![]()

NFL ระบุพบโดรนละเมิดข้อกำหนดใกล้สนามแข่งขันกว่า 10,800 ครั้ง ระหว่างปี 2564–2568 ขณะที่ Jacksonville Jaguars เตรียมใช้ระบบตรวจจับและควบคุมโดรนเป็นครั้งแรก ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการรับมือและปรับกฎให้ทันเทคโนโลยี
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า เมื่อฤดูกาล NFL เริ่มต้นขึ้น ทีมต่าง ๆ กำลังเพิ่มมาตรการป้องกันรูปแบบใหม่ นั่นคือการสกัดโดรนที่อาจรบกวนการแข่งขันหรือก่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
เมื่อเดือนสิงหาคม Jacksonville Jaguars เป็นทีมแรกใน NFL ที่เปิดเผยข้อตกลงกับบริษัทด้านการป้องกันโดรน โดยเลือกใช้ระบบจาก Sentrycs ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Ondas เพื่อดูแลน่านฟ้ารอบ EverBank Stadium ในวันแข่งขัน ตัวแทนของ Sentrycs เปิดเผยกับ CNBC ว่าระบบจะเริ่มใช้งานครั้งแรกในวันอาทิตย์ ก่อนเกมที่ Jaguars พบกับ New England Patriots
บ็อบบี ไลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัยกิจกรรมและสถานที่ของ Jaguars ระบุว่า เมื่อโดรนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทีมจึงเห็นความสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือ ไม่ใช่เพียงตรวจจับ แต่ต้องจัดการกับภัยคุกคามได้ด้วย
NFL ระบุว่า ระหว่างปี 2564–2568 พบโดรนละเมิดข้อกำหนดใกล้สนามแข่งขัน 10,852 ครั้ง แม้มีเพียงไม่กี่กรณีที่ทำให้การแข่งขันหยุดชะงัก แต่ในปี 2568 เกมเพลย์ออฟระหว่าง Baltimore Ravens กับ Pittsburgh Steelers ต้องหยุดลงชั่วคราว หลังพบโดรนบินเหนือสนาม และสนามแห่งนี้เคยเกิดเหตุลักษณะเดียวกันในปี 2566
ก่อนหน้านี้ NFL สามารถตรวจจับและติดตามโดรนใกล้สนามทั้ง 30 แห่งได้ แต่เทคโนโลยีใหม่ช่วยให้เจ้าหน้าที่รับมือได้มากขึ้น เช่น แทรกแซงสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างผู้ควบคุมกับโดรน เข้าควบคุมตัวโดรน และนำลงจอดอย่างปลอดภัย
Sentrycs ระบุว่า เพิ่งลงนามข้อตกลงกับทีม NFL อีก 2 ทีม แต่ CNBC ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นทีมใด ก่อนหน้านี้ NFL และ Major League Baseball ได้ส่งจดหมายถึงกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ เรียกร้องให้เพิ่มทรัพยากรเพื่อคุ้มครองผู้เล่นและแฟนกีฬา โดยระบุว่าการใช้โดรนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
Sentrycs เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่ได้รับสัญญาดูแลความปลอดภัยจากโดรนในศึกฟุตบอลโลก FIFA World Cup เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งจัดการแข่งขัน 104 นัดในสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก FBI รายงานว่าในช่วงการแข่งขัน 4 สัปดาห์ มีการสกัดโดรนราว 700 ครั้ง
เอริก บร็อก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Ondas กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจมากที่สุดคือจำนวนโดรนที่บินอยู่พร้อมกัน ด้านรัฐบาลกลางได้จัดสรรงบราว 250 ล้านดอลลาร์ให้หน่วยงานรัฐและท้องถิ่นก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก เพื่อเสริมระบบป้องกันโดรน โดยอุปกรณ์และการพัฒนาที่เตรียมไว้ยังนำไปใช้กับงานใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก เช่น คอนเสิร์ตและเทศกาลต่าง ๆ ได้
เจสัน มัวร์ ผู้จัดการทั่วไปประจำสหรัฐฯ และแคนาดาของ Sentrycs กล่าวว่า เมื่อไม่กี่ปีก่อนแทบไม่มีใครกังวลเรื่องนี้ แต่ปัจจุบันทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญ และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ผู้ปฏิบัติงานระบบป้องกันโดรนต้องผ่านหลักสูตรพิเศษและได้รับการรับรองจากโครงการของรัฐบาลกลาง ระบบดังกล่าวประกอบด้วยทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เมื่อการติดตั้งอุปกรณ์เสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่จะตรวจจับภัยคุกคามผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เรดาร์ กล้องตรวจจับความร้อน และระบบตรวจจับด้วยสัญญาณวิทยุ
มัวร์ กล่าวว่า ระบบสามารถตรวจจับโดรน เข้าควบคุมการบินและนำออกจากพื้นที่เสี่ยงก่อนนำลงจอดได้ อีกทั้งยังใช้คลื่นวิทยุระบุตำแหน่งผู้ควบคุมโดรนและแจ้งพิกัดให้ตำรวจทราบ บร็อก ระบุว่า หากมีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ ตำรวจอาจไปถึงจุดที่ผู้ควบคุมโดรนอยู่ได้ภายในเวลาเพียง 2 นาทีหลังระบบตรวจพบ
แม้ผู้เชี่ยวชาญบางรายกังวลว่าโดรนพลเรือนอาจถูกนำไปติดตั้งวัตถุระเบิดหรือสารเคมีและชีวภาพ แต่เจ้าหน้าที่และผู้บริหารบริษัทด้านความมั่นคงมองว่า ความเสี่ยงที่พบบ่อยกว่าคือการบินรบกวนหรือขัดขวางกิจกรรม
คริสเตียน บรอสต์ ผู้จัดการทั่วไปของ Robin Radar USA ซึ่งร่วมดูแลความปลอดภัยด้านโดรนในฟุตบอลโลก กล่าวว่า โดรนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้งานเพื่อก่อเหตุร้าย แต่ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องตรวจจับและสกัดอย่างเหมาะสม โดยต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมเซนเซอร์ ซอฟต์แวร์ เรดาร์ และเจ้าหน้าที่สกัดโดรน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคนบนพื้นดิน
โดรนยังเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นสำหรับนักบินเครื่องบินด้วย ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาเกิดเหตุในน่านฟ้าคับคั่งของนิวยอร์ก 2 ครั้ง ครั้งแรก นักบินของ United Airlines รายงานว่าเครื่องบินเกือบชนโดรนใกล้สนามบิน Newark Liberty ส่วนอีกเหตุการณ์ นักบินของ JetBlue รายงานว่าเครื่องบินชนโดรนขณะกำลังลงจอดใกล้สนามบิน John F. Kennedy ทั้งสองเหตุการณ์ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
หนึ่งในความท้าทายของอุตสาหกรรมคือการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันให้ทันโดรนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แมรี-ลู สมัลเดอร์ส ที่ปรึกษาอุตสาหกรรมซึ่งเคยทำงานด้านป้องกันโดรน กล่าวว่า กฎระเบียบเดิมถูกออกแบบมาสำหรับเครื่องบินโดยสาร ไม่ใช่โดรนขนาดเล็กที่ควบคุมจากระยะไกล
อย่างไรก็ตาม กฎเริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว โดยกฎหมาย Safer Skies Act มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 หลังสภาคองเกรสผ่านร่างในเดือนธันวาคม 2568 และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนาม กฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายให้อำนาจแก่หน่วยงานรัฐและท้องถิ่นในการสกัดโดรนที่รุกล้ำเข้าใกล้สนามบินและสถานที่จัดงานขนาดใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญแบ่งขั้นตอนรับมือโดรนในน่านฟ้าหวงห้ามออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ตรวจจับ ระบุชนิดและประเมินความเร็วกับระดับความสูง ติดตามและพยายามติดต่อผู้ควบคุมผ่านคลื่นวิทยุ และขั้นสุดท้ายคือสกัดโดรน สมัลเดอร์สเตือนว่า หากมองเห็นโดรนด้วยตาก่อนจะปรากฏบนเรดาร์หรือหน้าจอเซนเซอร์ ก็อาจช้าเกินไปแล้ว วิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดคือรบกวนสัญญาณระหว่างผู้ควบคุมกับโดรน แต่การตัดสัญญาณอาจกระทบคลื่นวิทยุที่ใช้งานโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง
ขณะที่บริษัทด้านการป้องกันโดรนส่วนใหญ่ใช้คลื่นวิทยุ Israeli Weapon Industries หรือ IWI พัฒนาเทคโนโลยีอีกแนวทางหนึ่ง คือระบบ Arbel ที่ติดตั้งกับปืนอัตโนมัติได้หลายรุ่น รวมถึง AR-15 ช่วยให้ผู้ใช้งานเล็งและยิงโดรนตกจากท้องฟ้า ปัจจุบันบริษัทระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำไปใช้ในสนามบิน 20 แห่งในยุโรปและสถานที่ 10 แห่งในสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดสถานที่ในสหรัฐ
ที่มา : moneyandbanking.co.th / เผยแพร่วันที่ 28 ก.ย.69
Link : https://moneyandbanking.co.th/2026/273756/






