![]()
สำหรับการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ประจำปีนี้จัดขึ้นที่ประเทศไทย นอกเหนือจากข่าวสารด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่มีกระแสพูดถึงอย่างกว้างขวางตั้งแต่ก่อนเริ่มงานคือประเด็น ‘การรักษาความปลอดภัย’ โดยสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานได้แสดงความคิดเห็นทั้งในแง่บวกและแง่ลบ
หลายฝ่ายมีความกังวลถึงความเข้มงวดที่อาจสร้างความล่าช้าในการเข้างาน รวมถึงประเด็นความเป็นส่วนตัวจากการถูกตรวจค้นร่างกายอย่างละเอียด แต่ในแง่บวก ทุกคนต่างเข้าใจถึงความจำเป็นขั้นสูงสุด เนื่องจากงานนี้เป็นการรวมตัวของผู้นำและนักธุรกิจจาก 191 ประเทศ รวมถึงผู้เข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน ตลอด 7 วัน ด้วยเหตุนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาลจึงได้ร่วมมือกับ JARTON บริษัทสัญชาติไทยผู้ให้บริการนวัตกรรมความปลอดภัยสำหรับบ้าน อาคาร และเมืองอัจฉริยะ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อุดช่องโหว่และแก้ปัญหาความล่าช้าดังกล่าว ทีม bt beartai จึงขอพาไปชมเบื้องหลังการทำงานร่วมกันของทั้งสองหน่วยงานว่ามีกลไกอย่างไรบ้าง
ศูนย์ CCOC : ‘มันสมอง’ สั่งการและดูแลภาพรวมความปลอดภัยภายในงาน
กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ใช้เวลาเตรียมการสำหรับงานนี้ถึง 15 เดือน โดยได้เตรียมการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ CCOC (Command and Control Operation Center) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุมและสั่งการระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดแบบรวมศูนย์ มีการจัดอบรมเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด อีกทั้งศูนย์นี้จะทำงานแบบ Hybrid ด้วยการดึงข้อมูลจากอุปกรณ์ของ JARTON กว่า 100 เครื่อง ทั้งระบบเครื่องสแกน AI ระบบเอกซเรย์สัมภาระ และเครื่องสแกนใต้ท้องรถ มาประมวลผลแบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ ศูนย์ CCOC ยังดึงสัญญาณ CCTV มาใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี AI คัดกรองบุคคล ครอบคลุมตั้งแต่โรงแรมที่พักของแขกต่างประเทศ ไปจนถึงสถานที่จัดงานอย่างศูนย์สิริกิติ์ โดยเฉพาะโซน Governor Entrance บริเวณถนนรัชดาภิเษกที่มีการดูแลเป็นพิเศษ หาก AI ตรวจพบความผิดปกติ ศูนย์จะทำหน้าที่สั่งการตรงไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้างานและทีมเทคนิคของ JARTON กว่า 30 ชีวิตที่สแตนด์บายอยู่ เพื่อเข้าจัดการแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและแม่นยำ
MMW : นวัตกรรมสแกนร่างกาย เดินผ่านได้ทันที ไม่ต้องรื้อกระเป๋า
เพื่อแก้ปัญหาจุดคัดกรองคอขวดและลดความกังวลเรื่องการถูกค้นตัว ซึ่งอาจจะจะทำให้ Flow การเข้างานช้า JARTON ได้เปิดตัวและนำเทคโนโลยี ‘Millimeter Wave’ หรือ MMW มาใช้เป็นด่านแรก เทคโนโลยีนี้คือระบบสแกนร่างกายที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุระดับมิลลิเมตร ค้นหาวัตถุต้องสงสัยที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้า
ความฉลาดของ MMW คือระบบจะตรวจจับและส่งเสียงเตือนเฉพาะวัตถุที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น อาวุธปืน มีด วัตถุระเบิด โลหะ หรือเซรามิกเท่านั้น โดยจะเพิกเฉยต่อของใช้ส่วนตัวทั่วไปอย่างนาฬิกาข้อมือ พวงกุญแจ หรือแหวน ซึ่งต่างจากเครื่องสแกนรุ่นเก่าที่จะส่งเสียง ‘บี๊บ’ เมื่อเจอโลหะทุกชนิดจนสร้างความสับสน ด้วยเทคโนโลยีนี้ ผู้เข้าร่วมงานจึงหิ้วกระเป๋าเดินผ่านจุดคัดกรองได้รวดเร็ว หากเครื่องไม่แจ้งเตือนก็ผ่านเข้างานได้เลย แต่หากเครื่องร้องเตือน เจ้าหน้าที่จึงค่อยแยกตัวไปตรวจละเอียด วิธีนี้ช่วยลดภาระให้เจ้าหน้าที่โฟกัสเฉพาะเคสที่ต้องตรวจเข้มจริง ๆ ช่วยให้กระบวนการเข้างานลื่นไหล ไม่มีสะดุด
ระบบสแกนใต้ท้องรถยนต์ : แม่นยำ ชัดเจน ตรวจสอบลึกทุกตารางนิ้ว
นอกจากการตรวจบุคคลแล้ว การตรวจยานพาหนะก็ถูกยกระดับเช่นกัน ต้องเข้าใจก่อนว่า รถยนต์ที่นำเข้ามาในพื้นที่งานหลาย ๆ รายคนขับอาจไม่ได้จงใจพกวัตถุอันตรายเข้ามา แต่จากข้อมูลฝั่ง JARTON รถยนต์มักจะถูกลักลอบติดอาวุธหรือวัตถุอันตรายโดยที่คนขับไม่รู้ตัว ดังนั้นแม้ว่าตรวจบุคคลแล้ว แต่การตรวจสอบรถยนต์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างมาก
ซึ่งเดิมทีกองบัญชาการตำรวจนครบาลมักใช้กระจกเงาติดด้ามยาวสอดเข้าไปส่องใต้ท้องรถ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลาวิเคราะห์นาน มีข้อจำกัดเรื่องแสงสะท้อนที่เข้าตาเจ้าหน้าที่ด้วย และอาจมองเห็นความผิดปกติได้ไม่ครบถ้วน พูดง่าย ๆ คือไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
JARTON จึงได้นำเทคโนโลยีระบบสแกนใต้ท้องรถยนต์อัตโนมัติมาทดแทน โดยใช้ตัว ‘UVIS Portable & Workstation’ เมื่อรถขับผ่านจุดคัดกรอง กล้องความละเอียดสูงจะบันทึกและประมวลผลภาพใต้ท้องรถส่งไปยังหน้าจอแสดงผลทันที จุดเด่นคือภาพที่ได้จะมีความคมชัดสูง ภาพไม่แตก เจ้าหน้าที่ซูมตรวจสอบรายละเอียดและโครงสร้างที่ลึกที่สุดของช่วงล่างได้ หากมีการดัดแปลงหรือซุกซ่อนวัตถุแปลกปลอมก็สังเกตเห็นได้ง่าย ช่วยลดเวลาการตรวจรถแต่ละคันให้เร็วยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัย ว่าการตรวจสอบก่อนเข้างานซ้ำซ้อน หลายสเต็ป และมีการบันทึกภาพข้อมูลส่วนตัวของผู้เข้าร่วมงานนั้น ทางฝั่งของ บช.น. ที่เป็นผู้ดูแลภาพรวม และเป็นฝ่ายจัดการแผนความปลอดภัยทั้งหมดก็ได้ให้คำตอบว่า การได้รับคำคอมเพลนเรื่องความหนาแน่น ความปลอดภัย ถือเป็นความสำเร็จของการทำงาน เพราะการตั้งด่านตรวจ 3-4 ชั้นเป็นความตั้งใจที่ต้องการให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดสำหรับทุก ๆ ฝ่าย และเจ้าหน้าที่ยินดีที่จะตรวจค้นหลายรอบตราบใดที่มันรับประกันความปลอดภัยได้จริง เพราะต้องยอมรับว่าการป้องกันอย่างเข้มงวดดีกว่าเกิดเรื่องแล้วต้องมาแก้ ซึ่งอาจจะมีความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ทั้งต่อบุคคลและภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะเจ้าภาพด้วย
พิสูจน์อักษร : รัชนี สังข์แก้ว
beartai / เผยแพร่วันที่ 16 ตุลาคม 2569
Link : https://www.beartai.com/read/1510569/









