![]()
1. ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์
สวีเดนเป็นประเทศขนาดกลางที่ไม่มีฐานะมหาอำนาจ แต่สามารถพัฒนาเครื่องบินรบล้ำสมัยด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งนี้สะท้อน แนวคิด “Defensive Realism” ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถเพียงพอเพื่อป้องกันตนเอง ไม่ใช่เพื่อการรุกราน[1] ผลลัพธ์สูงสุดคือ Gripen JAS-39 ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของ Deterrence by Denial (การป้องปรามด้วยการทำให้ข้าศึกไม่สามารถบรรลุชัยชนะได้ง่าย)[2]
2. รากฐานทางประวัติศาสตร์
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สวีเดนเลือก การสร้างขีดความสามารถทางทหารในประเทศ แทนการพึ่งพามหาอำนาจ บริษัท Saab กลายเป็นเสาหลักในการพัฒนาเครื่องบินรบ ตั้งแต่ Saab J 21 → Saab 29 Tunnan → Saab 35 Draken → Saab 37 Viggen ความต่อเนื่องเหล่านี้สะท้อน แนวคิด Path Dependency ในเชิงยุทธศาสตร์–อุตสาหกรรม[3] ที่ทำให้สวีเดนรักษาความเป็นชาติที่ผลิตเครื่องบินรบได้เอง
3. ปรัชญาและแนวคิดหลัก
การออกแบบเครื่องบินรบสวีเดนตั้งอยู่บนหลักการที่แตกต่างจากมหาอำนาจ
3.1 การพึ่งพาตนเอง (Self-Reliance) – ลดความเสี่ยงจากการเมืองโลก สอดคล้องกับทฤษฎี Autarky in Defence Economics[4]
3.2 ความคุ้มค่า (Cost-Effectiveness) – การสร้างขีดความสามารถ “พอเพียง” โดยสะท้อนแนวคิด Economy of Force ของ Clausewitz[5]
3.3 หลายบทบาท (Multi-Role Flexibility) – หลัก JAS: Fighter/Attack/Reconnaissance → ลดการสิ้นเปลืองกำลัง
3.4 Bas 90 Concept – การกระจายสนามบิน ใช้ถนน–ทางวิ่งสั้น → สอดคล้องกับแนวคิด Dispersed Air Operations ของ NATO[6]
3.5 มนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Design) – ระบบ Cockpit ออกแบบเพื่อเพิ่ม OODA Loop Efficiency (Observe–Orient–Decide–Act)[7]
4. ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์
สวีเดนตั้งอยู่ระหว่าง NATO และ Warsaw Pact ในสงครามเย็น จึงเลือกยุทธศาสตร์ Total Defence ที่ผสานกำลังทหาร–พลเรือน[8] หลังสงครามเย็น แม้ยังรักษาความเป็นกลาง แต่ก็พัฒนาความร่วมมือทางเทคนิคกับ NATO/EU การฟื้นตัวของรัสเซียในศตวรรษที่ 21 และภัยคุกคาม Hybrid Warfare ทำให้สวีเดนต้องลงทุนใน Gripen E/F ซึ่งมีความสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ NATO ได้เต็มที่
5. พัฒนาการทางเทคโนโลยี
สวีเดนเป็นผู้นำด้าน Avionics และ Data-Link:
• Viggen ใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ ก่อนที่ NATO จะใช้ Link-16
• Gripen ใช้ Open Architecture ทำให้บูรณาการได้ทั้ง Meteor, IRIS-T, RBS-15 → สอดคล้องกับแนวคิด System of Systems (SoS)[9]
• Sensor Fusion ทำให้ Gripen เป็นทั้งเครื่องบินรบและ “Node” ของเครือข่ายสงครามยุคใหม่ (Network-Centric Warfare)[10]
6. มิติทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมการบินสวีเดนเป็นทั้ง เกราะป้องกัน และ สินค้าส่งออก Gripen ถูกเลือกโดยประเทศอย่าง ฮังการี, เช็ก, บราซิล, ไทย เพราะเป็น affordable fighter ที่สอดคล้องกับ แนวคิด Security–Economics Nexus[11] การขาย Gripen ยังมาพร้อม offset และเทคโนโลยี transfer → เสริมสร้างเศรษฐกิจผู้ซื้อและสร้างพันธมิตรเชิงอุตสาหกรรม
7. Gripen: สัญลักษณ์ของปรัชญาสวีเดน
Gripen JAS-39 สะท้อนปรัชญา “Lagom” (ความพอดี)
• ใช้เจ้าหน้าที่เพียง 5 นาย ในการเตรียมเครื่องบินให้พร้อมใน 10 นาที
• ขึ้น–ลงได้บนถนนเพียง 800 เมตร
• รองรับปฏิบัติการร่วมกับ NATO และการรบสมัยใหม่
สิ่งนี้สะท้อนแนวคิด Smart Power ของประเทศเล็กที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
8. บทเรียนสำหรับประเทศอื่น
กรณี Gripen แสดงให้เห็นว่า ประเทศขนาดกลาง–เล็กสามารถสร้างระบบอาวุธที่แข่งขันในเวทีโลกได้ หากบูรณาการ
• ยุทธศาสตร์ชาติ
• อุตสาหกรรมในประเทศ
• ปรัชญาการออกแบบ
โดยไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากรเทียบเท่ามหาอำนาจ แต่ต้องมี นวัตกรรม–ความยืดหยุ่น–ความคุ้มค่า
9. สรุปเชิงยุทธศาสตร์
Gripen ไม่ใช่เพียงเครื่องบินรบ แต่คือ ภาพสะท้อนยุทธศาสตร์และปรัชญาป้องกันตนเองของสวีเดน ที่ผสานแนวคิด Defensive Realism, Deterrence by Denial, และ Network-Centric Warfare ประเทศเล็กสามารถยืนหยัดได้ด้วย การจัดการทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์–ความคิดสร้างสรรค์–ความต่อเนื่องของอุตสาหกรรม
เรียบเรียงและวิเคราะห์โดย น.อ.รัตนสุทธิ สุทธิแย้ม
References:
[1] Waltz, K. Theory of International Politics. Addison-Wesley, 1979.
[2] Freedman, L. Deterrence. Polity, 2004.
[3] Mahoney, J. Path Dependence in Historical Sociology. Theory and Society, 2000.
[4] Hartley, K. The Economics of Defence Policy. Routledge, 2012.
[5] Clausewitz, C. On War. Princeton University Press, 1984.
[6] NATO Review. “Dispersed Air Operations and the Swedish Bas 90 Concept,” 2021.
[7] Boyd, J. “The Essence of Winning and Losing (OODA Loop).” Unpublished briefing, 1995.
[8] Sundqvist, B. Swedish Air Power Doctrine: Past, Present and Future. Uppsala University Press, 2018.
[9] RAND Corporation. System of Systems Engineering for Air Power. Santa Monica, 2017.
[10] Alberts, D. & Hayes, R. Power to the Edge: Network-Centric Warfare. CCRP, 2003.
[11] SIPRI Yearbook 2023. Stockholm International Peace Research Institute.
ที่มา :นภาธิปัตย์ / วันที่เผยแพร่ 29 สิงหาคม 2568
link : https://www.facebook.com/share/p/17DDiK4Vnj/






