![]()
KEYPOINTS
- แว่นตาอัจฉริยะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อการแอบถ่ายและละเมิดความเป็นส่วนตัว เนื่องจากมีลักษณะคล้ายแว่นตาทั่วไป ทำให้ผู้ถูกถ่ายไม่รู้ตัว และไฟแจ้งเตือนสถานะสามารถถูกปิดบังได้ง่าย
- เทคโนโลยี AI และการส่งข้อมูลภาพและเสียงไปประมวลผลบนคลาวด์ เพิ่มความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และอาจนำไปสู่การสอดแนมเบ็ดเสร็จ (Total surveillance) หากมีการเพิ่มระบบจดจำใบหน้า
- ผู้ผลิตอย่าง Meta และภาครัฐในหลายประเทศเริ่มออกมาตรการควบคุม เช่น การอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อหยุดการบันทึกภาพเมื่อไฟสถานะถูกปิดบัง และการพิจารณาออกกฎหมายควบคุมการใช้งาน
แว่นตาอัจฉริยะ นับเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ด้วยขีดความสามารถที่มีประโยชน์ต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการมาถึงของ AI ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถแบบก้าวกระโดด จนทำให้กลายเป็นอุปกรณ์อีกชนิดที่เริ่มถูกนำไปใช้งานจริง วันนี้เราจะมาพูดถึงแว่นตาอัจฉริยะและประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเสียหน่อย
แว่นตาอัจฉริยะ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกยุคใหม่
ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของร่างกาย หลายครั้งเมื่อต้องการใช้ฟีเจอร์ในเครื่องทำให้เราต้องใช้มือข้างหนึ่งคอยถือซึ่งไม่สะดวกนัก แต่แว่นตาอัจฉริยะรองรับการแสดงผลหน้าจอ AR แบบเรียลไทม์, สั่งการด้วยเสียง ตลอดจนการบันทึกภาพและเสียงแบบเรียลไทม์ด้วยมุมมองบุคคลที่หนึ่งซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย
ทั้งในส่วนการแสดงผลในชีวิตประจำวัน สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้แบบแฮนด์ฟรีแทนที่จะต้องคอยถือสมาร์ทโฟนไว้ในมือ รองรับระบบนำทางบนสถานที่จริง เก็บภาพวัตถุพร้อมสอบถาม หรือแม้แต่การแปลภาษาต่างประเทศแบบเรียลไทม์ ช่วยในการพูดคุยสื่อสารกับชาวต่างชาติหรือเวลาไปต่างประเทศ
อีกกลุ่มที่มีประโยชน์ไม่แพ้กันคือ กลุ่มผู้พิการ ทั้งในส่วนผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็นที่สามารถพึ่งพาการจับภาพของกล้องบนแว่นตาอัจฉริยะ แล้วจึงให้อธิบายวัตถุ สถานที่ และป้ายบอกทางในสถานที่จริง หรือกลุ่มผู้บกพร่องทางการได้ยิน ก็สามารถให้แว่นตาอัจฉริยะบันทึกเสียงแล้วขึ้นข้อความให้อ่านบนหน้าจอแบบเรียลไทม์ได้
นอกจากในชีวิตประจำวันแว่นตาอัจฉริยะยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น วงการแพทย์และสาธารณสุข ช่วยให้หมอเข้าถึงข้อมูลและผลสแกนคนไข้เรียลไทม์ไม่ต้องหันไปดูหน้าจอ ภาคการผลิตที่ฉายภาพขั้นตอนประกอบชิ้นส่วนลงบนเครื่องจักร ตลอดจนใช้ในการนำทางเพื่อค้นหาในคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตามคุณสมบัติในการเก็บภาพของแว่นตาอัจฉริยะก็ก่อให้เกิดปัญหาในหลายด้านเช่นกัน
ปัญหาที่ตามมาเมื่อแว่นตาอัจฉริยะเริ่มเป็นที่นิยม
เรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่งในการใช้งานแว่นตาอัจฉริยะคือ การละเมิดสิทธิและความเป็นส่วนตัว เนื่องจากรูปทรงคล้ายแว่นตามท้องตลาดแต่เก็บภาพได้ โดยผู้ที่ถูกเก็บภาพไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ากำลังถูกบันทึกภาพ ทำให้แว่นตาอัจฉริยะถูกนำไปใช้ในการบันทึกภาพและเสียงโดยไม่ยินยอม
ปัญหาที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่การสวมแว่นตาเพื่อบันทึกภาพและเนื้อหาสนทนา เพื่อนำไปทำคอนเทนต์หรือใช้ในการแอบถ่าย ที่มีแนวโน้มไปในทิศทางคุกคามทางเพศสูง แม้จะมีฟีเจอร์ไฟแจ้งเตือนแสดงผลเพื่อให้คนภายนอกรับรู้ แต่ก็สามารถถูกบดบังหรือปิดกั้น จนอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิได้ไม่ยาก
อันที่จริงถึงไม่มีการใช้ในทางประสงค์ร้ายเพียงอาศัยการบันทึกภาพทั่วไปก็อาจก่อให้เกิดคำถาม เนื่องจากแว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่มักมีฟีเจอร์ AI ที่จะส่งภาพ เสียง หรือวีดีโอในระบบ ไปประมวลผลบนคลาวด์หรือเซิร์ฟเวอร์ภายนอก จนอาจทำให้ข้อมูลการเดินทาง ตำแหน่ง และรายละเอียดภายในสถานที่รั่วไหล โดยเฉพาะบริเวณห้ามบันทึกภาพ
นอกจากนี้แว่นตาอัจฉริยะยังมีแผนในการเพิ่มระบบจดจำใบหน้า ที่จะทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อน เพราะเหมือนบริษัทใหญ่มีกล้องวงจรปิดที่มีกล้องวงจรปิดเคลื่อนที่สำหรับเก็บภาพตลอดเวลา ทำให้สามารถติดตามตำแหน่งและพฤติกรรมทั้งในส่วนผู้ใช้งานและคนในสังคมได้ตลอดเวลา จนอาจนำไปสู่ Total surveillance หรือ การสอดแนมเบ็ดเสร็จได้ไม่ยาก นั่นเป็นเหตุผลให้หลายภาคส่วนเริ่มกังวลและเพ่งเล็งเทคโนโลยีนี้กันมากขึ้นแล้วเช่นกัน
EU และ Meta เริ่มขยับตัวเข้ามากำกับการใช้งาน
นี่เป็นเหตุผลให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มหันมาสนใจในการกำกับดูแลมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยอดขายแว่นตาอัจฉริยะพุ่งไปถึง 7 ล้านชิ้นในปี 2025 จากสองปีก่อนหน้านี้ที่มียอดขายรวมอยู่ที่ 2 ล้านชิ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันเริ่มเกิดปัญหาการนำแว่นตาอัจฉริยะไปใช้ในการแอบถ่าย พร้อมดัดแปลงหรือปิดบังไฟสัญญาณบนตัวแว่น
เหตุผลให้ Meta หนึ่งในผู้ผลิตแว่นตาอัจฉริยะรายใหญ่สั่งงดาบ อัปเดตซอฟต์แวร์ครั้งล่าสุดจะมีการตรวจสอบไฟแสดงสัญญาณสถานะ เมื่อตรวจพบว่ามีการปิดทับ บดบัง จนไม่แสดงผลตามปกติ แว่นตาอัจฉริยะจะทำการระงับการใช้งานฟีเจอร์ถ่ายภาพและวีดีโอจากระยะไกลโดยอัตโนมัติ
นอกจากแก้ไขซอฟต์แวร์ในการใช้งานแล้ว ยังเริ่มมีการดำเนินมาตรการในส่วนอื่น เช่น ระงับบัญชีอินฟลูเอนเซอร์ที่นำแว่นตาอัจฉริยะไปถ่ายทำคอนเทนต์เชิงจีบหรือคุกคามเพศตรงข้าม พร้อมแบนบัญชีโซเชียลมีเดียที่มีการรับจ้างดัดแปลงไฟบนแว่นตาอัจฉริยะออกจากแพลตฟอร์มในเครืออีกด้วย
ในส่วนภาครัฐเองก็ไม่น้อยหน้า ล่าสุดกรุงออสโล ในนอร์เวย์ ได้สั่งแบนการใช้งานแว่นตาอัจฉริยะภายในโรงเรียน และเริ่มพิจารณาออกกฎหมายควบคุมแว่นตาอัจฉริยะ เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปที่เริ่มมีแนวคิดในการสั่งห้ามอุปกรณ์กลุ่มนี้ไปก่อน โดยเฉพาะเมื่อแว่นตาอัจฉริยะกำลังจะมีฟีเจอร์จดจำใบหน้า
เช่นเดียวกับในหลายประเทศอย่างออสเตรเลียก็เริ่มมีแนวคิดในการกดดันให้บริษัทพัฒนาระบบ เบลอหน้าคนรอบข้างอัตโนมัติ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของคนรอบข้าง หรือในชาติอย่างจีนและเกาหลีใต้ ก็มีความพยายามในการควบคุมแว่นตาอัจฉริยะอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ในการโกงข้อสอบเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าหลายประเทศเองก็เริ่มตระหนักถึงขีดความสามารถและความแพร่หลายของแว่นตาอัจฉริยะกันไม่น้อย
อย่างไรก็ตามการใช้งานแว่นตาอัจฉริยะก็ยังอยู่ในการถกเถียงเป็นวงกว้าง เนื่องจากประโยชน์และขีดความสามารถอันหลากหลาย การสั่งแบนโดยไม่ทันได้ตรวจสอบก็จะกลายเป็นการตัดโอกาสเข้าถึงแก่ผู้ใช้งานอีกกลุ่ม ทำให้นี่เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างเข้มงวด คงต้องรอดูต่อไปว่า แว่นตาอัจฉริยะ จะถูกผลักดันและนำมาใช้งานกันในทิศทางใดต่อไป
ที่มา : posttoday.com / เผยแพร่วันที่ 24 ก.ย.69
Link : https://www.posttoday.com/ai-today/749299







