![]()
“ Summary “
กสทช. เตือนการใช้กล้องวงจรปิดเถื่อนผิดกฎหมาย เสี่ยงต่อการถูกแฮกข้อมูลส่วนบุคคล
- กล้องวงจรปิดเถื่อนอาจก่อให้เกิดสัญญาณรบกวนระบบโทรคมนาคมอื่น ๆ
- กสทช. แนะนำให้ซื้อกล้องวงจรปิดจากผู้จำหน่ายที่ได้รับอนุญาตและมีมาตรฐาน
- กสทช. จับกุมชาวจีนนำเข้าและจำหน่ายกล้องวงจรปิดเถื่อนจำนวนมาก
- ผู้กระทำผิดอาจถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม และ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การใช้กล้องวงจรปิด (CCTV) เถื่อนที่ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ ยังอาจมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของข้อมูล ทำให้เสี่ยงต่อการถูกแฮ็กและเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของบ้านหรือผู้ใช้งานได้ นอกเหนือจากการก่อให้เกิดปัญหาสัญญาณรบกวนต่อระบบโทรคมนาคมอื่นๆ ที่ใช้คลื่นความถี่ในย่านเดียวกัน เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) โทรศัพท์มือถือ และระบบสื่อสารของหน่วยงานราชการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ
“จากการตรวจสอบ ติดตาม เฝ้าระวังการใช้คลื่นความถี่ สำนักงาน กสทช. พบว่ามีผู้ประกอบการหลายรายนำเข้าและจำหน่ายกล้องวงจรปิดโดยไม่ได้ขออนุญาตใช้คลื่นความถี่ และอุปกรณ์ดังกล่าวไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด”
สำนักงาน กสทช. จึงขอให้คำแนะนำแก่ประชาชน ในการเลือกซื้อและใช้งานกล้องวงจรปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คือ 1. ซื้อจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ โดยเลือกซื้อจากร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และขอดูเอกสารการรับรองมาตรฐานของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ 2. ระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติ โดยสินค้ามีราคาถูกกว่าท้องตลาดมาก อาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ถูกกฎหมาย และไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าเป็นของแท้ แต่ขายในราคาที่ต่ำกว่าปกติมาก 3. กรณีซื้อออนไลน์ ตรวจสอบรีวิวและความน่าเชื่อถือของผู้ขาย สอบถามเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานก่อนสั่งซื้อ และเก็บหลักฐานการสั่งซื้อและการสนทนากับผู้ขายไว้เป็นหลักฐาน
ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 สำนักงาน กสทช. และหน่วยงานเกี่ยวข้องได้ร่วมกันจับกุมคนจีน เจ้าของบริษัทและผู้จัดการ ใช้โกดังขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 101 เป็นพื้นที่จัดเก็บและกระจายสินค้าซึ่งเป็นกล้องวงจรปิดเถื่อนนำเข้าจากจีน ขายผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาเครื่องละประมาณ 500-1,000 บาท โดยมียอดขายต่อวันสูงสุดประมาณ 4,000 เครื่อง โดยนอกจากยึดอุปกรณ์กล้องวงจรปิดเถื่อนประมาณ 100,000 ชุดแล้ว ยังยึดซิมการ์ดโทรศัพท์อีก 21,000 ซิม ซึ่งเป็นซิมจากต่างประเทศ ผูกเข้ากับบัญชีเติมเงินผ่านแอปพลิเคชัน มูลค่ารวมประมาณ 100 ล้านบาท ถือเป็นการนำเข้าซิมการ์ดที่ผิดกฎหมาย
โดยสำนักงาน กสทช. ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 หากตรวจสอบพบไม่มีใบอนุญาตประกอบวิทยุคมนาคม โทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ที่มา สำนักข่าวไทยรัฐ / วันที่เผยแพร่ 18 มกราคม 2569
Link https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2908373







