![]()

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในช่วงที่ผ่านมาได้ถูกพัฒนาไปไกลอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจในขณะเดียวกันเสียงเตือนจากบรรดาผู้พัฒนาและนักวิจัย AI …
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในช่วงที่ผ่านมาได้ถูกพัฒนาไปไกลอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจในขณะเดียวกันเสียงเตือนจากบรรดาผู้พัฒนาและนักวิจัย AI ระดับโลกที่ออกมาสะกิดเตือนถึง “ภัยคุกคามและอันตรายต่อมนุษยชาติ” ก็ดังขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นประเด็นร้อนที่คนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
ล่าสุดได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย” นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท ไซแนปส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ แถวหน้าของไทย ที่ได้บอกถึงมุมมองส่วนตัวในฐานะ ผู้ประกอบการด้าน AI ถึงประเด็น ความเสี่ยงถึงเรื่อง AI บทบาทการเมืองระดับโลก ไปจนถึงผลกระทบที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ
เมื่อ AI ยุคใหม่ “หลุดจากสนามทดลอง”
“ดร.ชาญวิทย์” บอกว่าภัยคุกคามของ AI ที่กำลังพูดถึงกันทั่วโลกในขณะนี้ไม่ได้เกิดจาก AI ในรูปแบบเดิมๆ แต่มาจาก Frontier Model หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ยุคใหม่ ซึ่งเป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ระดับแนวหน้า หรือ รุ่นที่ล้ำสมัยและทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการพัฒนาพารามิเตอร์และการประมวลผลด้วยชุดข้อมูลมหาศาล จนเริ่มมีความฉลาดในระดับ AGI (Artificial General Intelligence) หรือมีระดับความฉลาดและความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ในหลายๆ ด้าน
“เมื่อ AI มีการพัฒนาในระดับทันสมัยที่สุด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเชิงเทคนิค คือ ความฉลาดที่เพิ่มขึ้นทำให้ AI เริ่มหาวิธีการหลบหลีก ระบบป้องกันที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ เรียกง่ายๆว่า มันสามารถ ที่เจาะหาทางออกจาก Sand-box หรือพื้นที่หรือสภาพแวดล้อมจำลองสำหรับทดลองทำสิ่งใหม่ในระบบปิดได้ซึ่งเกิดขึ้นแล้วกับบริษัทเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของโลกถึง 2 แห่ง สิ่งนี้สะท้อนว่า AI ยุคใหม่เริ่มมีความฉลาดที่จะ “ดื้อ” หรือหาช่องทางเลี่ยงคำสั่งคล้ายกับพฤติกรรมของมนุษย์ และอาจกลายเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อันตรายเกินควบคุมในอนาคต”
เบื้องหลัง “เกมความมั่นคง” ชะลอพัฒนา…ไม่มีจริง?
แม้กลุ่มผู้นำด้านเทคโนโลยีและชาติตกวันตกจะเริ่มหยิบยกประเด็นเรื่องการ “ชะลอพัฒนา AI” เพื่อกำหนดกฎกติกาและควบคุมความปลอดภัยขึ้นมาพูดคุย แต่ในความเป็นจริง โอกาสที่จะเกิดการชะลอการพัฒนายังคงเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง
“ดร.ชาญวิทย์” สะท้อนมุมมองว่า การชะลอการพัฒนา AI คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจาก 2 ชาติมหาอำนาจอย่าง “จีน” แสดงท่าทีชัดเจนว่า จะไม่หยุดพัฒนา AI ทำให้ฝั่ง “สหรัฐอเมริกา” ไม่สามารถหยุดได้เช่นกัน เพราะการแข่งขันด้าน AI ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องธุรกิจอีกต่อไปแล้ว แต่เปรียบเสมือน “สงครามความมั่นคงแห่งชาติ” ประเทศใดก็ตามที่ครองความเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี AI ย่อมได้เปรียบทั้งในเชิงสงคราม การวางแผน และการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ไปด้วย
ความเสี่ยงนี้เปรียบเหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ นิวเคลียร์ หรือการแพทย์ที่หลุดออกจากห้องแล็บโดยขาดการควบคุม หากผู้ไม่หวังดีนำ Frontier Model ที่มีความฉลาดสูงมาใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์หรือก่ออาชญากรรม จะสร้างความเสียหายในระดับที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
เตือนภัยสแกมเมอร์ปลอมได้เแนบเนียม
สำหรับผู้บริโภคและคนไทยทั่วไป ความน่ากลัวของ AI ยุคใหม่จะมาในรูปแบบของ “มิจฉาชีพและแก๊งสแกมเมอร์” ที่พัฒนาขีดความสามารถแบบไร้ขีดจำกัด ที่อาจเป็นหนึ่งในปัญหาที่ตามมากับการพัฒนา AI ที่ไปเร็วแบบก้าวกระโดด
ซับซ้อนและแพร่กระจายเร็ว : ในอดีตการหลอกลวงต้องใช้มนุษย์ทำเป็นหลัก จำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อจึงจำกัด แต่เมื่อใช้ AI เข้ามาช่วย การสแกมจะขยายวงกว้างและรวดเร็วขึ้น
เนียนจนแยกไม่ออก : ไม่ใช่แค่การปลอมเสียงหรือปลอมหน้าเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป แต่ AI สามารถสร้างเรื่องราว (Story), ปลอมแปลงเอกสารทางการเงินทั้งชุด หรือสร้างรายงานปลอมทั้งเล่มขึ้นมาเพื่อหาจุดอ่อนของเหยื่อได้อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น
แอปพลิเคชันดูดข้อมูล : มิจฉาชีพสามารถใช้ AI สร้างแอปพลิเคชันปลอมที่มีหน้าตาและฟังก์ชันเหมือนแอปยอดนิยมทุกประการ เพื่อหลอกให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดและยินยอมให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่านได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ทางออกไทยสร้างแรงงาน AI – ดันกติการองรับ
ในส่วนของประเทศไทย “ดร.ชาญวิทย์” ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทย ได้มีการตั้ง คณะกรรมการ AI แห่งชาติ หรือ บอร์ด AI แห่งชาติ และตนก็ได้มีโอกาสได้เป็นหนึ่งในกรรมการ AI แห่งชาติ มองว่า บทบาทของไทยไม่ใช่การไปออกกฎควบคุมผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก หรือ พัฒนา AI ไปแข่งขัน แต่ ต้องมีการพัฒนา AI ของตนเองลดการพึ่งพิงต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่คือการเตรียมความพร้อมในฐานะ “ผู้ประยุกต์ใช้งาน“ อย่างปลอดภัย โดยดำเนินการ 2 ด้านหลัก คือ
พัฒนา AI และพึ่งพาตัวเอง: บอร์ด AI แห่งชาติ ได้วางเป้าหมายส่งเสริมการพัฒนา AI เฉพาะทาง เช่น การแพทย์ เกษตร และความมั่นคง ฯลฯ พร้อมเดินหน้าสร้าง AI Engineer ให้ได้ 30,000 คน เพื่อให้ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญภายในประเทศ ลดความเสี่ยงกรณีโดนระงับการใช้งานเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วย เพราะในอนาคตข้างหน้าหากเจ้าของเทคโนโลยี ตัดขาด ไม่ให้ไทยใช้แล้ว จะได้มีทางเลือกลองรับ
การป้องกันและกฎหมาย: ประเทศไทยอยู่ระหว่างการร่าง พ.ร.บ. AI ซึ่งจะแบ่งเกณฑ์การกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ภาครัฐและหน่วยงานที่ดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์จำเป็นต้องยกระดับองค์ความรู้เพื่อปกป้องระบบและข้อมูลรั่วไหลจากภัยคุกคาม AI ต่างชาติ

ภาพ pixabay.com
มองอนาคต: จาก AGI สู่ ASI แรงงานที่ต้องเปลี่ยนผ่าน
เมื่อ AI ยังพัฒนาไม่หยุดแล้ว ในอนาคต จะไปสู่จุดใดนั้น? ทาง “ดร.ชาญวิทย์” ได้ฉายภาพให้เห็นว่า ขณะนี้โลกกำลังก้าวข้ามจากยุค Narrow AI หรือ AI ที่เก่งเฉพาะทาง เข้าสู่ยุค AGI หรือ AI ที่มีความฉลาดรอบรู้เท่ามนุษย์ และแนวโน้มในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยี AI จะก้าวไปสู่ยุค ASI (Artificial Super Intelligence) หรือยุคที่ AI มีความฉลาดและมีความคิดสร้างสรรค์เหนือกว่ามนุษย์ในทุกๆ ด้าน
ความก้าวหน้าของ AI ที่กำลังพัฒนาไปในระดับ ASI นี้ เป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังถกเถียงว่าจะสามารถควบคุมมันได้จริงหรือไม่? สำหรับประเทศไทย โจทย์ใหญ่ที่ต้องรับมือตั้งแต่วันนี้คือ “การเปลี่ยนผ่านของตลาดแรงงาน” (Job Transition) ซึ่งจะไม่ใช่แค่การ Re-skill หรือ Up-skill อีกต่อไป แต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้แรงงานสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงานและย้ายสายงานได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถอยู่รอดในยุคที่ AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ที่มา : สำนักข่าวเดลินิวส์ / เผยแพร่วันที่ 24 ก.ย.69
Link : https://www.dailynews.co.th/news/6214888/






