![]()
“ญี่ปุ่น” เผชิญการโจมตีทางไซเบอร์หลายร้อยครั้งในปีนี้ ระบบซอฟต์แวร์ล้าสมัยกลายเป็นช่องโหว่สำคัญ ขณะที่แฮกเกอร์เริ่มใช้ AI เพิ่มขีดความสามารถในการโจมตี
วันที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 11.35 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ครั้งสำคัญ หลังการโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบซอฟต์แวร์เก่าซึ่งยังถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้บริษัทและหน่วยงานต่าง ๆ เสี่ยงต่อการโจมตีรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการโจมตีที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริการออนไลน์จำนวนมากทั่วญี่ปุ่นต้องหยุดให้บริการชั่วคราว ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถทำธุรกรรมบางประเภทได้ตามปกติ ตั้งแต่การเปิดบัญชีธนาคาร การเปลี่ยนที่อยู่ การจองสนามเทนนิสของชุมชน การสั่งซื้อของขวัญช่วงสิ้นปี ไปจนถึงการจองพื้นที่ทำงานภายในสถานีรถไฟ
การหยุดชะงักดังกล่าวเกิดขึ้นหลังบริษัทและผู้ให้บริการเว็บไซต์เร่งแก้ไขช่องโหว่ของ PHP ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมที่นิยมใช้พัฒนาเว็บไซต์ โดยหลายแห่งเลือกปิดบริการชั่วคราวเพื่อป้องกันความเสี่ยงระหว่างรอการติดตั้งแพตช์รักษาความปลอดภัย
โยชิยูกิ ฮานายะ (Yoshiyuki Hanaya) เจ้าของบริษัทพัฒนาเว็บไซต์ในเมืองโอซากา เปิดเผยว่า เขาต้องรีบเดินทางกลับจากการทำงานต่างจังหวัดเพื่อเตรียมรับการเผยแพร่แพตช์แก้ไขช่องโหว่ PHP ในเวลา 23.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น
ลูกค้าบางรายของบริษัทเขายังคงใช้ PHP เวอร์ชัน 5.2 และ 7.4 ซึ่งสิ้นสุดระยะเวลาการสนับสนุนด้านความปลอดภัยตามปกติไปแล้ว ทำให้การแก้ไขปัญหาต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก โดยเขาต้องทำงานต่อเนื่องจนถึงเวลา 03.00 น. และบางคืนทำงานดึกกว่านั้น
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของญี่ปุ่น ซึ่งยังมีองค์กรจำนวนมากพึ่งพาระบบซอฟต์แวร์รุ่นเก่า ขณะที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์พัฒนาอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น
ข้อมูลรั่วไหลหลายสิบล้านรายการ บริษัทชั้นนำตกเป็นเป้าหมาย
ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเผชิญเหตุข้อมูลรั่วไหลหลายสิบล้านรายการ จากการโจมตีบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ Bookoff ผู้ค้าสินค้ามือสอง ไปจนถึง Burger King Japan
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจจองการเดินทางของ Rakuten บริการออนไลน์ของ Sony และบริษัทเกม Capcom ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ส่งผลให้ผู้ใช้บริการได้รับอีเมลแจ้งเตือนเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจรั่วไหลบ่อยครั้งขึ้น
ขณะเดียวกัน การโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือ Ransomware ยังเพิ่มความรุนแรงของปัญหา โดยเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา บริการคลาวด์ของ IDC Frontier ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ SoftBank ถูกเจาะระบบ ส่งผลกระทบต่อลูกค้าองค์กรและหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นรวม 495 ราย รวมถึงเว็บไซต์ที่ใช้จองตั๋วรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็น
ส่วนในสัปดาห์นี้ แพลตฟอร์มซื้อขายเงินตราต่างประเทศของ GMO ถูกแฮกและเรียกค่าไถ่ โดยลูกค้าบางรายรายงานว่ามีการทำธุรกรรมในบัญชีของตนโดยไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการ
สิ่งที่สร้างความกังวลมากขึ้น คือ ทั้ง SoftBank และ GMO ต่างเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และยังให้บริการป้องกันภัยไซเบอร์แก่บริษัทอื่น แต่กลับตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเช่นเดียวกัน
หน่วยธุรกิจด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของ GMO ระบุว่า ผู้ตรวจสอบพบร่องรอยการใช้ ARTEX ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI และพัฒนาขึ้นในจีน ในการโจมตีบางกรณี
นักวิจัย มองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงรูปแบบภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในประเทศอื่น ๆ ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยี AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีระบบดิจิทัล ขณะที่เหตุแฮก Binance ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายมหาศาลในสัปดาห์นี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงขนาดของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ญี่ปุ่นมีสินทรัพย์มหาศาล แต่ระบบป้องกันยังตามไม่ทัน
เหตุละเมิดความปลอดภัยไซเบอร์หลายร้อยครั้งที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นตลอดปีนี้ สะท้อนว่าประเทศมีจุดเสี่ยงต่อการโจมตีจำนวนมาก ขณะที่ความสามารถในการป้องกันยังพัฒนาไม่ทันรูปแบบภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อาชา เฮมราจานี (Asha Hemrajani) นักวิจัยอาวุโสจาก S. Rajaratnam School of International Studies มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์ ระบุว่า ญี่ปุ่นยังมีช่องโหว่ที่ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ยากจำนวนมาก
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสินทรัพย์ทางการเงินมูลค่าระดับหลายพันล้านล้านเยน อีกทั้งยังเป็นฐานของบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวนมากที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ตั้งแต่วัสดุสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
หากบริษัทเหล่านี้ถูกโจมตีทางไซเบอร์จนไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในญี่ปุ่น แต่ยังอาจลุกลามไปถึงภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญที่สุดของวอชิงตันในเอเชีย ทำให้ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของญี่ปุ่นมีความสำคัญทั้งในมิติเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มตระหนักถึงความเร่งด่วนของปัญหา โดยซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้เรียกร้องต่อสาธารณะให้ดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือภัยคุกคามไซเบอร์
เฮมราจานี มองว่า การที่ผู้นำรัฐบาลออกมาเรียกร้องมาตรการเร่งด่วนด้วยตนเองถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ และอาจเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ภาครัฐและภาคธุรกิจยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์อย่างจริงจัง
นักลงทุนญี่ปุ่นจับตา IPO ของ Anthropic
นอกเหนือจากประเด็นภัยไซเบอร์ Bloomberg ยังรายงานถึงความสนใจของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของ Anthropic บริษัทผู้พัฒนา Claude ซึ่งยื่นเอกสารเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตลาดเพียงไม่กี่แห่งที่นักลงทุนจะสามารถซื้อหุ้นในการเสนอขายครั้งนี้ได้โดยตรง เช่นเดียวกับออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร
Anthropic มีมูลค่ากิจการตามการประเมินบางแห่งอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้การเข้าจดทะเบียนครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนญี่ปุ่นที่ต้องการลงทุนในธุรกิจ AI
ข้อมูลจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุว่า ครัวเรือนญี่ปุ่นถือครองสินทรัพย์ทางการเงินมากกว่า 2,500 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 16 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเงินสดและเงินฝากยังมีสัดส่วนประมาณ 45% ของสินทรัพย์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การกลับมาของเงินเฟ้อหลังญี่ปุ่นเผชิญภาวะราคาสินค้าซบเซามานานหลายทศวรรษ กำลังกระตุ้นให้ประชาชนหันมาบริหารเงินออมเชิงรุกมากขึ้น รวมถึงแสวงหาโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นและอุตสาหกรรม AI
ก่อนหน้านี้ ในเดือนมิถุนายน นักลงทุนญี่ปุ่นได้รับการจัดสรรหุ้น SpaceX มูลค่าประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์ โดยมีรายงานว่าความต้องการซื้อสูงกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขายเกือบ 3 เท่า สะท้อนความสนใจอย่างมากต่อบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ
Mizuho ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์จากญี่ปุ่นเพียงรายเดียวในการเสนอขายหุ้น SpaceX และยังเป็นหนึ่งในสองกลุ่มการเงินญี่ปุ่นร่วมกับ MUFG ที่เข้าร่วมกลุ่มผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ของ Anthropic
Uniqlo ถอยขึ้นราคาถุงเท้า สะท้อนแรงต้านเงินเฟ้อของผู้บริโภค
อีกหนึ่งประเด็นที่ Bloomberg หยิบยกขึ้นมาคือการตัดสินใจของ Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้าภายใต้ Fast Retailing ที่ประกาศปรับขึ้นราคาสินค้าบางประเภทในญี่ปุ่น รวมถึงถุงเท้าซึ่งเดิมจำหน่ายคู่ละ 290 เยน โดยมีแผนเพิ่มราคาอีก 100 เยน และยกเลิกส่วนลดสำหรับการซื้อหลายคู่
การประกาศดังกล่าวสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากถุงเท้าถือเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ขณะที่ผู้บริโภคญี่ปุ่นยังมีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นราคาสินค้า
เพียง 11 วันหลังประกาศมาตรการ Uniqlo ตัดสินใจยกเลิกแผนปรับขึ้นราคาถุงเท้าและคงสิทธิประโยชน์เดิม โดยให้เหตุผลว่าได้พิจารณาใหม่แล้ว เนื่องจากถุงเท้าเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน
เหตุการณ์นี้สะท้อนความท้าทายของธุรกิจญี่ปุ่นในการผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค หลังประเทศเผชิญภาวะเงินฝืดมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ จนผู้บริโภคคุ้นเคยกับราคาสินค้าที่แทบไม่เปลี่ยนแปลง
ปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคญี่ปุ่นอยู่เหนือระดับ 2% ขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนหดตัว ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเผชิญแรงกดดันในการรักษาอัตรากำไรควบคู่กับการบริหารความสามารถในการใช้จ่ายของลูกค้า
อัตสึชิ ทาเคดะ (Atsushi Takeda) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Itochu Research Institute ประเมินว่า การตัดสินใจของ Uniqlo สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญอย่างมากกับแรงต่อต้านของผู้บริโภคต่อการขึ้นราคา
แม้บริษัทญี่ปุ่นจะเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นในการปรับราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่กรณีถุงเท้า Uniqlo แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ยอมรับการขึ้นราคาในทุกประเภทสินค้า
อ้างอิง : www.bloomberg.com
การเงินธนาคาร / เผยแพร่วันที่ 30 ตุลาคม 2569
Link : https://moneyandbanking.co.th/2026/283031/







