![]()
70 ปี จิตวิญญาณบันดุง ต้นทางเปลี่ยนแปลงแห่งโลกใต้
กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกันจัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “Bandung @ 70 : A Diplomacy of the Global South” ณ ห้องนราธิป เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี ดร.อนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ เป็นผู้กล่าวนำ และ รศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์, คุณวิรัช ศรีพงษ์, ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล และ ศ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา ร่วมเสวนา
บริบทโลกช่วงต้นทศวรรษ 1950
ดร.อนุสนธิ์กล่าวว่า ช่วงต้นทศวรรษ 1950 โลกเข้าสู่สภาพ “สองขั้วอย่างเข้มข้น” ขณะที่ประเทศเอเชีย-แอฟริกากำลังปลดปล่อยตนเองจากอาณานิคม ทำให้หลายประเทศต้องการกำหนดเส้นทางของตนเอง การแพร่ตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยิ่งผลักดันให้สหรัฐอเมริกาดำเนินยุทธศาสตร์ปิดล้อมคอมมิวนิสต์ และนำไปสู่การก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ซึ่งไทยเข้าร่วมเพื่อสร้างความมั่นคงของประเทศ
ขณะเดียวกัน จีนก็ปรับภาพลักษณ์ให้เป็นมิตรมากขึ้นผ่านการประชุมเจนีวาและบันดุง ไทยจึงใช้เวทีนี้สร้างความสัมพันธ์กับจีนแบบระมัดระวัง แต่ยังรักษาท่าทีสนับสนุนสหรัฐ ภายใต้ยุทธศาสตร์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยความสามารถทางการทูตที่เก่งกาจของเสด็จในกรมนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทำให้ไทยสามารถรักษาสมดุลระหว่างสองมหาอำนาจได้
บันดุงในบริบทไทย-จีน
ดร.อนุสนธิ์และคุณวิรัชพูดถึงการประชุมบันดุงในปี 1955 ว่า เป็นการรวมตัวของประเทศเอเชีย-แอฟริกา เพื่อร่วมกันต่อต้านมหาอำนาจ การประชุมนี้เปิดพื้นที่ให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางด้านความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อสมดุลอำนาจของภูมิภาคในภาพรวม
ในบริบทความสัมพันธ์ไทย-จีน การประชุมบันดุงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากก่อนหน้านั้นไทยปิดกั้นจีนมานานด้วยความหวาดระแวงว่า จีนคอมมิวนิสต์หรือชาวจีนโพ้นทะเลซึ่งมีจำนวนมากในไทยจะส่งออกอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ไทยจึงเลือกพึ่งพาสหรัฐ และยืนอยู่ฝ่ายโลกเสรีอย่างชัดเจน
แม้ว่าสหรัฐจะสนับสนุนให้ไทยเข้าร่วมการประชุมบันดุงในฐานะตัวแทนของประเทศโลกเสรี แต่ไทยก็ใช้โอกาสนี้ลดท่าทีต่อจีน โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ส่งเสด็จในกรมนราธิปฯ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไทยเริ่มผ่อนคลายกับจีน ก่อนจะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1975
บันดุงในบริบทของเรื่องเล่ามหภาค
รศ.ดร.ศุภมิตรกล่าวว่า สงครามเย็นเป็นยุคที่เรื่องเล่าทางการเมืองโลกถูกครอบงำด้วยแนวคิดของมหาอำนาจ หรือที่มักถูกเรียกว่า “มหาเรื่องเล่า” ซึ่งแบ่งโลกออกเป็นเพียงสองขั้ว คือ โลกเสรีภายใต้สหรัฐอเมริกา กับโลกปฏิวัติที่นำโดยสหภาพโซเวียต ภายใต้กรอบความคิดนี้ ประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชถูกจำกัดให้มีเพียงสองทางเลือก คือเข้าร่วมฝ่ายคอมมิวนิสต์ หรือฝ่ายโลกเสรี โดยแทบไม่มีพื้นที่ให้เลือกด้วยตนเองเลย
การประชุมบันดุงในปี 1955 จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่ประเทศโลกที่สามรวมตัวกันออกมาท้าทายเรื่องเล่าเดิมของสงครามเย็น และพยายามสร้าง “เรื่องเล่าของตนเอง” ผ่านการกำหนดนโยบายและการตีความความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยมุมมองของตนเอง การประชุมครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้ประเทศเอเชีย-แอฟริกาปฏิเสธแนวคิดจักรวรรดินิยม รวมถึงโครงสร้างแบบเก่าที่มหาอำนาจเป็นผู้ควบคุม นับเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
ความหมายของบันดุงและพลังของประเทศโลกที่สามสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในกรณีวิกฤตการณ์คลองสุเอซในปี 1956 เมื่ออียิปต์ หนึ่งในประเทศผู้เข้าร่วมบันดุง ประกาศโอนกิจการคลองสุเอซเป็นของรัฐ ทำให้เผชิญแรงกดดันทางทหารจากอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิสราเอล แม้ทั้งสามประเทศจะเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ แต่กลับถูกปฏิเสธที่จะร่วมมือหรือสนับสนุนการรุกรานดังกล่าว ตรงกันข้าม สหรัฐเลือกกดดันฝ่ายยุโรปและสนับสนุนอียิปต์ทางอ้อมในเวทีระหว่างประเทศ
เหตุการณ์สุเอซจึงทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อความชอบธรรมของแนวคิด “โลกเสรี” ของสหรัฐ เป็นการแสดงถึงความย้อนแย้งของสหรัฐที่อ้างตนว่าปกป้องเสรีภาพของประเทศเล็กๆ แต่กลับไม่สนับสนุนพันธมิตรของตนเอง นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างอียิปต์ สามารถใช้พื้นที่ทางการเมืองใหม่ที่บันดุงเปิดขึ้นเพื่อกำหนดท่าที และเลือกพันธมิตรตามผลประโยชน์ของตน ไม่ได้จำกัดอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของตะวันตกหรือโซเวียตอีกต่อไป
ความสำคัญของบันดุงต่ออินโดนีเซีย
ผศ.ดร.อรอนงค์กล่าวว่า เมืองบันดุงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อต้านการล่าอาณานิคมเพื่อเป็นเอกราช โดยซูการ์โน ประธานาธิบดีของอินโดนีเซียขณะนั้น เคยเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมเพื่อเรียกร้องเอกราชมาตั้งแต่ปี 1926 และก่อตั้งกลุ่มเพื่อพูดถึงปัญหาของประเทศ ซึ่งส่งผลให้ถูกทหารดัตช์เนรเทศออกไปเพราะอาจกระทบต่อความมั่นคง ด้วยเหตุผลนี้ทำใหับันดุงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อต้านอาณานิคมและทำให้ซูการ์โนเลือกมาจัดการประชุมที่นี่ นอกจากนี้ บันดุงในปี 1955 ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เจริญที่สุดของอินโดนีเซีย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ปารีสแห่งเอเชีย”
การประชุมบันดุงถือว่ามีความสำคัญกับอินโดนีเซียอย่างมาก เพราะถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำประเทศได้ยืนบนเวทีโลกอย่างสง่างาม และซูการ์โนที่มีความคิดต่อต้านชาติตะวันตกอย่างสุดขั้ว จึงผลักดันให้มีการประชุมที่พูดถึงการต่อต้านการล่าอาณานิคมจากประเทศตะวันตก ทั้งนี้ การไม่อยู่ภายใต้รัฐใดรัฐหนึ่ง เป็นหนึ่งในหลักจิตวิญญาณของการประชุมบันดุง ที่ต่อมาอินโดนีเซียนำมาประยุกต์ใช้กับกฎหมายทั้งในและระหว่างประเทศ
หากไม่มีการล่าอาณานิคม โลกของเราจะเป็นอย่างไร
ศ.ธเนศระบุว่า ในฐานะประเทศจากเอเชีย-แอฟริกา การประชุมบันดุงคือความหวังของผู้นำที่ไม่ใช่คนผิวขาวที่ต้องการให้การล่าอาณานิคมของตะวันตกสิ้นสุดลง อย่างไรก็ดี หากเป็นไปตามคำบอกเล่าของ ชาร์ลส์ ทิลลี นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน ที่ระบุว่า รัฐสร้างสงครามและสงครามสร้างรัฐ การทำสงครามก็ต้องใช้เงิน และการค้าระยะไกลคือหนทางในการทำเงิน ซึ่งในสมัยนั้นต้องดำเนินด้วยแรงงานและการควบคุมโดยคนขาว และศูนย์กลางทางการค้าโลกคือมหาสมุทรอินเดีย จึงแสดงให้เห็นว่า สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันถึงจะอยู่ร่วมกันได้
สำหรับ ศ.ธเนศ การประชุมบันดุงไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพราะหลายประเทศที่เข้าร่วมต่างมีฝ่ายของตัวเอง ภาพจำของบันดุงจึงมีเพียงแค่การที่ 29 ประเทศรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการล่าอาณานิคม ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นเพียงโลกแคบๆ และถูกทำให้ดูใหญ่เกินจริง ทั้งนี้ ดร.อนุสนธิ์เสริมว่า เจ้าภาพเขียนหนังสือเชิญอย่างชัดเจนว่า การตอบรับเข้าร่วมประชุมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือแม้แต่จะส่อว่าประเทศที่เข้าร่วมมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดหรือยอมรับฐานะของอีกประเทศหนึ่ง
จิตวิญญาณของบันดุง
ในการประชุมบันดุงมีหลักจิตวิญญาณทั้งหมด 10 ประการ ซึ่งใจความหลักทั้งหมดสรุปได้ว่า การประชุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ทุกชาติเคารพสิทธิและอธิปไตยของตนเองและผู้อื่น อย่างไรก็ดี ภายใต้จิตวิญญาณนี้ ยังมีความสำคัญที่แฝงอยู่ ซึ่ง รศ.ดร.ศุภมิตรให้คำนิยามการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นตัวแทนของผู้กล้าหาญที่ยืนหยัดและใช้เสียงของตนในเวทีโลก เพราะส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ยังไม่ได้รับหรือเพิ่งได้รับเอกราช การประชุมบันดุงจึงเหมือนเป็นการรวมตัวของประเทศที่อยู่ในภาวะไร้เสียง ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากการตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่เพราะเมื่อพยายามที่จะเสนอความคิดของตนเอง มักถูกคลื่นที่ทุกคนพูดพร้อมกันเข้ามากลบ และทำให้เสียงดังกล่าวไม่สามารถจับใจความได้ การประชุมบันดุงจึงเกิดจากการรวมกันเป็นหนึ่งของคนที่ไม่มีเสียงเหล่านั้น และออกมายืนหยัดอย่างกล้าหาญ
ขณะที่ ผศ.ดร.อรอนงค์เชื่อว่าจิตวิญญาณของบันดุงยังสามารถนำมาปรับใช้กับโลกปัจจุบันได้ เพราะบางประเทศยังมีความเหลื่อมล้ำและพยายามจะรวมกลุ่มกันเพื่อเปล่งเสียงของตัวเอง และแม้จะผ่านมากว่า 70 ปีแล้ว โลกปัจจุบันยังคงมีทั้งปัญหาเดิมๆ และปัญหาใหม่ๆ ฉะนั้นจิตวิญญาณของบันดุงที่พูดถึงการเคารพสิทธิและอธิปไตย ทำให้ผู้คนสามารถจินตนาการว่า เราสามารถมีระเบียบโลกแบบใหม่ซึ่งปราศจากการตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐใดรัฐหนึ่งได้หรือไม่
ที่มา สำนักข่าวมติชน ออนไลน์ / วันที่เผยแพร่ 1 ธันวาคม 2568
Link https://www.matichon.co.th/foreign/indepth/news_5482171







