รวมทั้ง “ผู้ที่ก่อจลาจลต้องถูกทำโทษเพื่อให้รู้ว่าอะไรควรและไม่ควร”
“เราได้คุยกับผู้ประท้วงแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐต้องคุยกับพวกเขา แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องคุยกับผู้ก่อจลาจล (rioters) คนพวกนี้ต้องถูกทำโทษเพื่อให้รู้ว่าอะไรควรและไม่ควร” คอเมเนอีกล่าว
“คนกลุ่มหนึ่งที่ถูกจ้างหรือไม่ก็ถูกปลุกปั่นโดยศัตรูของเรา คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการยุยงให้เจ้าของร้านค้าต่างๆ ออกมาตะโกนต่อต้านอิสลาม, อิหร่านและสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งประเด็นเหล่านี้แหละที่สำคัญที่สุด” คอเมเนอีกล่าว ทั้งยังทิ้งท้ายว่า “อเมริกาจะต้องถอนตัวออกจากการแทรกแซงภูมิภาคแห่งนี้ให้ได้”
ขณะที่ทรัมป์ออกแถลงการณ์ข่มขู่จะเข้าแทรกแซงการเมืองภายในของอิหร่าน คอเมเนอีก็โต้กลับว่า “ให้รู้กันไว้ว่าสาธารณรัฐอิสลาม มาอยู่ตรงนี้ได้ก็ด้วยเลือดด้วยเนื้อของประชาชนผู้ทรงเกียรตินับแสน และสำหรับคนที่ปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ เราจะไม่ยอมถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว”
อย่างไรก็ตาม การชุมนุมยังดำเนินไปอย่างดุเดือด สำนักข่าว The New York Times รายงานว่ามีฟุตเตจฉายภาพกองกำลัง IRGC บุกทำลายพื้นที่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอีลอม รวมทั้งมีภาพเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายผู้เข้าชุมนุมปรากฏในหลายพื้นที่
ท่ามกลางความโกลาหลและเครียดเขม็ง เรซา ปาห์ลาวี (Reza Pahlavi) มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านซึ่งลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1979 ออกแถลงการณ์ว่า “สาธารณรัฐอิสลามจะล่มสลายแน่แท้ ขึ้นอยู่ที่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้น และเมื่อนั้น ผมจะหวนกลับไปยังอิหร่าน” และเรียกร้องให้ประชาคมโลกเฝ้าจับตา เอาใจช่วยผู้ชุมนุมในการเอาชนะรัฐบาลให้ได้ ท่าทีของปาห์ลาวีนั้นชัดเจนว่าอยากอาศัยพลังจากสหรัฐฯ โดยเขาย้ำว่า เขาสนับสนุนให้สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงรัฐบาลอิหร่าน และระบุว่า “ชาวอิหร่านรู้ว่าคุณจะไม่ทอดทิ้งพวกเขา อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และนี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงยังรวมตัวกันอย่างมีพลังได้ นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าคุณสนับสนุนเขาอยู่ยังไงล่ะ”
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างปาห์ลาวีกับสหรัฐฯ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า การพยายามแสดงความเห็นหรือเข้ามามีบทบาทต่อการชุมนุม มีจุดประสงค์อื่นแนบแฝงมานอกเหนือจากการปลดแอกประชาชนจากรัฐบาล แม้เจ้าตัวจะออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความต้องการจะรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์ในอิหร่านอีกครั้ง หากแต่ก็เป็นไปได้ที่เขาพยายามเรียกคะแนนความนิยมจากประชาชนในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดนี้
ประเด็นคือตอบได้ยากว่าประชาชนอิหร่านรู้สึกต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองของปาห์ลาวีอย่างไร เพราะในระยะไล่เลี่ย ไม่กี่วันกับที่เขาออกแถลงการณ์นั้น รัฐบาลอิหร่านก็สั่งตัดอินเทอร์เน็ตในหลายพื้นที่เพื่อระงับการสื่อสารของผู้ชุมนุม ทำให้ไม่อาจทราบความเห็นของประชาชนอิหร่านที่มีต่อการเคลื่อนไหวของปาห์ลาวี และที่ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม ก็เพราะการตัดอินเทอร์เน็ตไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้ชุมนุม หากแต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการทำธุรกรรม, โรงพยาบาล, สำนักงานและภาคส่วนอื่นๆ ที่ยังต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการทำงานเพื่อขับเคลื่อนในประเทศด้วย และก็เป็นช่วงเวลานี้เอง ที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ในอิหร่าน
วันพิพากษา
จนถึงกลางเดือนมกราคมปี 2026 มีรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมประท้วงในอิหร่านอยู่ที่สามพันราย ถือเป็นการ ‘สังหารหมู่’ ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศ
หญิงสาวในกรุงเตหะราน ให้สัมภาษณ์บีบีซีว่า นี่คือช่วงเวลาแห่ง ‘วันพิพากษา’
“เจ้าหน้าที่รัฐเอาแต่ฆ่า ฆ่า และฆ่าประชาชน ฉันเห็นทุกอย่างด้วยตาตัวเองและรู้สึกหดหู่เสียจนแทบไม่มีแรงทำอะไรแล้ว” เธอบอก “วันศุกร์ที่ผ่านมามันคือวันนองเลือดจริงๆ”
“ในสงคราม ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีอาวุธใช่ไหมล่ะ แต่นี่ ประชาชนทำได้แค่ร้องตะโกนและถูกสังหารเท่านั้น มันคือการทำสงครามฝ่ายเดียวแท้ๆ เลย”
สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่าในกรุงเตหะรานเต็มไปด้วยกองเพลิงและเสียงร้องตะโกน มีพยานเห็นกองกำลังต่อต้านบาซิจ (Basij Resistance Force) ซึ่งอยู่ในสังกัด IRGC เข้าจู่โจมผู้ประท้วงอย่างรุนแรงทั้งที่ยังใส่เครื่องแบบ และมีผู้พบเห็นการใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่กลุ่มฝูงชน รวมทั้งสาดกระสุนไปทางประชาชนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่ซึ่งไม่ได้ออกมาเข้าร่วมการประท้วง
“มีคนถูกฆ่าสองหรือสามคนในทุกตรอกเลย” พยานรายหนึ่งให้สัมภาษณ์บีบีซี ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งอิหร่าน (Iran Human Rights -IHRNGO) ชี้ว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมถูกสังหารอย่างน้อย 648 ราย เก้ารายในนั้นอายุต่ำกว่า 18 ปี ด้านสื่อในอิหร่านชี้ว่า มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐเสียชีวิตราวหนึ่งร้อยนาย และระบุว่าผู้ชุมนุมส่วนหนึ่ง -โดยสื่ออิหร่านเรียกว่า ‘ผู้ก่อจลาจล’- จุดไฟเผามัสยิดและธนาคารในหลายๆ เมือง

บรรยากาศในกรุงเตหะราน (ภาพจาก ATTA KENARE / AFP)
ขณะที่สำนักข่าว The New York Times รายงานว่า มีพยานเห็นสไนเปอร์ประจำการอยู่บนดาดฟ้าของอาคารหลายหลังในกรุงเตหะราน และเริ่มลั่นกระสุนใส่ผู้ชุมนุมด้านล่าง ยังผลให้การประท้วงที่เรียกร้องให้รัฐบาลหาทางออกเรื่องค่าเงิน แปรสภาพกลายเป็นความโกลาหลเต็มขั้น เมื่อหลายคนเห็นร่างของเพื่อนถูกกระสุนเจาะร่างหรือศีรษะเต็มตา โดยในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว โรงพยาบาลต้องผ่าตัดช่วยชีวิตเหยื่อจากการโดนยิง 19 ราย “ผมเห็นกับตาเลยว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกยิงเข้าที่หัว” ชายคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ The New York Times “และเห็นว่ามีบางคนถูกยิงเข้าที่เข่า คนคนนั้นล้มลงที่พื้นและหมดสติแทบจะทันที ก่อนที่เจ้าหน้าที่รัฐจะพุ่งเข้ามารวบตัวเขาไป” มาห์มูด อาริมี-มูกัดดัม (Mahmood Amiry-Moghaddam) นักเคลื่อนไหวในองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งอิหร่านชี้ว่า “ประชาคมโลกต้องจริงจังกับอันตรายที่สาธารณรัฐอิสลามจะกระทำต่อประชาชนได้แล้ว ทั้งการขู่จะให้โทษประหารชีวิตแต่ผู้เข้าร่วมชุมนุม รวมทั้งต้องหาทางป้องกันการสังหารหมู่อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้อาจเกิดขึ้นในเรือนจำ” “สิ่งสำคัญคือ เราต้องดูว่าภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ประชาคมโลกสามารถทำอะไรต่อสถานการณ์เช่นนี้ได้บ้าง”
ล่าสุด ในวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา โมฮัมมัด มูวาเฮดี (Mohammad Movahedi) อัยการสูงสุดของอิหร่านชี้ว่า “การยุยงปลุกปั่น (sedition) จบลงแล้ว ดังเช่นเคย เราต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่อย่างรวดเร็ว เพื่อปราบปรามเหตุการณ์นี้” สถานีโทรทัศน์และรายการข่าวในอิหร่าน รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยชี้ว่ามีผู้ถูกสังหารในการประท้วงสามพันราย กระนั้น ยังประชาชนรวมตัวกันเพื่อชุมนุมในอีกหลายพื้นที่ กับความรุนแรงโดยรัฐที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกถนน ไม่เกินเลยหากเราจะกล่าวว่า นี่คือหนึ่งในการประท้วงที่เจ็บปวด รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งของอิหร่าน แต่มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับปฏิวัติโครงสร้างได้หรือไม่ -นั่นคือคำถามใหญ่ที่หลายคนจับตา
กลไกแห่งอำนาจรัฐ
การรวมตัวชุมนุมครั้งใหญ่ของชาวอิหร่าน กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลที่หนาหูมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้หลายคนพิจารณาว่า นี่อาจเป็นจุดล่มสลายของระบอบการปกครองอิหร่าน ที่ยืนยาวมากว่าสี่ทศวรรษ แต่มันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่
ซาอิด โกลคาร์ (Saeid Golkar) นักรัฐศาสตร์ชาวอิหร่าน-อเมริกัน เขียนบทความแสดงความเห็นต่อประเด็นนี้ลงเว็บไซต์ Foreign Policy ใจความสำคัญคือ เขาไม่คิดว่าการประท้วงในครั้งนี้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่านได้ เพราะเงื่อนไขสำคัญคือ ไม่ว่าประชาชนจะต้องการและเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน แต่รัฐก็ยังฝ่าแรงต้านเหล่านี้ต่อไปได้ เพราะสาธารณรัฐอิสลามถูกสร้างมาเพื่อรองรับการเผชิญหน้าต่อการเรียกร้องและแรงปะทะเหล่านี้ กลไกสำคัญของความแข็งแกร่งของสาธารณรัฐอิสลามคือคอเมเนอี โดยหลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดในปี 1989 เขาก็มุ่งมั่นจะพิทักษ์สาธารณรัฐอิสลามเป็นหลัก และทำงานแนบชิดเป็นเนื้อเดียวกันกับกลุ่ม IRGC ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้ระบอบการปกครองของอิหร่านยังตระหง่านท่ามกลางสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ภารกิจนับตั้งแต่ปี 1979 ของกลุ่ม IRGC คือการปกป้องสาธารณรัฐอิสลาม ป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหาร, ปราบปรามผู้เห็นต่าง และพิทักษ์ผู้นำสูงสุด กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป กลุ่ม IRGC ก็พัฒนากลายเป็นกองกำลังที่ขยายอำนาจไปยังสถาบันต่างๆ ที่ทำงานด้านความมั่นคง ทั้งหน่วยข่าวกรอง, กองกำลังปฏิบัติการพิเศษ และกองกำลังต่อต้านบาซิจ ซึ่งแต่ละหน่วยนั้นฝังรากลึกอยู่ในสังคม” โกลคาร์ระบุ
“เปรียบเทียบระบอบการปกครองของอิหร่านเป็นเสมือนร่างกายมนุษย์ คอเมเนอีคือหัว หน่วยงานแห่งผู้นำสูงสุด (Office of the Supreme Leader) คือลำตัว ทำหน้าที่ประสานงานและควบคุมอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย สองมือของระบอบการปกครองนี้คือกลุ่ม IRGC และกลุ่มนักบวช ที่บังคับใช้อำนาจและสร้างความชอบธรรมจากศาสนาได้ ที่อยู่ใต้โครงสร้างเหล่านี้คือรัฐบาลและเหล่าราชการ ที่คอยสนับสนุนระบบหากแต่ไม่ได้เป็นผู้ออกคำสั่งโดยตรง กระทรวงและสถาบันต่างๆ ทำหน้าที่ให้การปกครอง และรักษาสถาบันหลักของรัฐ
“ด้วยโครงสร้างเช่นนี้ ลดโอกาสที่ความไม่พอใจของประชาชนจะสร้างความแตกแยกขึ้นในหมู่ชนชั้นนำ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นบ่อเกิดแห่งความล่มสลายของระบอบเผด็จการ การประท้วงถูกควบคุมโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัย การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐถูกสร้างความชอบธรรมโดยผู้นำทางศาสนา และถูกห่อหุ้มด้วยโฆษณาชวนเชื่อจากหน่วยงานแห่งผู้นำสูงสุด ก่อนที่เรื่องต่างๆ จะถูกทำให้เลือนหายไปโดยระบบราชการอีกทีหนึ่ง อำนาจจึงยังถูกรวมศูนย์ ได้รับการป้องกัน และพิทักษ์โดยสถาบันต่างๆ ซึ่งการอยู่รอดของสถาบันเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับการรักษาศูนย์กลางทั้งหมดที่ว่ามานั้นไว้”
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่การสร้างแรงกระเพื่อมและการเปลี่ยนแปลง ใช่ว่าการประท้วงที่ผ่านมาจะไม่เคยสร้างแรงสะเทือนอะไรเลย เพราะการประท้วงเมื่อปี 2022 ที่ประชาชนเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ มาห์ซา อามินี (Mahsa Amini) หญิงสาวที่ถูกตำรวจศีลธรรมทำร้ายจนเสียชีวิตหลังจับกุมเธอโทษฐานไม่สวมฮิญาบให้ตรงตามที่รัฐบาลกำหนด ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการให้ผู้หญิงต้องคลุมฮิญาบ จาฟาร์ ปานาฮี (Jafar Panahi) คนทำหนังชาวอิหร่านที่ยืนหยัดต่อต้านเผด็จการมายาวนาน หนังยาวลำดับล่าสุดของเขา It Was Just an Accident (2025) เพิ่งเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ตัวละครหญิงในหนังก็ไม่ได้สวมผ้าคลุมฮิญาบ โดยเขาเล่าว่า “ผู้หญิงมากมายเดินอยู่ตามท้องถนนโดยไม่สวมผ้าคลุม แม้จะเกิดการปรามปราบเรื่องนี้ด้วยความรุนแรง หากแต่สุดท้าย เราก็เห็นผู้คนใช้ชีวิตโดยไม่ต้องสวมผ้าคลุมฮิญาบ -หลังจากที่ทุกคนถูกบอกให้สวมอยู่สี่ทศวรรษ- และนี่แหละที่เป็นสิ่งใหม่ในสังคมของเราเหลือเกิน “ในฐานะคนทำหนัง ผมรู้ทันทีว่าผมไม่อาจทำหนังโดยให้ตัวละครหญิงสวมผ้าคลุมอีกแล้ว เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงอิหร่าน -ส่วนใหญ่น่ะนะ- ทำกันในตอนนี้”
ช่วงเวลาอันอ่อนไหว
ที่ผ่านมา อิหร่านเคยมีการชุมนุมมาแล้วหลายครั้ง ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การชุมนุมที่ถูกพูดถึงบ่อยคือการเคลื่อนไหวสีเขียว (Green Movement) ในปี 2009 ซึ่งประชาชนออกมาประท้วงการเลือกตั้งของอาฮ์มาดีเนจาด ที่ถูกกล่าวหาว่าทุตริต รวมทั้งการชุมนุมประท้วงขึ้นที่สุสานกษัตริย์ไซรัส (Cyrus the Great Revolt) ในปี 2016 ซึ่งคือการประท้วงของกลุ่มคนที่ต่อต้านการปกครองแบบรัฐอิสลาม และสนับสนุนการปกครองโดยใช้สถาบันกษัตริย์ ตลอดจนล่าสุดคือการประท้วงเมื่อปี 2022 ที่ประชาชนเรียกร้องเรื่องการบังคับคลุมฮิญาบ หากแต่หลายฝ่ายมองว่า การประท้วงในปี 2026 ต่างไปจากการประท้วงครั้งก่อน เงื่อนไขสำคัญคือมาจากความอ่อนแอภายในของรัฐบาลเอง และปัญหาจากภายนอกที่ถูกกดดัน คว่ำบาตรโดยชาติตะวันตก มิเชล กรีเซอ (Michelle Grisé) นักวิจัยจากองค์กร RAND -สถาบันวิจัยนโยบายไม่แสวงหาผลกำไรในอเมริกา- ชี้ว่า การเคลื่อนไหวประท้วงของชาวอิหร่านครั้งนี้ กระจายเป็นวงกว้างและรวดเร็วกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือแรงกดดันจากชาติตะวันตกและความผันผวนในตะวันออกกลาง “เครือข่ายของอิหร่านในพื้นที่อื่นๆ อ่อนแอลง ดังนั้น อิหร่านจึงต้องรับมือกับปัญหาภายในประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่สถานการณ์รับมือภัยคุกคามจากภายนอกก็เปราะบางกว่าที่เคย” เธอกล่าว
กรีเซอยังชี้ว่า ความอ่อนไหวของรัฐบาลอิหร่านนั้นเห็นได้ชัดจากทีท่าของประธานาธิบดีเปเซซเคียน โดยในระยะแรกของการชุมนุม ที่ผู้ประท้วงลงถนนเพื่อเรียกร้องวิกฤตค่าเงินอ่อนตัว เปเซซเคียนยังมีท่าทีประนีประนอมและพร้อมหาทางออกอยู่มาก “กระทั่งเมื่อผู้ชุมนุมขยับไปสู่การต่อต้านระบอบการปกครองของอิหร่าน คุณจะเห็นเลยว่าทีท่าของเขาแข็งกร้าวขึ้น ทั้งจากการกล่าวโทษสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นผู้ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ
“อันที่จริง ภายในรัฐบาลเอง ฝั่งปฏิรูปกับฝั่งอนุรักษนิยมก็เห็นไม่ตรงกันหลายเรื่อง หากแต่สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนพวกเขาจะเห็นตรงกันคือ ต้องรักษาเสถียรภาพของระบอบการปกครองไว้ให้ได้ -ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม”
มองในภาพกว้าง สิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเคลื่อนไหวนี้คือ ทีท่าของกลุ่มบะซาร์ซึ่งถือเป็น ‘ฝั่งขวา’ ที่ถูกเบียดขับออกจากพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการมาถึงของ IRGC, การเมืองระหว่างประเทศและการถูกกดดันจากชาติตะวันตก ที่ทำให้อิหร่านอ่อนไหวกว่าที่เคย และความเครียดสุดขีดของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตด้วยความตึงเครียดจากพิษเศรษฐกิจมายาวนาน ยังผลให้การเคลื่อนไหวลุกลามอย่างรวดเร็ว
หลายฝ่ายมองว่าการประท้วงครั้งนี้อาจโค่นล้มระบอบการปกครองที่อยู่มาหลายทศวรรษของอิหร่านลง หากแต่ข้อเท็จจริงแล้ว ดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงระบอบอาจไม่รวดเร็วและง่ายดายเช่นนั้น โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐยังครอบครองอาวุธและมีกำลังเหนือประชาชน หากแต่ก็ยากจะปฏิเสธว่า แรงสะเทือนอันเกิดจากสุ้มเสียงของประชาชนในครั้งนี้ น่าจะชัดเจนมากที่สุดครั้งหนึ่งว่ารัฐบาลอิหร่านกำลังเผชิญหน้ากับเสียงเรียกร้องที่เข้มแข็ง ทรงพลังเหลือเกิน ท่ามกลางการจับตาเฝ้าดูของประชาคมโลกอย่างใกล้ชิด
ที่มา the101.world / เผยแพร่วันที่ 23 ม.ค.69
Link https://www.the101.world/iran-protest-2026/






